โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

รางวัลรองชนะเลิศอันดับสองในโครงการ Microsoft IT Youth Challenge 2006

ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 - ม.6) อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ทศพล ศิลลา

นายภาสกร ปานนอก มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6

นายรภัส บำรุงสุข มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6

นายอรรถวัฒน์ พานิช มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6

“เทคโนโลยีไร้สาย” หัวข้อผลงานเว็บไซด์ของนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสองในโครงการ Microsoft IT Youth Challenge 2006 ผลงานดังกล่าวเป็นสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบ E- Learning ที่ผ่านการเข้ารอบทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับประเทศ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับนักเรียนกลุ่มนี้กันครับ

 

Q : ในแต่ละรอบของการแข่งขันนักเรียนเลือกหัวข้ออะไรสำหรับจัดทำเว็บไซด์ครับ

A : พวกเราช่วยกันเลือกหัวข้อ วิชาเคมี โดยเรามุ่งเน้นไปที่เรื่องของอะตอมครับ เพราะในเนื้อหาโครงสร้างที่เกี่ยวกับอะตอมถือเป็นพื้นฐานของวิชาเคมี และสามารถนำหัวข้อดังกล่าวไปพัฒนางานต่อไปได้ครับ พวกเราเองใช้เวลาในการทำโปรเจคแรกเพียงสองสัปดาห์ แต่เราแบ่งงานกันในทีมครับ มีทั้งการหาข้อมูล และกราฟฟิก

โดยออฟจัดการเกี่ยวกับเว็บ ส่วนหัวข้อรอบสุดท้าย เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน การสร้างผลงานแตกต่างจากเดิมโดยมีการใช้ CSS เข้ามาช่วย รวมถึงเทคนิค ซึ่งส่วนหนึ่งได้จากค่ายอบรม พวกเรานำมาพัฒนาผลงานของเราครับ

 

Q : อะไรคือจุดเด่นของเว็บไซด์รอบสุดท้ายครับ

A : จุดเด่นของเราคือการสร้างเว็บไซต์แบบ E-Learning และเนื้อหาของเราเรื่อง “เทคโนโลยีไร้สาย” ที่ได้จัดทำขึ้น นั้นมีจุดเด่นหลายด้านหลายประการ เช่นหน้าเว็บไม่ได้ใช้สีสันมากเกินไปแต่ใช้สีหลักเป็นสีเทาทำให้ดูแล้วสบายตา และมีสีอื่นๆปะปนเล็กน้อย มีAnimationบนส่วนบนของเว็บ ทำให้เว็บดูแล้วเคลื่อนไหวตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง และยังได้แบ่งสไลด์ของหน้าเว็บออกเป็นส่วนๆทำให้โหลดหน้าเว็บได้รวดเร็วขึ้น และยังมีส่วนที่ใช้CSSเข้ามาประยุกต์ในการจัดข้อความให้ดูเป็นระเบียบและใส่สีของScroll Bar แทนที่จะใช้ Java Script ส่วนรูปภาพประกอบเป็นรูปภาพที่วาดขึ้นมาใหม่ในบางส่วน เป็นภาพจำลองออกมาจากของจริง และได้อธิบายรายละเอียดจากภาพเป็นขั้นตอนทำให้ดูเข้าได้ง่ายขึ้น หน้าเว็บในทุกๆหน้าสามารถลิงค์เชื่อมโยงเข้ามาในเนื้อหาทุกส่วนอย่างง่ายและสะดวกรวดเร็วโดยสามารถให้เลือกเฉพาะเรื่องที่ต้องการได้ นอกจากมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีไร้สายแล้วยังมีข่าวที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีไร้สายเพื่อให้เห็นถึงการพัฒนาเทคโนโลยีไร้สายในปัจจุบัน

 

Q : กิจกรรมในครั้งนี้นักเรียนต้องเข้าร่วมค่ายด้วยถึงสองครั้ง นักเรียนมองเห็นคุณค่าอะไรบ้างครับ

A : พวกเราได้รับประโยชน์มากมายจากค่ายนี้ครับ รวมถึงได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น ได้ประสบการณ์จากการทำงานเป็นทีม ความประทับใจในค่าย กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ต่าง ๆ

 

Q : สิ่งที่ได้รับจากโครงการในครั้งนี้คืออะไรครับ

A : การรู้แพ้รู้ชนะครับ เพราะถ้าเราทำผลงานของเราอย่างเต็มที่แล้ว รางวัลไม่ใช่เรื่องสำคัญครับ

 

 

 

