โลหะผสมไนทินอล
Nitinol
วาทิต
คุ้มฉายา
วท.บ.รังสีเทคนิค
ปฏิยุทธ ศรีวิลาศ
วท.บ.รังสีเทคนิค
สุรชาติ
การประเสริฐ
วท.บ.รังสีเทคนิค
ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
วาทิต คุ้มฉายา, ปฏิยุทธ ศรีวิลาศ, สุรชาติ การประเสริฐ.โลหะผสมไนทินอล . วารสารชมรมรังสีเทคนิคและพยาบาลเฉพาะทางรังสีวิทยาหลอดเลือดและรังสีร่วมรักษาไทย, 2553 ; 4(2) : 107-113.
สารประกอบโลหะที่สำคัญอย่างหนึ่งในการผลิตวัสดุทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ทางรังสีร่วมรักษา เช่น stent คือโลหะ nitinol ซึ่งมีชื่อจริงว่า nickle titanium[1] เป็นโลหะอัลลอย(metal alloy) ของนิกเกิล (28Ni) กับไทเทเนียม (22Ti)
ไนทินอลมีคุณสมบัติเด่น 2 ประการ คือ การจดจำรูปทรง (shape memory) และความยืดหยุ่นอย่างยิ่ง (superelasticity)
- การจดจำรูปทรง หมายถึง ความสามารถของไนทินอลในการทนต่อการเปลี่ยนรูปร่างที่อุณหภูมิหนึ่ง โดยเมื่อถูกทำให้อยู่ในรูปร่างใหม่ จะมีการคืนสภาพเดิมได้ จนกระทั่งถึงอุณหภูมิที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปร่าง (transformation temperature)
- ความยืดหยุ่นอย่างยิ่ง จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงอุณหภูมิแคบๆ (narrow temperature) เหนือต่ออุณหภูมิที่ให้เกิดการเปลี่ยนรูปร่าง ความยืดหยุ่นที่ได้จะสูง 10-30 เท่าของโลหะทั่วไป
ไนทินอลเป็นผลการประดิษฐ์ของศูนย์ทดลองสรรพาวุธทหารเรือ (Nickle Titanium Naval ordnance laboratory) โดยผู้ค้นพบคือ William J. Buehler และอีกทีท่านคือ Frederick Wangซึ่งค้นพบคุณสมบัติของมันในปี 1962
แม้จะมีการค้นพบศักยภาพของไนทินอล แต่ความพยายามในการทำให้เป็นโลหะนี้เป็นโลหะมีค่าในทางการค้าก็เกิดขึ้นในอีกหนึ่งทศวรรษให้หลัง เนื่องจากความยุ่งยากในการหลอมละลาย กระบวนการผลิต และการขึ้นรูปอัลลอย จนกระทั่งปี 1990 ซึ่งจึงสามารถพัฒนาระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมสามารถได้
คุณสมบัติการจดจำรูปร่างนั้นอาจถือว่ามีการค้นพบในโลหะผสมอื่น เช่น ในปี 1932 มีรายงานของ Arne Olander ถึงการค้นพบคุณสมบัติการจดจำรูปร่างได้จากโลหะผสม gold-cadmium alloy และรายงานของ E. Hornbogenในปี 1950 ในโลหะผสม copper-zinc alloy
ไนทินอลมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะโครงสร้างโมเลกุลอัลลอย ได้แก่ Austenite และ Martensite

คุณสมบัติพิเศษของไนทินอลสืบเนื่องมาจากการคืนกลับรูปร่างในสถานะของโลหะ ซึ่งเรียกว่า martensitic transformation โดยไนทินอลจะมีโครงสร้าง austenite structure เมื่ออยู่ในที่อุณหภูมิสูง ซึ่งลักษณะรูปทรงเป็น cubic crystal แต่หากอยู่ในที่อุณหภูมิต่ำจะมีโครงสร้างแบบ martensite structure โดยมีรูปทรงเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนชนิด monoclinic crystal โดยไนทินอลจะเปลี่ยนโครงสร้างไปมาจาก ไปเป็น และจาก martensite ไปเป็น austensite นั้นก็คือมีอุณหูมิของการแปรรูปร่าง (transformation