สวัสดีครับ
สองเสาร์ที่ผ่านมาคือวันเสาร์ที่ ๒๓ และ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ผมได้ไปบรรยายหัวข้อ "สุนทรียะในมุมมองตะวันออก" ให้นิสิตระดับปริญญาเอก สาขา ศิลปวัฒนธรรมวิจัย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพมหานคร
ผมไปวันเสาร์แรกค่อนข้างขรุขระมากเพราะว่ามีประชุมปรับปรุงหลักสูตรของวิทยาลัยศาสนศึกษาอันเป็นสถานที่รักยิ่งของผม พอจะเข้าไปสอนที่ มศว. ก็วางแผนการเดินทางเพราะเป็นครั้งแรกที่จะสอนนิสิตระดับปริญญาเอก ก่อนหน้านี้สอนป.ตรี(บ่อยที่สุด) กับ ป.โท (สอนมา ๑ ครั้งแล้ว) ก็ค่อนข้างจะเกร็งจึงเตรียมตัวสอนไปค่อนข้างมาก เริ่มบรรยายตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งถึงบ่ายสี่โมงยี่สิบ ไปวันแรกเริ่มบรรยายบ่ายโมงสี่สิบเลิกบรรยายห้าโมงเย็น พักให้นิสิตเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้น
ระหว่างที่ผมบรรยายผมพยายามสังเกตนิสิตทุกคนเพราะใจจริงอยากให้ถามมากกว่าที่ผมจะบรรยายด้วยตัวของผมเอง ผมแนะนำตัวผมอย่างคร่าวๆ และจากนั้นผมเริ่มตั้งคำถามกับนิสิตว่า "เมื่อพูดถึงอินเดียนึกถึงเรื่องอะไร?" นิสิตจำนวน ๙ ท่านตอบผมมา ทำให้ผมอมยิ้มไปอย่างมีความสุข ผมมาอมยิ้มมากขึ้นจนถึงขั้นฉีกยิ้มเมื่อนิสิตท่านหนึ่งแนะนำชื่อเสร็จแล้วบอกผมว่า พอพูดถึงอินเดียนึกถึง "กลิ่น" ผมเลยถามต่อไปว่า กลิ่นอะไร ทุกคนในวงสนทนาต่างก็หัวเราะเพราะคิดว่าคงจะเข้าใจเหมือนกันว่า กลิ่นอะไร
การบรรยายครั้งนี้มีนิสิต ๙ คนและผม ๑ คน ใช้โต๊ะนั่งคุยกันมากกว่าจะเรียกว่าบรรยายแบบในห้องเรียนที่มีนักศึกษาจำนวนมาก ผมบอกนิสิตทุกท่านไปด้วยความเคารพว่า ความรู้ในเรื่องสุนทรียะในตะวันออกครั้งนี้ ผมเลือกที่จะบรรยาย อินเดียเท่านั้นเพราะว่า ผมไปอยู่ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ๕ ปีกว่าเท่านั้น แต่คงจะบรรยายให้ครบคำว่าอินเดียทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้เพราะผมไปเรียนมากกว่าไปเที่ยว ดังนั้น ความรู้ที่เกิดขึ้นในวันนี้ผมจึงแน่ใจว่าอีก ๑๐ ปีน่าจะเปลี่ยนแปลงไปก็ได้จึงขอให้อย่าเชื่อในสิ่งที่ผมจะพูดให้ฟังทั้งหมด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างย่อมตั้งอยู่บนความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ผมอยู่อินเดีย ๕ ปี รัฐแรกที่ผมมาถึงคือ รัฐพิหาร เมืองคยา ต่อมาคือรัฐอุตรประเทศ เมืองวาราณาสี และอยู่ที่รัฐแห่งนี้มากที่สุดเพราะผมมาเรียนต่อ ป.โท และ ป.