ช่วงเวลามัชฌิมวัยของชีวิต ได้ผ่านพบความจริงของชีวิตในหลายแง่มุม เข้าใจถึงการเกิด การเจ็บ การจากลาและการพลัดพรากตลอดกาลด้วยความตาย ทั้งที่เกิดกับผู้ที่เรารัก เรารู้จักคุ้นเคยและคนในสังคมทั่วไป
การเกิดเรายังคาดเดาช่วงเวลาค่อนข้างแม่นยำ การป่วยเจ็บแม้ยากจะคาดเดา แต่ก็ป้องกันรักษาฟื้นฟูด้วยการรักษาสุขภาพ ออกกำลังกายพักผ่อน และการระวังตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยง
การจากลาเกิดขึ้นเสมอ เพราะเมื่อพบ เมื่อรู้จัก เมื่อทำงานร่วมกัน ต้องจากลาตามบทบาทหน้าที่เป็นธรรมชาติของชีวิตสังคม เราสามารถจัดการกับเวลาการอยู่ร่วมและการจากลาได้
แต่การพลัดพรากตลอดกาลด้วยความตาย ยากจะบอกได้ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจจากไปตามอายุวัยภาวะเสื่อมของสังขาร หรือโรคภัย หรือจากไปโดยฉับพลัน
เมื่อเยาว์วัยกว่านี้ ฉันเคยถามตนเองว่า ถ้าฉันจะต้องสูญเสียคนที่รักตลอดกาลด้วยความตาย ฉันจะทำอย่างไร หรือหากฉันรู้ว่าตนเองจะต้องจากคนที่รักตลอดกาลด้วยความตาย ฉันจะทำเช่นไร พี่คนหนึ่งซึ่งรู้จักกันบอกฉันว่า ฉันต้องฝึกเจริญมรณนุสติ เฝ้ามองคนที่เรารักขณะที่เขาเหล่านั้นกำลังหลับและบอกกับตนเองว่า หากถึงวาระสุดท้ายก็เฉกเช่นการหลับนี่แหละ และใช้เวลาทุกขณะในชีวิตร่วมกันด้วยความรัก พร้อมเผื่อแผ่ความรักต่อคนรอบข้าง ต่อมาเมื่อปลายปี 2551 ฉันเจอหนังสือเล่มหนึ่งที่มีคำถามสะดุดตาว่า ถ้าคุณมีเวลาอีกไม่กี่เดือนที่จะได้มีชีวิตอยู่บนโลก คุณจะทำอย่างไร ?? ชื่อหนังสือคือ The Last Lecture ซึ่งเขียนโดยแรนดี เพาซ์ ซึ่งฉันมักจะหยิบมาอ่านเพื่อเตือนสติตนเองอยู่เสมอ เพื่อหยั่งแรงเหวี่ยงของอารมณ์ในช่วงเวลาต่าง ๆ
...........แรนดี เพาซ์ เป็นศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน เขาประสบความสำเร็จเป็นศาสตราจารย์เมื่ออายุยังน้อยมีความเชี่ยวชาญปราดเปรื่อง มีพลังมีความฝันอย่างมากมาย และมีความสุขกับครอบครัว แล้ววันหนึ่งเขาพบว่า ตนเองเป็นโรคมะเร็ง จึงพยายามศึกษาวิธีการรักษาและให้ความร่วมมือกลับหมอในการรักษาทุกวิถีทาง ด้วยความหวังในการมีชีวิตรอด แต่วันหนึ่งหมอก็บอกว่า ต้องยุติการรักษาเพราะเชื้อมะเร็งได้ลุกลามไปทั่วตับอ่อนจนไม่สามารถรักษาได้ และเขาจะเหลือเวลาเพื่อการมีชีวิตเพียงหกเดือน
แรนดี เลือกที่จะใช้เวลาแสนจำกัดกับครอบครัวที่เขารัก ซึ่งประกอบด้วยภรรยา ลูกชายวัยสี่ขวบและห้าขวบและลูกสาววัยสองขวบ เขาวางแผนสิ่งที่จำเป็นเพื่อชีวิตข้างหน้าของครอบครัวที่ต้องปราศจากเขาให้อยู่อย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เขาอยากจะสอนลูก อยากเล่าเรื่องราวต่าง ๆให้ลูกฟังเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ แต่เขาก็นึกไม่ออกว่า จะทำเช่นไร จึงได้เพียงฝากให้หลานชายหลานสาวที่เข้าดูแลตั้งแต่เล็กและบัดนี้โตเป็นหนุ่มสาวว่า ให้ช่วยสอนลูกเขาเหมือนที่เขาเคยสอนหลานทั้งสอง