temperature) ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ระยะ ได้แก่ เมื่ออัลลอยอยู่ในโครงสร้าง austenite อย่างเต็มที่ ความเป็น martensite จะเริ่มขึ้นเมื่ออัลลอยได้รับความเย็นค่าหนึ่ง เรียกว่า Ms temperature และเมื่ออุณหภูมิเย็นจนกระทั่งอัลลอยอยู่ในโครงสร้าง martensite ทั้งหมด จะเรียกว่า Mf temperature ขณะที่เมื่อได้รับความร้อนค่าหนึ่งก็จะปรับโครงสร้างไปเป็น austenite เรียกว่า As temperature และเมื่อได้รับความร้อนจนกระทั่งอัลลอยอยู่ในโครงสร้าง austenite ทั้งหมด จะเรียกว่า Af temperature
อย่างไรก็ตามคุณสมบัติของไนทินอลมี 2 ประเด็นที่จะต้องพิจารณาในระหว่างการปรับโครงสร้าง นั้นคือการคืนรูปร่างซึ่งจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ และการปรับโครงสร้างนั้นเป็นไปอย่างทันทีทันใด โครงสร้างแบบ martensite จะมีคุณสมบัติจำเพาะที่จะเสียรูปทรงได้อย่างจำกัด (limited deformation) โดยไม่ทำให้พันธะของอะตอมขาดออกจากกัน เมื่อได้รับความร้อนจะเกิดการปรับระนาบของอะตอมใหม่ โดยไม่เลื่อนออกจากกัน และยังจดจำรูปทรงเดิมของตนเองได้

สำหรับการใช้แรงดันเพื่อเปลี่ยนไนทินอลจาก martensite ไปเป็น austenite นั้นจะต้องใช้แรงดันที่สูงว่า 100,000 PSI ดังนั้นไนทินอลจึงเปลี่ยนรูปร่างคืนกลับได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติจำเพาะของสารประกอบกึ่งโลหะ (intermetallic compound) นั่นคืออะตอมโลหะของ nickel และ titanium จะอยู่ในตำแหน่งเฉพาะภายในโครงสร้างโมเลกุล ในขณะที่อัลลอยอื่นๆ อะตอมโลหะจะไม่มีตำแหน่งที่จำเพาะภายในโครงสร้างโมเลกุล นั้นคืออยู่ในตำแหน่งใดของโมเลกุลก็ได้ ทำให้ไนทินอลได้แสดงบทบาทอย่างสำคัญในการเป็นอัลลอยที่สามารถนำไปสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
คุณสมบัติอีกประการหนึ่งก็คือความยืดหยุ่นอย่างยิ่ง (superelasticity) หรือความยืดหยุ่นเทียม (pseudoelasticity) ความยืดหยึ่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่พบได้ง่ายในโลหะผสม ซึ่งจะสามารถทำให้สามารถดัดโค้ง หรือวางตัวอยู่ในรูปทรงใดๆ ได้โดยไม่เกิดความเครียดของโลหะ
ไนทินอลจะมีความยืดหยุ่นสูงอันเป็นผลมาจากการอยู่ในโครงสร้าง martensite[2] ซึ่งจะทนรับแรงกดไปอยู่ในรูปร่างหนึ่งๆ ได้ และเมื่อแรงกดหายไปก็จะคืนสู่รูปร่างเดิมได้ คล้ายกับสปริง ซึ่งความ ยืดหยุ่นนี้จะมีสูงถึง 10-30 เท่าของสปริงทั่วไป
ไนทินอลมีองค์ประกอบเป็นอะตอมนิเกิล 50-51% คิดเป็นน้ำหนัก 55-56% ของน้ำหนักโมเลกุล โดยความยืนหยุ่นอย่างสูงจะเกิดในช่วง -20 ถึง 60 องศาเซลเซียส
การผลิตไนทินอล และการสร้างอุปกรณ์จากไนทินอล
ไนทินอลนั้นผลิตได้ยากเนื่องจากต้องการระบบควบคุมการผลิตที่ซับซ้อนและการเกิดปฏิกิริยาของไทเทเนียม โครงสร้างอัลลอยไนทินอลจะสูญเสียอะตอมของไทเทเนียมไปกับการรวมตัวกับอะตอมของออกซิเจนหรือคาร์บอน ซึ่งจะมีผลทำให้การรวมตัวเป็นอัลลอยเกิดในอุณหภูมิที่ต่ำลง ปัจจุบันมีวิธีการผลิตไนทินอล 2 วิธี ได้แก่