เอก ที่มหาวิทยาลัยฮินดู บาณารัส นอกจากนี้ผมไปที่อื่นบ้างหรือไม่ ผมมักใช้เวลาในช่วงวันหยุดยาวคือช่วงเฉลิมฉลองวันสำคัญทางศาสนาฮินดู มหาวิทยาลัยที่ผมเลือกเรียนเป็นที่เดียวในโลกที่มีคำว่า ฮินดู เพราะความต้องการอนุรักษ์ วัฒนธรรม ประเพณีของชาวฮินดูจริงๆไว้ตามปณิธานของท่านผู้ก่อตั้ง ท่านบัณฑิตโมฮันมาลาวิยะ ตัวอย่าง ในช่วงทุรคาบูชา คือบูชาพระแม่ทุรคา ปางหนึ่งของพระแม่อุมาชายาของพระศิวะ มหาวิทยาลัยฯผมจะปิดในหนังสือแจ้ง ๓ วัน แต่ในภาคปฏิบัติรวมแล้วได้ ๑๐ วัน ช่วงหยุดยาวแบบนี้ผมใช้ชีวิตแบบแขกฮินดูจริงๆ เพื่อแสวงหาความรู้ ผมจำได้ว่า ความรู้ที่ผมแสวงหาที่ไกลที่สุดคือผมไปถึงประเทศเนปาล เมืองโพคาร่า เมืองกาฐมันดุ เป็นต้น
ผมบรรยายในแต่ละวันเสาร์มีเนื้อหาอะไรบ้าง ผมจะนำมาทยอยสรุปให้ฟัง ผมรู้สึกได้เลยว่า ความรู้ที่เกิดจากการได้เรียนรู้ เข้าสู่วิธีการเรียนรู้ เมื่อเราได้รับความรู้มาทำให้เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์จริงๆ เคยบอกตัวเองเมื่อเรียนอินเดียว่า ไม่น่ามาเลยประเทศอะไรทำไมมันวุ่นวายขนาดนี้ ร้อนก็ร้อนสุดๆ หนาวก็หนาวสุดๆ อาหารก็อะไรกลืนๆให้ล่วงลำคอไปแล้วกัน แต่ทั้งหมดที่ผมบอก พอผมได้มีโอกาสนำมาถ่ายทอดให้แก่ผู้ใฝ่รู้แล้วทำให้ผมมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ อาจจะเป็นเพราะว่า ความรู้ที่ผมได้รับมาคงไม่ใช่การแต่งเรื่องของผมอย่างแน่นอน
วันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคมนี้ ผมไปบรรยายศาสนาเชน หรือ ศาสนาของพระศาสดาหรือพระติรถังกรพระองค์ที่ ๒๔ (สุดท้าย)ของศาสนาเชน ที่มีนักบวชสองประเภทคือ นิกายเศวตัมพร (นุ่งผ้าขาว) และทิคัมพร (เปลือยกาย) ให้แก่นักศึกษาปริญญาโท สาขา อินเดียศึกษา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
ท่านใดที่สนใจเรื่องราวศาสนาในอินเดียรอให้ผมมีเวลาว่างและตระเตรียมความพร้อมคาดว่าคงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ผมจะนำเสนอโครงการ ศาสนาในแดนดินถิ่นภารตชน ได้แก่ ศาสนาฮินดู ศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และศาสนาซิกข์ บรรยายจะจัดสัก ๓ วัน ผมไม่แน่ใจว่าหากจัดแล้วจะมีสนใจมากน้อยเพียงใด ก็ขอกำลังใจจากสมาชิกในนี้ก่อน หากมีแน่แท้แล้วผมจะมีกำลังใจในการขับเคลื่อนอย่างแน่นอน
ขอบคุณมากครับ
ภาพแรก หากไม่เหมาะสมลบได้นะครับ แต่ผมคิดว่าเหมาะสม
เพราะนี่คือภาพสาธุในศาสนาฮินดู

ท่าหริจัณฑ์ ท่าเผาศพ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เมืองวาราณาสี รัฐอุตรประเทศ อินเดีย
ปล.คนละท่ากับท่ามณิกรรณิการ์ที่มีการถ่ายมาให้ชมกันเวลาไปเที่ยวกับคณะทัวร์ครับ ภาพนี้ผมถ่ายจากฝั่งท่า ไม่ได้ถ่ายบนเรือครับ

ผ้าผ่อนไม่ต้องนุ่งกัน ละหมดทุกสิ่งทุกอย่าง