ต่อมาเขาได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ให้ปาฐกถาหรือเลกเซอร์ครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของมหาวิทยาลัย ในครั้งแรกที่รับเชิญภรรยาเขาอยากให้เขาปฏิเสธเพราะการปาฐกถาต้องเตรียมตัวและใช้พลังจำนวนมาก เกรงว่าจะกระทบกับสุขภาพของเขา เนื่องจากเขาเหลือเวลาเพียงสามเดือนตามกำหนด แต่เขาตัดสินใจเลือกบรรยายโดยบอกว่า “เขาเสมือนสิงโตบาดเจ็บที่ยังอยากรู้ตัวว่า จะคำรามไหวไหม” และเขาหวังว่า การบรรยายครั้งนี้ จะเป็นการบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับตัวเขาให้ลูกชายและลูกสาวซึ่งยังเล็กเกินกว่าจะจดจำพ่อของเขาได้ ให้ทราบว่า พ่อเขาเป็นเช่นไร จากคำบอกเล่าของพ่อเขา และเขายังต้องการบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตให้แก่คนหนุ่มสาวรับรู้เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้ชีวิต
เขาจึงเลือกบรรยายถึงความเบิกบานของการมีชีวิตอยู่ การประจักษ์ในคุณค่าของชีวิต และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า โดยถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองเมื่อครั้งยังเยาว์วัยเกี่ยวกับความใฝ่ฝัน การเลี้ยงดูของครอบครัวที่กล่อมเกลาให้เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีพลังสร้างความฝันให้เป็นจริง มีความตั้งใจในทำงานในฐานะนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยในการคิดค้นสิ่งใหม่ การมุ่งมั่นพัฒนาลูกศิษย์ไปสู่ความสำเร็จในฐานะของครูอาจารย์ และการใช้ชีวิตเมื่อพบว่า ตนเองมีเวลาเหลือเพียงไม่กี่เดือน
ซึ่งในเรื่องราวที่เล่านั้น สื่อแง่มุมของการใช้ชีวิต การมองโลกเชิงบวก การยึดมั่นในการกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความสุจริต ความกตัญญู ความถ่อมตน ความใฝ่เรียนรู้ ความกล้าหาญ ความเพียรพยายามมุ่งมั่นเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง ความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น และเคารพในเกรียติความเป็นมนุษย์ของตนเองและผู้อื่น
แรนดี เพาซ์ เสียชีวิตในวัย 47 ปี เขากล่าวว่า รู้สึกขอบคุณที่โรคมะเร็งได้ส่งสัญญาณเรื่องความตายให้เขาทราบ การรู้ล่วงหน้าทำให้เขามีโอกาสเตรียมครอบครัวให้พร้อมกับอนาคตที่จะไม่มีเขาอยู่ร่วมด้วย ทำให้เขามีเวลาเลกเซอร์ครั้งสุดท้ายเพื่อบอกเล่าหรือนำสิ่งต่าง ๆ ในตัวเขาออกมา และบันทึกเป็นความทรงจำสู่ที่ลูก ๆ …………
หนังสือเรื่องนี้ ช่วยเตือนสติไม่ให้เราหลงลืมว่า เรา “ตายได้”และ “ต้องตาย” แน่ ๆ ดังนั้นเราต้องใช้ “ชีวิตให้เป็น” เพื่อที่จะ “ตายเป็น” ทำให้เราได้ “หยุด” เพื่อถามตัวเองว่า ชีวิตคืออะไร อะไรสำคัญในชีวิต และถ้าเราจากไป เราจะเหลืออะไรเป็นความทรงจำ...และเราจะอยู่อย่างมีความหมายตายอย่างมีชีวิตได้อย่างไร ซึ่งอาจสรุปได้ดังที่ท่านพุทธทาสสอนไว้ว่า
ตายเมื่อตาย ย่อมกลาย ไม่เป็นผี
ตายไม่ดี ได้เป็นที่ ผีตายโหง
ตายทำไม เพียงให้ เขาใส่โลง
ตายโอ่โถ่ง นั้นคือตาย เสียก่อนตาย
ตายก่อนตาย มิใช่กลาย ไปเป็นผี
แต่กลายเป็น สิ่งที่ ไม่สูญหาย
ที่แท้คือ ความตาย ที่ไม่ตาย
มีความหมาย ไม่มีใคร ได้เกิดแล
คำพูดนี้ ผันผวน ชวนฉงน
เหมือนแล่นลิ้น ลากวน คนตอแหล
แต่เป็นความ จริงอัน ไม่ผันแปร
ใครคิดแก้ อรรถได้ ไม่ตายเอยฯ
อวัสสัง มะยา มริตัพพัง เราทั้งหลายจักพึงตายอย่างแน่แท้
อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง เราควรพากเพียรปฏิบัติกิจที่มีอยู่ทั้งหลายในวันนี้
โก ชัญญา มะระณัง สุเว ใครจักรู้ได้บ้างว่า ความตายจะมาถึงในวันพรุ่งนี้
อาจารย์รุ่งทิพย์ มองทุกอย่างผ่านประสบการณ์จริงๆ ชอบการสอนของอาจารย์มากครับ ศิษย์พุทธศิลป์ ปี๑