ปรับประชาธิปไตยให้เข้ากับสังคมไทย (๒)


เราควรลอกเขาเฉพาะในหลักการ ส่วนวิธีการนั้นเราต้องสร้างของเราเองเพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างเที่ยงตรงภายใต้บริบทของนิสัยแบบอิงอำนาจของคนไทยเรา

การซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้งนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นผลพวงจากวัฒนธรรมอิงอำนาจของคนไทยนั่นเอง เพราะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  นายก อบต. (ซึ่งเป็นขั้วอำนาจและหัวคะแนนระดับท้องถิ่น) ก็ต้องอิงอำนาจของนักการเมืองในระดับสูงขึ้นเพื่อความอยู่รอดและความเจริญรุ่งเรืองของตน ดังนั้นพรรคการเมืองที่ยึดครองขั้วอำนาจท้องถิ่นได้มากที่สุดจึงมักได้ขึ้นไปเสวยอำนาจสูงสุดของประเทศหรือผูกขาดอำนาจไปเลย นำมาซึ่งการถอนทุนทางการเมืองและความด้อยพัฒนาของประเทศดังที่ทราบกันอยู่แล้ว

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้เขียนจึงได้สรุปมาแต่ประมาณปีพศ. ๒๕๓๕  โดยสรุปว่าเราไม่มีทางสร้างประเทศไทยให้เจริญได้ด้วยการลอกเอาระบบปชต.ตต.มาใช้ทั้งดุ้น เราควรลอกเขาเฉพาะในหลักการ ส่วนวิธีการนั้นเราต้องสร้างของเราเองเพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างเที่ยงตรงภายใต้บริบทของนิสัยแบบอิงอำนาจของคนไทยเรา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ควรที่นักคิดและนักวิชาการทางด้านนี้จะได้ช่วยกันคิดค้นให้ดี สำหรับตัวผู้เขียนใคร่ขอเสนอวิธีการดังนี้    (ข้อเสนอนี้มีหลากหลายรูปแบบมาก ที่นำเสนอนี้เป็นเพียง 1 ในประมาณ 10 รูปแบบที่ได้คิดค้นไว้ ที่นำเสนอนี้จึงเป็นเพียงตุ๊กตาที่อาจปรับแต่งได้เสมอ)

 

  1. ในวัฒนธรรม “อิงอำนาจ” แบบไทย เราต้องมีขั้นตอนในการคัดสรรผู้ที่จะเข้าไปเถลิงอำนาจ (คือ นายกฯ และ รมต.) และรายละเอียดในการคานอำนาจให้ที่พิถีพิถันกว่าระบบปชต. ตต. เพราะถ้าอำนาจนี้นำโดยคนไม่ดีเสียแล้วก็จะนำพาประเทศไปสู่ความเสียหายได้มากกว่าในระบบตะวันตก เนื่องจากกลไกคานอำนาจในสภาของเราบกพร่องดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
  2. เพื่อสกัดกั้นผลพวงอันเลวร้ายของอำนาจ (ทุน) ดังกล่าว ขอเสนอว่าต้องจัดให้มี “องค์กรที่เป็นกลางทางการเมือง” เพื่อทำหน้าที่ “ช่วยถ่วงดุลอำนาจ” กับวัฒนธรรมอิงอำนาจนี้ องค์กรนี้อาจคืออะไรก็ได้สุดแต่กฎหมายกำหนด แต่ที่สะดวกที่สุดน่าจะเป็น วุฒิสภา (ซึ่งในระบบปชต. ตต. เป็นองค์กรที่ไม่เป็นกลางทางการเมือง เพราะก็มาจากการเลือกตั้งเช่นกัน)
  3. ถ้าใช้กลไก สว. ดังข้อ  2 ก็ต้องมีวิธีที่บริสุทธิยุติธรรมเพื่อคัดสรร สว. ที่เป็นกลางทางการเมือง มีความรู้รอบด้าน เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดที่ขอเสนอคือให้กำหนดตำแหน่ง สว. โดยรัฐธรรมนูญไปเลย (โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้งตามที่ลอกแบบมาจากปชต. ตต. )  เช่น   (ตุ๊กตาเท่านั้น ปรับได้ตามแต่จะคิดกัน)

ก.               ปลัดกระทรวงเกษียณอายุ ที่อายุไม่เกิน 65 ปี   

ข.               นายก/ประธาน สมาคม/องค์กร ภาคประชาชน การค้า อุตสาหกรรม ต่างๆ (เช่น ทนาย นสพ. แรงงาน เกษตรกร แพทย์ วิศวะ หอการค้า อุตสาหกรรม ธนาคาร ประกันภัย ขนส่ง อาหาร ยา ส่งออก )

ค.               คณะตุลาการที่กำหนดโดยรธน. (ศาลรธน. ศาลปกครอง ศาลฎีกา) และราชบัณฑิต  ประชุมกันเพื่อเสนอชื่อและคัดเลือก นักคิด นักเขียนที่โดดเด่น เป็นอิสระ อีกสัก 20 คน 

