บทบาทของมารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า

๑๒/๐๘/๒๕๕๔

***********   

 

         สิงคาลกสูตร เป็นพระสูตรที่แสดงหลักธรรมที่สำคัญในทางพระพุทธศาสนาไว้จำนวนมาก เป็นพระสูตรที่มีเนื้อหายาว ผมขอสรุปความให้สั้นกระชับเน้นให้เข้ากับ “บทบาทของแม่” ดังต่อไปนี้

        สมัยเมื่อพระพุทธองค์ประทับจำพรรษาที่พระวิหารเวฬุวัน เขตพระนครราชคฤห์ เช้าวันหนึ่งเสด็จออกบิณฑบาต ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกคฤหบดีบุตร ผู้มีผมเปียก เสื้อผ้าชุ่มน้ำ กำลังไหว้ทิศทั้งหกอยู่ก็ตรัสถามถึงการไหว้ทิศทั้งหก ไหว้เพราะเหตุใด คฤหบดีหนุ่มก็ตอบว่า ไหว้ทิศทั้งหกเพราะบิดาสั่งเสียไว้ก่อนตาย

        พระพุทธองค์ก็ตรัสสอนในลักษณะว่า เขาไม่นอบน้อมกันอย่างนี้หรอก คฤหบดีบุตรถามว่าเขามีวิธีการนอบน้อมกันอย่างไรหรือ พระพุทธองค์ตรัสในลักษณะว่า เขามีหลักในการไหว้หรือนอบน้อมอย่างนี้  ตั้งใจฟังให้ดีนะ คฤหบดีบุตรรับคำ

        หลักการก็มีอยู่ว่า ต้องทำให้ร่างกายปราศจากกรรมอันลามก ๑๔ ประการก่อน คือ

  • ต้องละกรรมกิเลส ๔ ประการ คือ ปาณาติบาต๑ อทินนาทาน๑ กาเมสุมิจฉาจาร๑ มุสาวาท๑

  • ไม่ทำบาปกรรมโดยฐานะ(อคติ) ๔  คือ ความรัก(ฉันทาคติ) ความชัง(โทสาคติ) ความกลัว(ภยาคติ) และความหลง(โมหาคติ)

  • ไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ(อบายมุข) ๖ ประการ คือ 

        ๑.  การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

        ๒.  การเที่ยวไปในตรอกต่าง ๆ  ในกลางคืน

        ๓.  การเที่ยวดูมหรสพ

        ๔.  การพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

        ๕.  การคบคนชั่วเป็นมิตร

        ๖.   ความเกียจคร้าน

         พระพุทธองค์ทรงแสดงจำแนกโทษของอบายมุขดังกล่าวมาแต่ละข้อโดยละเอียด

(ศึกษาเพิ่มเติมใน พระไตรปิฎก เล่มที่๑๑ ข้อที่ ๑๗๙-๑๘๔ หน้าที่ ๑๔๒-๑๔๓)

         จากนั้นทรงขยายความหมายของเพื่อนชั่วหรือมิตรชั่ว และเพื่อนดีหรือมิตรดีไว้ในพระสูตรอย่างละเอียด และทรงแนะนำให้เก็บสะสมทรัพย์เหมือนแมลงผึ้งผนวกรังและเมื่อทรัพย์สินมั่งคั่งใหญ่โตเหมือนดังจอมปลวกแล้วให้ทำการแบ่งทรัพย์สมบัติออกเป็น ๔ ส่วน คือ

        ส่วนที่ ๑ ใช้เลี้ยงดูสมานมิตรและใช้ซื้อข้าวของเครื่องใช้

        ส่วนที่ ๒ กับส่วนที่ ๓ ใช้ในการประกอบการงาน ลงทุนสร้างอาชีพ

        ส่วนที่ ๔ เก็บไว้ใช้ในยามอันตราย (ยามเจ็บป่วย บาดเจ็บ ทำงานไม่ไหว)

 

         เมื่อทำให้ร่างกายปราศจากกรรมอันลามก ๑๔ ประการแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงสอน เรื่องการไหว้ทิศหรือการปกปิดทิศไม่ให้ได้รับภัยอันตรายทั้ง ๖  แก่สิงคาลกคฤหบดีบุตรอีกครั้ง โดยแสดงว่า

 

       ...ท่านพึงทราบทิศ  ๖  เหล่านี้  คือ  พึงทราบมารดาบิดาว่าเป็นทิศเบื้องหน้า   อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา  บุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง  มิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย    ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ  สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน...