Q : แล้วในส่วนของอาจารย์ มีแนวทางให้คำปรึกษากับนักเรียนอย่างไรครับ

A : ในแนวทางการให้คำปรึกษานักเรียนจะแบ่งเป็นสองส่วนคือมีอาจารย์อีกท่านช่วยดูเนื้อหาภายในเว็บ ผมจะดูแลในระบบเว็บไซด์

 

Q : อาจารย์มองเห็นศักยภาพ และการทำงานของกลุ่มนี้อย่างไรครับ

A : ทีมนี้มีความสามารถพอสู้ได้ ครับ เพราะจริง ๆ แล้วโปรแกรม FrontPage เป็นเนื้อหาของสาระวิชาที่นักเรียนได้เรียนตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1 แต่ในระหว่างการทำงานเราจะพบข้อจำกัดของโปรแกรม จึงจำเป็นต้องดึงโปรแกรมอื่นเข้ามาช่วย ซึ่งตอนแรกกังวลว่าจะมีส่วนในการพิจารณาหรือไม่ แต่ในขบวนการทั้งหมดเราจะฟังแนวคิดของนักเรียนก่อน แล้วมานั่งคุยกันว่าเป็นอย่างไร และทดลองให้เพื่อน ๆ มาลองใช้ดู แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงได้มีโอกาสให้ทดลองใช้ในชั้นเรียน

 

 Q : อาจารย์คิดว่าการแข่งขันในครั้งนี้มีประโยชน์สำหรับนักเรียนอย่างไรครับ

A : ผมคิดว่า Microsoft IT Youth Challenge เป็นที่หนึ่งที่นักเรียนได้แสดงความสามารถทักษะทางคอมพิวเตอร์ เพราะในปัจจุบันการแข่งขันในลักษณะดังกล่าวมีน้อยมากสำหรับนักเรียน นับว่าการแข่งในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเวทีที่นักเรียนจะได้แสดงความสามารถของตนเองครับ

ความรู้สึกต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ

ปัญหาเรื่องการเรียนภาษาอังกฤษในนักเรียน ม.ต้น คือนักเรียนไม่มีสมาธิในการเรียน บางทีสอนแต่บนกระดานนักเรียนก็มีท่าทางเบื่อ ดังนั้นคุณครูทวิกา จึงหาวิธีการสอนที่จะทำให้นักเรียนสนุก และมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้เต็มที่ โดยการนำเรื่อง Role Play การแสดงบทบาทสมมติมาใช้ในภาษาอังกฤษ เพราะเด็กวัยนี้ชอบและสนใจสื่อในรูปแบบต่างๆ ชอบการเลียนแบบ เมื่อครูให้นักเรียนแสดงบทบาทสมมติ โดยให้แต่งบทสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ และนำเสนอโดยการแสดง เด็กจะชอบ และสนุกกับการเรียน ตั้งใจเรียนกันอย่างเห็นได้ชัด  

 

 ความรู้สึกต่อครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ    

 ความล้มเหลวของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้น  มีสาเหตุมาจากประสิทธิภาพของครูซึ่งไม่ได้รักษาอย่างถ่องแท้มากพอที่จะพูดในเรื่องราวอื่น  และครูไทยบางคนนอกจากพูดเป็นประโยคไม่ได้  ฟังไม่ออกแล้ว  ยังมีปัญหาเรื่องการออกเสียงผิดอีก  ซึ่งทำให้การสื่อสารไม่สามารถบรรลุผลได้  ข้อเสนอแนะที่ให้ไว้คือ  ครูผู้สอนภาษาอังกฤษควรใช้ภาษาอังกฤษกับเด็กนักเรียนตลอดเวลา  เพื่อให้เกิดทักษะการใช้ภาษา  ทั้งทักษะการพูดเพื่อให้เกิดทักษะการใช้ภาษา  และการฟัง  และจะสนทนานอกเรื่องกับนักเรียนไปด้วยเพื่อให้สามารถใช้ภาษาได้จริงในชีวิตประจำวัน  ซึ่งจุดนี้ผู้เขียนเข้าใจว่า  เป็นการใช้ภาษาอังกฤษกับผู้เรียนในสถานการณ์อื่น ๆ  นอกห้องเรียนด้วยนั่นเอง  ในประเด็นประสิทธิภาพของครูผู้สอน  ผู้สอนภาษาอังกฤษในเมืองไทยเราควรจะมีคุณสมบัติหลัก ๆ  2  ประการ  คือ

 ประการที่หนึ่ง  เป็นผู้มีความสามารถในการใช้ภาษาทั้ง  ฟัง  พูด  อ่าน  เขียน  ได้ในระดับดีถึงดีมาก  เพื่อเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องทางภาษาแก่นักเรียน  คุณสมบัติเช่นนี้พึงพบได้ในบัณฑิตซึ่งจบทางด้านมนุษยศาสตร์หรืออักษรศาสตร์  ในวิชาภาษาอังกฤษ