ง.                ทั้งนี้สมาชิกสว. อาจมีได้ประมาณ 80 คนขึ้นไป แต่ห้ามเกิน 150 คน

  1. การคัดสรรนายกฯ ที่จะเข้าไปบริหารประเทศนั้น ให้การเลือกตั้งทั่วไปเป็นการ “กรองหยาบ” เท่านั้น แต่ต้องมีการ “กรองละเอียด” ในรอบที่สองโดยวุฒิสภา(ที่เป็นกลาง) วิธีการคือให้สส.ที่ได้รับเลือกตั้งจำนวนอย่างน้อย 1 ใน 5 ของสส. ทั้งหมด มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ 1 ชื่อเพื่อให้ สว. พิจารณาคัดสรร (ชื่อที่ถูกเสนอซ้ำกันให้นับเป็นชื่อเดียว)  วิธีนี้จะทำให้กลุ่มสส.ของก๊วนหรือพรรคต่างๆเสนอแต่ “คนเก่งคนดี” ขึ้นไปแข่งขันกันเพื่อให้ชนะใจ สว.  (ถ้าส่งคนเลวที่มีตำหนิขึ้นไป ก็คงแพ้คนอื่น)   วิธีนี้จะทำให้พรรคเล็กที่ไม่ได้ซื้อเสียงแต่มีเสียง 1 ใน 5 และมีผู้นำที่เก่งดี (ในสายตาของสว.) ก็มีสิทธิได้จัดตั้งรัฐบาล เท่ากับว่าระบบ ปชต. แบบนี้เน้นที่คุณภาพ มากกว่าปริมาณ (แต่ปริมาณก็ต้องมีอย่างน้อย 1 ใน 5 ใช่ว่าจะไม่นับปริมาณเสียเลย)
  2. เมื่อ สว. เลือกตัวนายกฯได้แล้วจากการโหวตโดยเสียงข้างมาก ให้นายกฯเสนอรายชื่อรมต. ให้สว. ลงมติเห็นชอบเป็นรายบุคคลอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าให้อำนาจสิทธิ์ขาดนายกฯในการแต่งตั้งใครก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มักจัดให้ตามโควตาของก๊วนต่างๆ (ที่เกิดขึ้นตามวัฒนธรรมอิงอำนาจของคนไทยนั่นเอง) วิธีนี้จะทำให้ได้รมต. ที่เป็นคนเก่งคนดี ขจัดรมต. ยี้ออกไปได้หมดสิ้น
  3. การอภิปรายเพื่อโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นระบบ “คานอำนาจ” ที่สำคัญมาก (ต้องขอบคุณฝรั่งที่คิดค้นกลไกนี้ขึ้นมา)  แต่ที่ผ่านมาการโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาลโดยสส. แบบไทยๆเรามักโหวตตามที่ขั้วอำนาจสั่งการลงมา จึงไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบบคานอำนาจแบบปชต. ตต. แต่อย่างใด โหวตทีไรฝ่ายรัฐบาลก็ชนะทุกทีแม้จะก่อกรรมทำเข็ญอย่างสาหัสต่อประเทศชาติสักเพียงใดก็ตาม จึงขอเสนอให้ปรับเสียใหม่เป็นว่า..การโหวตไม่ไว้วางใจนั้นให้กระทำโดยมติ สว. (ที่เป็นกลาง)  เท่านั้น ส่วน สส. มีหน้าที่อภิปรายเพื่อให้ข้อมูลต่อ สว.เท่านั้นโดยไม่มีสิทธิโหวต วิธีการเช่นนี้จะเป็นการตัดตอนอิทธิพลของการอิงอำนาจออกไป และยังจะทำให้พรรคเสียงข้างน้อยเป็นรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพอีกด้วย   ถ้าใช้ระบบนี้แม้พรรคที่มีเสียงข้างมากล้นหลามได้เป็นรัฐบาล แต่ทำตัวเลว ก็อาจถูกโหวตออกได้โดยฝ่ายค้านเสียงข้างน้อย (ผ่านสว.)  ตรงข้ามแม้เป็นพรรคเล็กแต่ทำดีก็ไม่อาจถูกโหวตออกได้  ดังนั้นเสถียรภาพของรัฐบาลจะดีมาก (หากทำงานดี) แต่เสถียรภาพจะง่อนแง่นมากถ้าทำงานไม่ดีเช่นมีการคอรัปชั่น แต่ทุกวันนี้เราพูดกันแต่ว่าต้องการให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศโดยไม่คำนึงว่าเสถียรภาพของรัฐบาลที่เลวนั้นเป็นผลร้ายที่สุดต่อสังคมชาติ

“”””””””””””””จบตอน 2  (โปรดอ่านตอน 3 ต่อไปครับ)

หมายเลขบันทึก: 453659เขียนเมื่อ 13 สิงหาคม 2011 17:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 20:16 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท