การสอบ ONET

“การนำคะแนน  O-NET  ไปใช้”

 

การสอบ  O-NET  เริ่มเป็นที่รู้จักกันในแวดวงการศึกษาในการสอบครั้งแรก  ในปี

พ.ศ.  2549 (ปีการศึกษา  2548) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับครูผ็สอน และผู้เรียน  แน่นอนว่าครูผู้สอนทุกโรงเรียนที่สอนในระดับชั้น ม.ปลาย  ยังเคยชินและยึดติดกับคำว่า การสอบ“เอนทรานซ์” (Entrance)  ที่เป็นวิธีการสอบคัดเลือกนักเรียน ม.6 เข้ามหาวิทยาลัย  ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของทบวงมหาวิทยาลัย  ปัจจุบันคือ  สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา  หรือ  สกอ. นั่นเองการเปลี่ยนเปลี่ยนวิธีการสอบคราวนั้น  ส่งผลให้ครูและนักเรียนตื่นตัว  วุ่นวาย และเป็นกังวลจนถึงขั้น “วิตกจริต”  ไปเลยก็ว่าได้  ในการเตรียมสอบ  O-NET

                        ผู้เขียนได้อ่านศึกษถึงสาเหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการ และข้อสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ  ก็เนื่องมาจากระบบการสอบเอนทรานซ์  เป็นระบบการคัดเลือกที่มุ่งเน้นไปในเชิงการสอบแข่งขันมากกว่าที่จะวัดองค์ความรู้ของผู้เรียนครบทุกด้าน  จึงทำให้ทบว-มหาวิทยาลัยพยายามปรับปรุงระบบการคัดเลือกอยู่บ่อยครั้ง  เพื่อแกไขจุดอ่อนระบบนี้ เช่น ลดการเลือกอันดับจากเดิมที่เคยให้นักเรียนเลือกได้หกอันดับ  เหลือห้าอันดับ  และในปัจจุบันเหลือเพียงสี่อันดับ  เพื่อแก้ปัญหาการเลือกคณะแบ  “เผื่อเลือก”  ของนักเรียนที่ชอบสละสิทธิ์  ทำให้นักเรียนคนอื่นเสียสิทธิที่นั่งเรียนไป  นอกจากนั้นทบวงมหาวิทยาลัยยังพยายามสกัดกั้นเด็กนักเรียนที่อายุไม่ถึงเกณฑ์การจบ ม.6  ซึ่งมาจากการ “สอบเทียบ”  ให้หมดไปจากกระบวนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย  ซึ่งก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในความพยายาม

                         ต่อมาสำนักงานคระกรรมการอุดมศึกษา และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)ได้พิจารณาระบบการคัดเลือกนักเรียน ม.6 เข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐด้วยระบบใหม่โดยมีเจตนารมณ์ที่จะลดการแข่งขัน แล้วหันมาใช้ระบบพิจารณาผลการเรียนของนักเรียนในช่วงชั้นที่ 4 (ม.4-6) หรือระดับ ม.ปลาย  ประกอบการสอบวัดผลในหลักสูตร  ดังนั้นระบบการคัดเลือกจึงเปลี่ยนมาเป็นระบบการคัดเลือกแบบ  “แอดมิสชั่นส์”  (Admission)  หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า  ระบบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง (Central   Admission)

 