       (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ข้อที่ ๑๙๘ หน้าที่ ๑๔๖)

พระพุทธองค์ยกย่องมารดาบิดาให้เป็นทิศเบื้องหน้าเพื่อให้บุตรหรือลูกทำการบำรุงมารดาบิดาด้วย ๕ สถาน คือ

       ๑. ท่านเลี้ยงเรามาโตแล้วให้เลี้ยงท่านตอบ

       ๒. รับทำกิจ การงานของท่าน

       ๓. ช่วยดำรง รักษาวงศ์ตระกูลไม่ให้เสื่อมเสีย

       ๔. ปฏิบัติตัวดีให้เหมาะสมที่จะรับทรัพย์มรดกจากท่าน

       ๕. เมื่อท่านล่วงลับดับขันธ์แล้ว ทำบุญอุทิศถวายให้ท่าน

 

        บทบาทของมารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า ควรแสดงความอนุเคราะห์แก่บุตรธิดา  ๕ สถาน คือ

        ๑. สอนให้งดเว้นจากการทำความชั่ว 

        ๒. สอนให้ตั้งอยู่ในคุณความดี 

        ๓. ส่งเสริมให้ได้รับการศึกษาศิลปวิทยาแขนงต่าง ๆ 

        ๔. หาภรรยา (สามี) ที่มีความเหมาะสมให้

        ๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในสมัย (ในเวลาที่สมควร)

 

        พระพุทธองค์ทรงแสดงรายละเอียดของทิศเบื้องต่าง ๆ จนครบทุกประการ (ไม่ขอกล่าวถึงทิศอื่น ๆ ในที่นี้) และทรงสรุปตอนท้ายประกอบธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจในโลกอีก ๑ หมวดคือ

        ๑.  การให้ (ทาน)

        ๒.  การเจรจาไพเราะ(ปิยวาจา)

        ๓.  การประพฤติให้เป็นประโยชน์(อัตถจริยา)

        ๔.  ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลาย ในคนนั้น ๆ

ตามควร(สมานัตตตา)

        ธรรมดังกล่าวเปรียบเหมือนกับสลักรถ(นอตยึดล้อ)อันแล่นไปอยู่ มารดาบิดาก็ควรมีธรรมดังกล่าวนี้ ถ้าไม่มีก็จะไม่ได้รับความนับถือและการบูชาจากบุตร  ถ้าใครปฏิบัติตามก็จะได้รับความเป็นใหญ่และการสรรเสริญจากสาธารณชนในสังคม

         สิงคาลกคฤหบดีบุตรเมื่อฟังธรรมจบแล้วก็แสดงตนเป็นอุบาสกนับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะหรือเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

 

        บทบาทหน้าที่ของมารดาบิดาที่มีต่อลูก และหน้าที่ของลูกที่มีต่อแม่พ่อ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด  พระพุทธองค์ทรงแสดงชี้แจงแนะนำหลักใหญ่ ๆ เอาไว้ให้ชาวพุทธมาตั้งนานแล้ว 

       

 

       สิ่งไหนที่           แม่เห็น            เป็นสิ่งชั่ว

       ผู้คนทั่ว            เขตคาม           ห้ามกันไว้

       แม่คอยสอน      ลูกน้อย           ผู้กลอยใจ

       ห้ามมิให้           กระทำ             ด้วยต่ำทราม

(ห้ามจากความชั่ว)

       แม่พร่ำสอน       ให้ทำ              ตามพระศาสน์

       ตามพระบาท      ศาสดา            ศรัทธาสยาม

       ให้คิดดี              ทำดี               วจีงาม

       ทุกทุกยาม         อย่าท้อ            สู้ต่อไป

(ให้ตั้งอยู่ในความดี)

       แม่ส่งเสริม         ให้ลูก              มีความรู้

       เพื่อเชิดชู          เกียรติศักดิ์        สมสมัย    

       ให้เป็นปราชญ์    ที่ฉลาด           กว่าใครใคร

       ทุ่มเทให้            ทุกอย่าง          ลูกสร้างตน

(ให้ศึกษาศิลปวิทยา)

       แม่คอยดู          คู่ครอง            หมายปองจิต

       ที่ลูกพิศ           เพ่งเขา            ว่าน่าสน

       เป็นคนดี           ที่ใจ                ใสสกนธ์

       หรือเป็นคน       มุ่งร้าย             หมายเงินทอง

      

       ถ้าเป็นคน          ไม่ดี               มีตราบาป

       แม่กำราบ          ป้องไว้            ภัยทั้งผอง

       หากเป็นคน       เชื่อใจได้         ให้รับรอง

       ทั้งแต่งดอง        ผูกแขน           แทนยินดี

(หาภรรยา(สามี)ที่สมควรให้)

        แม่เห็นลูก         มีเจ้าของ         ครองคู่แล้ว

       มอบแหวนแก้ว   เงินทอง            แก่สองศรี

       สร้างฐานะ          ครอบครัว        ชั่วอย่ามี

       มุ่งแต่ดี             เกียรติยศ         ปรากฏไกล.                          

(มอบทรัพย์ให้ในสมัย)

                    

    

 

ป.ล. การเขียนบันทึกของผมเมื่ออ่านแล้วอาจสะดุด หยุดระยะความคิด ทำให้ไม่ต่อเนื่อง  สาเหตุอันเนื่องมาจากการใช้เวลาในการเขียนหลายครั้งและหลายวันเพราะยุ่งกับการทำธุรกิจส่วนตัว