ผ่านมาก็หลายวันละ ไม่ได้นั่งเขียนจดหมายหาครูเป็นเรื่องเป็นราวสักที ตั้งแต่เข้าพรรษามา แยกกับครูกลับจากวัดมาตั้งแต่วันที่ 18 รู้สึกว่ามีการบ้านที่ต้องเก็บมาใคร่ครวญกับตนเองหลายเรื่อง กับคำที่ครูชี้แนะ และปรากฏการณ์อาละวาดอยู่ภายใน ของวันที่ตั้งใจงดเนื้อสัตว์แต่ยังคงทานปลา อาจจะไม่ใช่เรื่องนี้ซะทีเดียวค่ะครู ส่วนหนึ่งกับการที่ไปทำครัวแบบระวังตัว ๆ ทำให้รู้สึกหงุดหงิด เหมือนต้องคอยหลบภัย เหมือนอยู่ในสนามรบทุกขณะ อยากจะบอกครูว่า “หลังใส่บาตรวันนั้น” ติ๋วต้องไปนั่งหายใจ ตั้งสติที่ลานโพธิ์ ค่อยรู้สึกผ่อนคลายแล้วค่อยเข้าไปหาครูที่ศาลา 4
คำชี้แนะที่ครูให้มา ณ วันนั้นเป็นสิ่งที่น้อมนำมาปฏิบัติคือ
“งดทานเนื้อสัตว์ แต่ยังทานปลา”
ณ จุดนี้มีเรื่องต้องเล่าครูต่อค่ะ เพราะระหว่างอยู่กับครู เหมือนครูย้ำเตือนสอนศิษย์ว่า “ปฏิบัติอุปฐากครู ก็ต้องไม่ลืม แม่ พ่อ” ซึ่งก็ตั้งใจกับตนเองว่า วันที่ 19 จะไปนอนบ้าน เพราะเช้าวันที่ 20 มีประชุมที่ตัวจังหวัดกาฬสินธุ์ แม้ระยะทางจะพอ ๆ กัน การได้กลับบ้านไปนอนกับแม่ เป็นสิ่งที่พึ่งทำ และยินดีที่จะทำ แม้มีงานต้องเคลียร์อีกมาก แต่พ่อ แม่ สำคัญที่สุด เช้าวันที่ 20 จึงถือโอกาสขึ้นไปใส่บาตรที่หน้าวัด หลวงปู่ลงมาเร็วเมตตาเทศน์สอน และสอบถามว่า “เข้าพรรษาทำไมไม่เห็น ไปไหน” จึงกราบเรียนท่านว่าไปอีกวัดหนึ่ง ท่านเอ่ยว่า
“เออ ดี ถ้าอยู่ใกล้บ้าน เจ้ามักจะห่วงบ้าน ใจไม่ค่อยสงบ”
แล้วเข้าพรรษานี่ยังไง จึงกราบเรียนท่านเรื่อง
“อธิษฐานทานสองมื้อ ไม่ทานเนื้อสัตว์แต่ยังขอทานปลาอยู่”
หลวงปู่หัวเราะอย่างเอ็นดูค่ะครู แล้วเอ่ยอย่างทรงพลังว่า
“ปลามันก็เป็นสัตว์ เหมือนกัน อย่ากินมันแหม”
“กินแต่ลวกผักจิ้มแจ่ว ก็แข็งแรงดีเด๊ะหล่ะ คนกินเจมันไม่ค่อยป่วย เห็นบ่ อาจารย์โพธิ์ ฉันฑ์เจ ไม่ค่อยเจ็บ ไม่ค่อยไข้ ไม่ได้ไปโรงพยาบาลสักที”
ตอนนั้นติ๋วตาเบิกโตเลยค่ะครู กราบเรียนหลวงปู่ทันควัน เพราะกลัวตนเองจะไม่ได้ทานปลา ปากไวมาก ๆว่า
“หลวงปู่ค่ะ วันแรกที่ครูแนะให้งด ข้างในมันถึงกับอาละวาดเลยนะเจ้าค่ะ ขนาดตอนนั้นยังทานปลาอยู่ ถ้าต้องงดทานปลาด้วย จะไม่หนักกว่านี้เหรอเจ้าค่ะ”
“นั่น ๆ เห็นไหม เห็นมันไหม เห็นความเป็นตัวตน ที่มันหวงแหนอาหารนั่นไหม มันเป็นธรรม”
จึงได้ตอบหลวงปู่ว่า “เจ้าค่ะหลวงปู่ จะลองดูช่วงเข้าพรรษานี้”
หลวงปู่หันมาถามอีกว่า “ปกติรักษาศีลห้า แม่นบ่”
“เจ้าค่ะ”
“เออดี ไม่ขาด ไม่ด่างพร้อยนะ ครานี้ทุกวันให้รักษาศีล 5 วันพระใหญ่ให้รักษาศีล 8”