                        จึงเป็นที่มาของการแทนที่การสอบ เอนทรานซ์  ในปีการศึกษา  2548  ซึ่งจัดสอบในปีต้นปีพ.ศ. 2549  ทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่อย่างโกลาหล   โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกคณะ  วึ่งสามารถแก้ปัญหานักเรียนที่ไม่สนใจเรียนในห้องเรียนกับครูผู้สอนในหลายวิชา   ที่นักเรียนคิดว่าไม่มีความสำคัญ  และไม่มีผลกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบ เอนทรานซ์  แบบเก่า  นักเรียนหลายคนยอมติด “0”  ในรายวิชาที่ไม่ได้ใช้สอบเข้า  เพื่อเอาเวลาไปเรียนกวดวิชา  หรือ “ติวเข้ม”  กับสถาบันกวดวิชาเฉพาะวิชาที่คิดว่าสำคัญ และเป็นหัวใจในการทำคะแนนสอบคัดเลือกเข้าคณะที่ตนเองมุ่งหวัง  ในสถาบันที่ตนเองศรัทธานิยมชมชอบและปรารถนาที่จะเข้าศึกษาต่ออย่างแรงกล้า  จนทำให้ครูผู้สอนในโรงเรียนในรายวิชาที่นักเรียนไม่ให้ความสำคัญเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ในวิชาเอกที่ตนร่ำเรียนมาอย่างลำบากแต่กลีบไม่มีคุณค่าในสายตาของลูกศิษย์ที่ครูรักและปรารถนาดีสทศ.  คือ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ  จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดสอบ  O-NET  (Ordinary  National  Education  Test)  และการสอบที่สำคัญอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นการสอบ GAT  และ  PAT  ให้กับนักเรียน ม.6  เพื่อนำผลสอบไปยื่นสมัครคัดเลือกในระบบ Central  Admission  ต่อ  ดังนั้น สทศ.  ในฐานะผู้จัดสอบ และผู้ดูแลกการออกข้อสอบ จึงถือเป็น “แม่งาน”  มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะคัดเลือกนักเรียนให้เข้าเรียนได้ตรงตามความต้องการของสถาบันอุดมศึกษา

                         แต่ทว่า...ในการจัดสอบ O-NET  ในระยะเวลา  5  ปีที่ผ่านมา มีผลคะแนนสอบของนักเรียนหลายคนในบางวิชาเป็น  0  คะแนน  ซึ่งเกิดคำถามขึ้นกับหลายฝ่ายว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  คุณภาพของผู้เรียนอยู่ระดับใด  ใครควรจะแก้ปัญหา  นักเรียนให้ความสำคัญในการสอบ O-NET  มากน้อยเพียงใด   หรือการทดสอบไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของนักเรียน  ต่อมาจึงมีมติจากการประชุมของผู้เกี่ยวข้องกับการสอบ O-NET   เห็นชอบที่จะใช้ผลคะแนนการสอบ  O-NET   มาเป็นองค์ประกอบในการจบหลักสูตรการศึกษาโดยเทียบคะแนน (Equating)  ระหว่างคะแนนสอบO-NET  กับผลการประเมินรายวิชาพื้นฐานของกลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียน และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติปี  2549  มาทดสอบเทียบคะแนน และพัฒนาระบบร่วมกัน อันจะส่งผลถึงการรองรับระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือ แอดมิสชั่น ในปีการศึกษา  2553

                         ด้วยเหตุนี้สถานศึกษาจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ  ซึ่งให้เป็นไปตามหลักสูตรสถานศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก  ใควรที่จะมุ่งเน้นการสอน “ติว”  ข้อสอบเพื่อการสอน O-NET  เพียงอย่างเดียว  ครูต้องบอกวิธีเตรียมตัวให้นักเรียนมีความพร้อมในการสอบแต่เนิ่นๆ  ต้องเตรียมใจพร้อมที่จะรับนโยบายดังกล่าวเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้เป็นที่พอใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย  อันจะนำไปสู่การประกันคุณภาพการศึกษา
                       โรงเรียนร่องคำ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 1000 หมู่ที่ 13 ถ.ขอนแก่น-โพนทอง  ต.ร่องคำ  อ.ร่องคำจ.กาฬสินธุ์  เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่จัดสอนในระดับ ม.1 – ม.6  ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2518

ผู้บริหารและบุคลากรได้มุ่งพัฒนาคุณภาพผู้เรียนมาอย่างต่อเนื่อง  ภายใต้การสนับสนุนดูแลช่วยเหลือจากชุมชน  ศิษย์เก่า และหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ให้การอุปการคุณเป็นอย่างดี