- Vacuum Arc Remelting
วิธีการนี้จะผ่านกระแสไฟฟ้าไปมาระหว่างวัตถุดิบ (raw material)
และแผ่นตะกั่วในน้ำเย็น (water cooled copper strike plate)
การหลอมละลายจะเกิดถังสุญญากาศ
เพื่อให้ไม่มีคาร์บอนเกิดขึ้นระหว่างกระบวน
การหลอมละลาย - Vacum Induction Melting วิธีการนี้จะใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างความร้อนให้เกิดกับวัตถุดิบ (raw material) ในเบ้าหลอมซึ่งเป็นถังสุญญากาศ เบ้าหลอมนี้ทำจากคาร์บอนดังนั้นจึงมีคาร์บอนเกิดขึ้นระหว่างการหลอมละลาย
กระบวนการในการขึ้นรูปจะมีความยากกว่าเนื่องจากเมื่อได้ไนทินอลมาแล้วจะสร้างให้มีรูปร่างอย่างไรจะต้องพิจารณาผลของคุณสมบัติความยืดหยุ่นของอัลลอยด้วย ไม่ว่าจะเป็นการม้วน ถัก บิด ทำเป็นเกลียว เนื่องจากไนทินอลถูกนำมาใช้ด้วยคุณสมบัติที่มีความยืดหยุ่น และมีความคงทนต่อแรงกดดันสูงๆ เช่นการนำมาผลิตเป็น stent และ heart valve ซึ่งได้รับแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวของอวัยวะและแรงดันเลือด อย่างไรก็ตามการพิจารณาประเด็น fatigue performance ที่จะเกิดกับอุปกรณ์ไนทินอลด้วย เนื่องจากหากเกิดภาวะ fatigue จะทำให้ไนทินอลเสียรูปไปได้เมื่อ ดังนั้นในปัจจุบันจึงได้มีการค้นคว้าถึงข้อจำกัดในความทนทาน (durability limit) ของไนทินอล
ในขณะเดียวกันไนทินอลประกอบด้วยนิเกิลซึ่งสำหรับอุตสาหกรรมทางการแพทย์จะต้องพิจารณาการปลดปล่อยอะตอมนิเกิลซึ่งจะเป็นสารกระตุ้นอาการแพ้ (allergen) และอาจเป็นสาเหตุของมะเร็ง ได้ ดังนั้นจึงได้มีการใช้ protective TiO2 เคลือบไนทินอลไว้ (electropolishing)[3] ซึ่งจะเป็นผนังกั้นไม่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนไอออน ซึ่งจะทำให้ไนทินอลปลดปล่อยอะตอมนิเกิลออกมาช้าลงเมื่อเทียบกับโลหะประกอบของนิเกิลอื่นๆ สำหรับในทางการแพทย์ ผู้ป่วยที่ใช้อุปกรณ์ที่ผลิตจากไนทินอลยุคแรก ๆ จึงต้องเฝ้าระวังอาการเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันไนทินอลได้ถูกนำมาใช้ผลิต vascular self expandable metallic stent และยังไม่มีรายงานการพบพิษของนิเกิล หรือการเกิดภาวะแพ้นิเกิลในผู้ป่วย
ในทางทฤษฎีเชื่อว่ารูปร่างของวัสดุไนทินอลที่ผลิตขึ้นยิ่งเล็ก (smaller) มีลักษณะกลม (rounder) และมีการรวมอะตอมอื่นเข้าไปน้อย (few inclusion of TiC, Ti2NiOx) จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อภาวะการล้าของโลหะได้ (fatigue durability)
ข้อจำกัดที่สำคัญของการผลิตวัสดุด้วยไนทินอลก็คือความยากในการเชื่อมไนทินอลกับโลหะอื่นซึ่งต้องใช้เลเซอร์ เช่น การเชื่อมไนทินอลกับสแตนเลส
สำหรับคุณสมบัติของไนทินอลที่กำลังสนใจค้นคว้าคือการจดจำรูปร่างหลายรูปร่าง multi-memory technology ซึ่งจะช่วยให้สามารถผลิตวัสดุไนทินอลได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การประยุกต์ใช้ไนทินอล
ไนทินอลมีการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ได้แก่
- เป็นวัสดุในการเชื่อมต่อ (coupling)