ครานี้ติ๋วเหวอเลยค่ะครู ถ้าทำงานที่ขอนแก่น คงไม่ยากนัก แต่ต้องไปอยู่กับนายที่ส่วนกลางถึงสองเดือน เป็นอะไรที่ดูจะหินมิใช่น้อย
“ที่ลงใจกับตนเองคือ เอาอีกแล้ว หลวงปู่กับครู พูดกับติ๋ว เป็นเรื่องเดียวกัน เหมือนหลวงปู่เข้ามาย้ำคำสอนครู ย้ำกับติ๋วว่า กอดให้มั่น นั่นแหละไม่ผิดทาง”
ลงจากวัดพร้อม ๆกับแม่ ซึ่งหลวงปู่ก็เมตตาเทศน์สอนแม่จนท่านน้ำตาไหลไปหลายรอบ อนุโมทนาสาธุ กับความเมตตาของหลวงปู่ที่มีต่อแม่และครอบครัวของติ๋ว
ไปถึงที่ประชุมในจังหวัดประมาณเก้าโมงกว่า ๆ องค์ประชุมยังไม่ครบ จึงได้นั่งคุยกันไปพลาง ๆ ก็คุยกันหลายเรื่องเกี่ยวกับงานคุ้มครองผู้บริโภค แต่กว่าจะเดินออกจากห้องประชุมมาทานข้าวก็บ่ายโมง ครูค่ะ ติ๋วพิจารณากับตนเองว่า “จะทานสองมื้อ แบบนับเอา หรือ ตัดที่หลังเที่ยง” นั่งพิจารณาอยู่ ณ โต๊ะกินข้าว หิวจนสั่นจึงตัดสินใจกิน มีแกงเห็ดกับข้าวเหนียว และไข่เจียว แต่ขอลองกับตนเองทีละจุด คือ พิจารณาข้าวหลังเที่ยงก่อน แล้วค่อยว่ากันเรื่องไข่ แค่มีให้กินสักอย่างก็พอ เมนูไข่จึงงดไปก่อน เป็นอันว่า ติ๋วนั่งทานแกงเห็ดกับข้าวเหนียว แต่ตอนนั้น ดูแล้ว เห็นแก่ตัวมากๆ เลยค่ะครู
“ทานแกงเห็ดอยู่คนเดียว”
น่าอายชะมัด ขาดความเมตตา เป็นพฤติกรรมที่น่าละอาย เพราะเห็นแก่ตัวว่า
“ฉันทานอย่างอื่นไม่ได้ ถ้วยนี้ต้องของฉันซิ”
ความชั่วที่อยู่ข้างในแหลมหน้ามาทันที
และแล้วพออิ่ม ครูค่ะ แน่นมาก ๆ บ่าย ๆ ฟังต่อนิดหน่อยก็แยกย้ายกันกลับ ช่างเป็นอะไรที่ ทรมารมาก ๆ ได้ข้อสรุปกับตนเองว่า “ไม่ทานหลังสิบสองนาฬิกา” อีกประเด็นเรื่องไข่ พยายามจะเลี่ยงค่ะ แต่บางทีก็ยังทานบ้าง ที่ติดมากับขนมปังหรือคุ๊กกี้
ช่วงวันที่ครูบรรยาย R2R และปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ศิษย์ยังติดตามงานเขียนครู แต่ไม่กล้าโพสต์ รู้สึกว่า
“ข้างในตนเอง ชั่วร้าย แล้วจัดการในตนเองไม่ค่อยได้”
แต่ก็ดำเนินการประชุม แล้วประคับประคองตนเองกับการไม่ทานข้าวหลังเที่ยง หากต้องไปนั่งเป็นเพื่อนคนอื่น ๆ ก็อาจจะทานสาหร่ายทอดบ้าง หรือ ไม่ก็เม็ดทานตะวันบ้าง แรก ๆ ก็เก้อ ๆ กัง ๆ หลัง ๆ เริ่มผ่อนคลาย และไม่หงุดหงิดเหมือนช่วงแรก ๆ แล้ว
จวบจนย้ายมาเรียนรู้งานบริหารกับนายที่กรมฯ ณ เมืองนนท์ เหมือนโดนสอบเรื่องกินแบบหนัก ๆ เพราะมีเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งหมดหกคน เรามักจะนัดคุยกันที่ร้านอาหารตอนเย็น ซึ่งกว่าจะเลิกงานก็เกือบ ๆ สองทุ่มทุกวันค่ะ เช้าไปทำงานเจ็ดโมงครึ่ง กว่านายจะกลับก็ห้าโมงหกโมง เคลียร์งานต่ออีกประมาณทุ่มสองทุ่ม คุยกันต่อบ้างบางวันกว่าจะลงตัวก็ดึกพอควร
