เรื่องราวของหนังสือบูรพาภิวัตน์ (เขียนโดย ศ. ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์) ยังก้องอยู่ในสมองของผม เมื่อผมพบ ศ. นพ. สุทธิพร เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และทราบว่าที่ผมแนะนำให้ นพ. ปรีดา มาลาสิทธิ์ และ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ไปคุยกับท่านเรื่องการสนับสนุนการวิจัยแบบ mega & longterm project เป็นที่ชื่นชอบของท่าน ผมจึงเสนอว่า ควรหาทางจัดการงานวิจัย ระบบวิจัย เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดของคนไทย จากคิดอยู่ในกระลาครอบ ไปเป็นคิดกว้างไกล ออกไปเชื่อมโยงกับโลก
ดังที่ได้เล่าไปแล้วตอนไปเป็นผู้วิพากษ์หนังสือเล่มนี้ ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกว่าเหมือนตัวเองได้เปิดโลกทัศน์จากกระลาครอบ
ดังนั้นเมื่อไปประชุมในที่ต่างๆ ผมจึงได้แนวทางหรือระบบคิดแบบโลกาภิวัตน์ ไปตรวจสอบ แล้วผมก็พบว่าร้อยทั้งร้อยคิดแนวสยามาภิวัตน์
ในวันที่ ๑๔ มิ.ย. ๕๔ ดร. เอนกเสนอว่า ไทยเราต้องมองออกไปเชื่อมต่อคบค้าร่วมมือกับนอกประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่หรือเมืองหลักในต่างจังหวัดต้องหันหน้าออกไปพูดคุยเจรจาเพื่อร่วมมือกับประเทศโดยรอบ และประเทศเชิงยุทธศาสตร์ที่อยู่ไกลออกไป ไม่ใช่เอาแต่หันหน้าเข้าหาศูนย์กลางคือกรุงเทพอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
ผมจึงเสนอต่อท่านเลขาฯ วช. ว่า เราควรกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารงานวิจัย โดยชวนกันตั้งโจทย์วิจัยที่ไม่เพียงมองภายในประเทศแบบแยกส่วนเท่านั้น ต้องมองเชื่อมโยงออกไปในภูมิภาคหรือในโลก ให้เห็นว่าส่วนของประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน
กิจกรรมวิจัยหลายขั้นตอนเราทำเองภายในประเทศได้ยาก เพาระเราไม่มีเงินซื้อเครื่องมือราคาแพง เราก็ร่วมมือกับกลุ่มวิจัยต่างประเทศที่เขามี นอกจากเลือกคบกับนักวิจัยที่มีเครื่องมือแล้ว เราต้องเลือกคนที่มีปัญญาสูง และมีจิตใจดี คือมีการเอื้อเฟื้อแบ่งปันผลงานกันอย่างยุติธรรม โดยจุดสำคัญอยู่ที่การคบกันเป็นภาคีที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่แบบเราไปขอความช่วยเหลือเขา หรือเราไปร่วมกับเขาแบบเขาคิดเราทำ ต้องร่วมกันคิดแบ่งงานกันทำ
ความร่วมมือแนวระนาบกับต่างประเทศด้านการวิจัยนี้ เรามีตัวอย่างความสำเร็จที่โครงการ คปก. ที่ ศาสตราจารย์ Co-advisor ของต่างประเทศ ต่างก็นับถือความสามารถของอาจารย์และ นศ. ปริญญาเอกของไทยในโครงการนี้ และแสดงท่าทีของความร่วมมือแบบเท่าเทียมกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่ได้มุ่งไปขอความช่วยเหลือจากเขา ไม่ว่าจะขอเงินหรือขอความรู้ แต่เป็นความร่วมมือแบบเท่าเทียมกัน
Prince Mahidol Award Conference (PMAC) ก็ทำให้ฝรั่งคบกับเราแบบเท่าเทียมกัน เพราะเราทำงานให้แก่โลก และมีทุนของเราสำหรับใช้จัดการประชุม โดยมีท่าทีของความร่วมมือแบบเท่าเทียมกัน ในปีแรกๆ เจ้าหน้าที่ขององค์กรต่างประเทศที่เป็นภาคี แสดงท่าทีของนายเหนืออาณานิคมกับเรา เราก็ไม่ยอมลงให้ หลายๆ ปีเข้า เขาก็ยอมรับเราในฐานะภาคีแนวระนาบ งานนี้ไม่ใช่งานวิจัยโดยตรง แต่ก็มีมิติด้านการวิจัยแฝงอยู่ด้วย เพราะเราต้องการข้อมูลหลักฐานเชิงระบบ สำหรับเอามาใช้ในการประชุม
PMAC มีการทำงานแบบโลกาภิวัตน์ คือมองการพัฒนาระบบสุขภาพของทั้งโลก เป็นเวทีฝึกโลกทัศน์แบบมองกว้างเชื่อมโยงระบบไทยกับระบบโลก ไม่ใช่มองระบบไทยแบบแยกส่วนออกจากโลก
ผมโชคดีจริงๆ ที่ได้มีส่วนทำงานนี้ และอาศัยงานนี้ฝึกโลกทัศน์มองระบบไทยเชื่อมโยงกับระบบโลกให้แก่ตนเอง
มาเรียนรู้ กูรู ทำงานได้ทุกที่ บนรถแท๊กซี่ ยังสามารถ บันทึก G2K ได้ครับ "ครูเพื่อศิษย์ จริงๆ"
ยอดเยี่ยม ยกระัดับความคิดแค่นี้เอง ชาติไทยไปโลด แต่มองหนทางความสำเร็จช่างมืดมน นะครับอาจารย์