ทำให้โรงเรียนเข้มแข็งในการบริหารจัดการการเรียนการสอนพอสมควร  ที่สำคัญที่สุดโรงเรียนได้รับความไว้วางใจในการสอนของครูจากผู้ปกครองนักเรียนมาก  ซึ่งนักเรียนที่มาเรียนมีภูมิลำเนาใน อ.กมลาไสย  อ.ร่องคำ  ของจังหวัดกาฬสินธุ์  และมาจาก อ.โพนทอง  อ.โพธิ์ชัย  จ.ร้อยเอ็ดความเชื่อมั่นในสถาบันมีมายาวนานเท่าอายุโรงเรียน 

                         ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนของครูถือได้ว่าเข้มแข็งมาก  แม้จะเป็นโรงเรียนมัธยมระดับอำเภอเล็ก  ที่มีเขตพื้นที่บริหารเพียง 3 ตำบลเท่านั้น  ครูมีความตั้งใจถ่ายทอดวิชาความรู้ในชั้นเรียน และส่งเสริมกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมอย่างหลากหลายตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ  อันส่งผลให้โรงเรียนได้รับรางวัลเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจหลายรางวัล จนเป็นที่ยอมรับในระดับหน่วยงานต้นสังกัด  ที่สำคัญที่สุดมีครูจำนวนน้อยมากที่จัดสอนพิเศษ หรือ “สอนติว” ให้กับนักเรียนนอกเวลาเรียน  ความรู้ทุกอย่างครูผู้สอนจะพยายามทุ่มเท ถ่ายทอดภูมิรู้อย่างเต็มความสามารถในห้องเรียน และให้คำปรึกษาเมื่อนักเรียนมาขอคำปรึกษา ไม่มีครูที่แสวงหาผลประโยชน์จาการสอนพิเศษให้กับนักเรียนมากนัก  ที่มีอยู่ประมาณ 2-3 ราย เนื่องจากปฏิเสธการรบเร้าของผู้ปกครองไม่ได้  เพราะต้องการให้ครูช่วยสอนบุตรหลานให้เรียนทันเพื่อนในชั้นเรียน

                         ดังนั้นความเชื่อมั่นที่ชุมชนมอบให้โรงเรียนร่องคำจึงหนักแน่น ไม่เสื่อมถอย  เมื่อมีการเริ่มจัดสอบ O-NET  ของ สทศ.  ผู้ปกครองและชุมชนจะติดตามสอบถามข้อมูลกับโรงเรียนตลอดเพื่อเปรียบเทียบคะแนนกับโรงเรียนอื่นในระดับใกล้เคียงกัน เพื่อให้คำเสนอแนะกับผู้บริหาร โดยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นตัวแทนของชุมชน ตลอดระยาเวลา  5 ปี ที่มีการจัดสอบ O-NET  ปรากฏว่าคะแนนในภาพรวมอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งครูแนะแนว และครูผู้สอนในระดับ ม.6 ก็ร่วมกันทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการสร้างความเข้าใจกับนักเรียน และเตรียมความพร้อมในการสอบทุกครั้ง ทุกปีการศึกษา และเริ่มเครียดเมื่อมีผลการทดสอบของนักเรียนบางคนในบางรายวิชาเป็น 0 คะแนน 

                 ส่งผลให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและห่วงกังวลในอนาคตความสำเร็จของบุตรหลานจึงหันหน้าเข้าหากัน  เพื่อสรุปปัญหาที่ทำให้เกิดผลสอบเป็น 0 คะแนน  โดยทำการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนผู้เข้าสอบ  ครูแนะแนว  ครูฝ่ายทะเบียน  และครูผู้สอน ภายใต้ความใส่ใจดูแลเป็นอย่างดีของผู้บริหารรวบรวมสรุปได้หลายประการ คือ