- เป็นวัสดุทางการแพทย์ (biomedical and medical)
- ผลิตเป็นของจำลอง (toy demonstration and novelty item)
- เครื่องกระตุ้น (actuator)
- เครื่องจักร (heat engine)
- เซนเซอร์ (sensor)
- สีแช่แข็ง และตัวเก็บความจำ (cryogen die and bubble memory socket)
- อุปกรณ์ลิฟต์ (lifting device)
ในทางอุตสาหกรรมได้นำไนทินอลไปใช้อย่างแพร่หลาย เช่น ผลิตเป็นกรอบแว่นตา เป็นเซนเซอร์วัดความร้อนสำหรับตัวควบคุมความร้อน ผลิตเป็นเสาอากาศสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ และไมโครโฟนไร้สาย ใช้ทำช้อนสำหรับแสดงมายากล และเป็นลวดของชุดชั้นในสตรี
สำหรับทางการแพทย์ ได้มีการนำไนทินอลมาใช้อย่างแพร่หลาย เป็นอวัยวะเทียม รากฟันเทียม อุปกรณ์เทียมกระดูก ใช้เป็นเข็มสำหรับระบุตำแหน่งก้อนเนื้อก่อนการผ่าตัด เนื่องจากอยู่ร่วมกันได้กับเนื้อเยื่อร่างกาย (biocompatible) และที่สำคัญคือการนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับการผลิต stent ซึ่งสามารถที่จะยุบตัวอยู่ชุดนำส่ง (stent delivery system) และเมื่อนำเข้าไปในหลอดเลือดและเมื่อกางออก ด้วยอุณหภูมิภายในร่างกาย จะทำให้ไนทินอลคืนรูปร่างเดิมได้ ซึ่งจะเรียกวิธีนี้ว่า self-expand

[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Nickel_titanium
[2] F.E. Wang, W.J. Buehler & S.J. Pickart. Crystal structure and a unique martensitic transition of TiNi. Journal of applied physics, 1965; 36: p 3232-3239.
[3] www.electropolishingsystems.com
บรรณานุกรม
- ___________. Nickle titanium. http://en.wikipedia.org/wiki/Nickel_titanium
- W.J. Buehler, J.W. Gilfrich & R.C. Wiley. Effects of low-temperature phase changes on the mechanical properties of alloys near composition TiNi. Journal of Applied Physics, 1963; 34: p 475.
- F.E. Wang, W.J. Buehler & S.J. Pickart. Crystal structure and a unique martensitic transition of TiNi. Journal of Applied Physics, 1965; 36: p 3232-3239.
- Kauffman, George B , Mayo, Isaac. The Story of Nitinol: The Serendipitous Discovery of the Memory Metal and Its Applications. The Chemical Educator,1997; 2: p1
- ___________. Nickle titanium. http://www.nitinol.com/nitinol-university/nitinol-facts/
- Pelton A, Russell S, DiCello J. The physical metallurgy of nitinol for medical applications. Journal of the Minerals, Metals and Materials Society, 2003; 55 : 33
- Morgan N, Wick A, DiCello J, Graham R. Carbon and Oxygen Levels in Nitinol Alloys and the Implications for Medical Device Manufacture and Durability . Proceedings of the International Conference on Shape Memory and Superelastic Technologies (ASM International), 2006: p. 821
- ___________. Nitinol Stent. http://www.electropolishingsystems.com/NS1.htm