บางวันก็ไปทานมื้อเย็น ณ ร้านลาบ ส้มตำ เห็นแล้วน้ำลายไหล
อยากจะล้มเลิกความตั้งใจหลายที แต่ก็อดทน แล้วก็ผ่านมาได้
หนักเข้าไปอีก นายไปตรวจเยี่ยม หน่วยงาน ด้วยความที่ท่านเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ ก็จะคุยไปด้วยทานไปด้วย แบบกินข้าวกล่อง ไปเยี่ยมหน่วยงานตอนสิบโมง พอเที่ยงก็ทานข้าวร่วมกัน แล้วบ่ายก็ไปอีกที่
เจอแบบนี้บางวันติ๋วต้องอดข้าวไปเลย เพราะเกรงใจผู้จัดถ้าต้องมาวุ่นวายหาอาหารเจให้ทาน หรือบางที่กว่าจะเสริฟก็หลังเที่ยงแล้ว ระหว่างประชุมน้ำตาแทบเล็ด ระลึกถึงครูจนเขียนลงสมุดจดงานว่า
“ระหว่างมาประชุมครูรู้สึกเช่นนี้เอง กับการที่แม่บ้านมาเสริฟอาหาร แล้วไม่รู้จะบอกอย่างไร ไม่ให้ท่านเสียน้ำใจ และไม่เป็นการให้ท่านลำบาก รวมถึงคนรอบข้างอื่น ๆที่มักจะยื่นอาหารมาให้ทาน แต่เราเพียงยิ้มรับด้วยใจแล้วก็ปฏิเสธ หรือบางทีก็รับแล้วก็มิได้แตะอะไรเลย”
เพราะวิถีนี้ครูทำมาก่อน แล้วค่อยหยิบยื่นโอกาสให้ศิษย์ได้มาเรียนรู้ ไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่เกินกำลังของผู้มีความมุ่งมั่นอดทน
หนักเข้าไปอีก เดินทางไปต่างจังหวัด ไม่ได้ทานข้าว แวะร้านข้างทาง ด้วยความโง่ของตนเองค่ะครู ไม่รู้ว่าข้าวมันไก่ ทำมาจาก ไขมันของไก่ คิดเอาเองว่า เป็นไขมันมะพร้าว เข้าปากไปสองคำ ก็ต้องวางช้อน แล้วก็สั่งข้าวเปล่ามาทาน ขอโทษขอโพยกับตนเองแล้วก็บอกว่า “เอาใหม่นะ”
ตกเย็นทานที่พิษณุโลก โอ้โห อาหารจานโปรดเรียงเป็นตับ แกงอ่อม นึ่งปลา เห็ดทอด แต่นี่ก็เป็นมื้อเย็น เหมือนติ๋วจะโดนทดสอบเรื่อย ๆ และหนักข้อมากขึ้น ๆค่ะครู แต่ก็เห็นว่า “พอไหวกับตนเอง”
ใจค่อย ๆ เบาขึ้น แต่ก็ไม่ได้ขาด ก็ยังอดทนเรียนรู้ต่อไป เพราะยังโง่อยู่ แม้จะเดินแบบเป๋ ๆ บาง แต่ก็ยังขอโอกาสเดินเข้าหนทางเพื่อให้ถึงเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจ
ฉบับนี้ขอเล่าเรื่องอาหารอย่างเดียวก่อนนะคะครู รักครูนะคะ พรุ่งนี้ 8-10 ส.ค. ต้องไปทำงานที่อุบลราชธานี แต่ตั้งใจกับตนเองว่า
“ช่วงหยุดยาววันแม่จะขอโอกาสไปพักภาวนาที่วัดที่ยโสธรค่ะ"
รักและคิดถึงครูค่ะ

ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก คล้ายกันๆ
สาธุอนุโมทนาบุญด้วยครับ
เป็นกำลังใจให้นะครับ
ขอบพระคุณค่ะท่าน คนบ้านไกล อนุโมทนาสาธุ กับสิ่งที่ท่านทำ
ท่านพี่ ทิมดาบ สบายดีนะคะ
คิดถึงอยู่เชียว แหมมาไว
เบิกบานกับงานและชีวิตนะคะ