  นักเรียนที่ออกกลางคันยังไม่ดำเนินการลาออกชื่อจึงยังคงปรากฏอยู่ในทะเบียนโรงเรียน จึงมีผลการสอบเป็น  0  คะแนน

  1. นักเรียนมีความคิดว่าสอบหรือไม่สอบก็ไม่มีผลต่อการจบ ม.6
  2. นักเรียนไม่ตั้งใจสอบ เพราะการสอบ O-NET   จะสอบหลังจากการสอบปลายภาคของนักเรียนระดับชั้น ม.6  บางโรงเรียนประเมินผลการเรียนตัดเกรดเรียบร้อยแล้ว นักเรียนจึงขาดความใส่ใจในการสอบ
  3. นักเรียนไม่ให้ความสำคัญของการทดสอบ เพราะบางคนไม่ศึกษาต่อในระดับ

อุดมศึกษา จึงคิดว่าคะแนนไม่มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต

  1. นักเรียนขาดความรับผิดชอบในการเข้าสอบ ไม่ศึกษาสถานที่ รายวิชา เวลาในการสอบ

 

ดังนั้น โรงเรียนร่องคำจึงร่วมกันระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง  ใช้ทุกวิถีทาง

จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 เป็นต้นมาโดยผู้อำนวยการคือ นายประพันธ์ ทักษิโณ  เริ่มจากพูดคุยสอบถามปัญหาการสอบ O-NET  จากนักเรียน บุคลากร และครูผู้สอนทุกรายวิชาในระดับ ม.6  โดยให้ร่วมกันเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาที่กล่าวมา บอกความต้องการว่าอยากให้โรงเรียนอำนวยความสะดวกในด้านใดบ้าง  เพื่อหาข้อมูลในการเตรียมสอบของนักเรียนระดับชั้น

ม.3 ในปีการศึกษา 2552 อีกด้วย  ปรากฏว่าได้ข้อสรุปเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาเพิ่มจาก 5 ข้อ

ที่กล่าวไปแล้ว คือ

  1. ให้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้เสนอโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้นทุกรายวิชา
  2. ให้ครูแนะแนวประชุมชี้แจงนักเรียนในการเตรียมตัวสอบ O-NET   เป็นระยะๆ และรายงานปัญหาอุปสรรคทุกครั้งให้ผู้บริหารได้รับทราบหาแนวทางแก้ไขให้ทันเวลา
  3. ให้ครูฝ่ายทะเบียนสำรวจรายชื่อนักเรียนให้เป็นปัจจุบันที่สุด หากมีนักเรียนออกกลางคันให้รีบดำเนินการแจ้งให้มาลาออกตามระเบียบ
  4. ให้กลุ่มบริหารงานวิชาการจัดตารางให้ครูที่สอนในระดับชั้น ม.3 และ ม.6 ทำการ

สอนเสริมนักเรียนในชั่วโมงค้นคว้าอิสระ  และชั่วโมงกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยเน้นเนื้อหาเพื่อเตรียมสอบ O-NET   โดยเฉพาะให้ต่อเนื่อง 

  1. ให้ครูที่สอนในระดับชั้น ม.3 และ ม.6 จัดทำโครงการส่งเสริมการเรียนเสริม เพื่อเตรียมสอบ O-NET    โดยให้รางวัลนักเรียนที่ทำคะแนนสอบก่อนเรียน และหลังเรียน อันดับ 1-3 พร้อมมอบเกียรติคุณบัตรหน้าเสาธง เพื่อยกย่องชื่นชมเป็นแบบอย่างของนักเรียนรุ่นน้อง
  2. ให้งานแนะแนวจัดทำโครงการเชิดชูเกียรตินักเรียนชั้น ม.3 และ ม. 6 ที่ทำคะแนนผลสอบ O-NET   ได้ระดับสูง 1 -3 ของทุกรายวิชาที่ทำการสอบ  โดยเชิญมารับรางวัลพร้อมเกียรติคุณบัตร ในการประชุมผู้ปกครองในปีการศึกษาต่อไป หรือในงานรวมรุ่นศิษย์เก่า และประชาสัมพันธ์ยกย่องทางสถานีวิทยุชุมชน พร้อมลงวารสารโรงเรียนด้วย

ปรากฏว่าในปีการศึกษา 2551  คะแนนการสอบ O-NET   อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ  แต่ก็มีนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่เห็นความสำคัญ  ดังนั้นก่อนสอบ   O-NET   ในปีการศึกษา 2552  โรงเรียนจึงกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาเพิ่มจากปีการศึกษา  2551 อีก 2-3 ประเด็น คือ

                        ประเด็นที่ 1 ให้นักเรียน ม.3 และ ม.6  ทุกคนเขียนพันธสัญญา และตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะตั้งใจสอบ O-NET   อย่างเต็มกำลังความสามารถ ต่อหน้าพระพุทธรูปประจำโรงเรียน  เพื่อบันดาลความเจริญรุ่งเรืองให้เกิดในชีวิต และเพื่อชื่อเสียงของสถาบัน

                ประเด็นที่ 2  ให้ครูที่สอนในระดับ ม.3 และ ม.6 ทุกคนจัดทำเอกสารสอนเสริมเพื่อเตรียมสอบ O-NET  ตามตารางที่ฝ่ายวิชาการกำหนดให้อย่างเต็มที่นอกเหนือจากการสอนในเวลาเรียนอยู่แล้ว

                        ประเด็นที่ 3  ในการสอนเสริมให้มีการเช็คชื่อติดตามการเข้าเรียน และบันทึกคะแนนการสอบทุกครั้ง เพื่อให้รางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติตามโครงการของแต่ละรายวิชา

                        ประเด็นที่ 4  การสอนเสริมให้มีผลต่อการเพิ่มคะแนนในผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในแต่ละรายวิชา โดยบูรณาการในเนื้อหาในหน่วยการเรียนรู้หน่วยใดก็ได้ที่มีความเหมาะสม

                        ประเด็นที่ 5 แจ้งดครงการยกย่องเชิดชูเกียรติในการทำคะแนนสอบ O-NET   ได้สูงสุดในแต่ละรายวิชา  นักเรียนคนใดที่มีคะแนนสูงสุดมากกว่า 1 รายวิชา  โรงเรียนจะมอบรางวัลพิเศษ

เพื่อเป็นการกระตุ้นให้แรงเสริมกับนักเรียน

                         จากวิธีการร่วมแก้ปัญหาที่หลากหลาย จากทุกฝ่ายที่มีส่วนในการพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนร่องคำ  ส่งผลให้คะแนนจากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET)   ของปีการศึกษา 2552 เป็นที่น่าพอใจ ดังมีข้อมูลที่ปรากฏด้านหลัง (ในเอกสารที่แนบมานี้) 

ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากความร่วมคิด  ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนตามความมุ่งหวัง และนโยบาย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ  แต่ใช่ว่าปัญหาจะอยู่ที่นักเรียนเพียงฝ่ายเดียว  ข้อสอบก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนต่อคะแนน  หากผู้สอบต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบอยู่บ่อยๆ  และต้องเดาใจผู้ออกข้อสอบให้ถูกต้อง  ก็เป็นเรื่องที่ลำบากสำหรับผู้เข้าสอบมากทีเดียว  หากผู้ที่เกี่ยวข้องในการสอบ O-NET  มีความปรารถนาดีต่อนักเรียนอย่างจริงใจ  ควรร่วมกันหาแนวทางตลอดจนวิธีการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่เหมาะสมตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดของเด็กในระดับ ม. 3 และ ม.6 อย่างแท้จริง.

                ผู้เขียน  ....นางประสพสุข     เขตอนันต์    ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทย ระดับชั้น ม.6
โรงเรียนร่องคำ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล    -     www.myfirtstbrain.com/teache_view.aspx?ID

-                   http://blog.edozones.com/chonlathep/44464