 

ประการที่สอง  เป็นผู้มีความเข้าใจในจิตวิทยาการเรียนรู้ของผู้เรียนในวัยต่าง ๆ  เป็นผู้รู้ถึงเทคนิควิธีรวมถึงการใช้โสตอุปกรณ์ในการที่จะทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างสนุกสนานราบรื่น  และบรรลุวัตถุประสงค์ของบทเรียนได้คุณสมบัติเช่นนี้พึงพบได้ในบัณฑิตซึ่งจบในสายศึกษาศาสตร์  หรือครูศาสตร์  ซึ่งส่วนมากเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อเป็นครูอยู่แล้ว  ครูซึ่งมีคุณสมบัติทั้งสองประการนี้ในคนคนเดียวกันนับได้ว่าเป็นผู้สอนภาษาอังกฤษในอุดมคติทีเดียวแต่ในความเป็นจริงแล้วหาครูที่มีคุณสมบัติทั้งสองประการดังกล่าวได้ยากทีเดียว  จากประสบการณ์ของผู้เขียนในด้านการสอนภาษาอังกฤษและการได้สัมผัสกับผู้สอนภาษาอังกฤษจากการอาสาสมัครเข้าช่วยโรงเรียนของลูกในสาขาวิชาที่ผู้เขียนใช้ประกอบอาชีพอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ผู้เขียนใคร่ขอโอกาสเสนอแนะแนวทางบางประการอันเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน  ดังต่อไปนี้

 

 1.     วิธีแก้ปัญหาเรื่องการออกเสียงที่ผิดของครูผู้สอนภาษาอังกฤษ  วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับ การบอกเล่ากันมานาน  และเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษพึงปฏิบัติอยู่แล้ว  แต่บางครั้งสิ่งนี้ก็ถูกละเลยทั้งอย่างไม่ตั้งใจหรือถูกมองข้างความสำคัญไปเลยนั่นก็คือ  เมื่อใดก็ตามที่จะสอนศัพท์ตัวใหม่  ผู้สอนควรจะเตรียมการออกเสียงให้ถูกต้อง  โดยใช้ความรู้ในวิชา Phonetics ซึ่งมีบรรจุในหลักสูตรทั้งทางศึกษาศาสตร์  และมนุษยศาสตร์  เข้าช่วยให้ออกเสียงได้อย่างถูกต้อง  โดยตรวจสอบจากพจนานุกรม  ซึ่งพจนานุกรมที่ดีจะบอกทั้งการลงเสียง  (stressing) การให้ความหมายที่หลากหลายในแต่ละบริบท  ตัวอย่างการใช้คำ  รวมทั้งบอกให้ทราบด้วยว่า คำ  คำนั้น  ทำหน้าที่อะไรในประโยคด้วย  เช่น  เป็นคำคุณศัพท์  หรือคำนาม  เป็นต้น  หรือหากมีเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นเจ้าของภาษาก็สามารถตรวจสอบการออกเสียงจากเจ้าของภาษาก็สามารถตรวจสอบการออกเสียงจากเจ้าของภาษาได้โดยตรง  ไม่ควรรู้สึกเสียหน้าใด ๆในการทำเช่นนี้  และหากสามารถจดบันทึกไว้ได้ก็จะยิ่งเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตัวผู้สอนเอง    และประหยัดเวลาหากต้องใช้ตำราเล่มเติมนั้นในการสอนครั้งต่อไป

 

 2.     การสร้างโอกาสให้นักเรียนได้ผลแบบอย่าง  (Model)  ทางภาษาที่ถูกต้องจากเจ้าของภาษาหรือที่ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากที่สุด  นอกเหนือจากภาษาที่สอนในห้องเรียน  การขอความช่วยเหลือจากผู้จากผู้ปกครองของนักเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่หนึ่ง  หรือภาษาที่สอง (หากว่ามี) หรือแม้แต่ผู้ปกครองไทยที่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ก็เป็นไปได้  โดยผู้สอนเป็นผู้คิดกิจกรรมที่นักเรียนมีโอกาสได้ใช้ทักษะทางภาษาอย่างแท้จริง ควรจะใช้ภาษาอังกฤษในทักษะทั้งสองนี้ได้ตัวอย่างกิจกรรมสำหรับเด็กโต  อาจเป็นการสัมภาษณ์ซักถามเกี่ยวกับอาชีพและในเด็กเล็กอาจเป็นการอ่านนิทานให้ฟังซึ่งในขณะที่เล่าก็อาจแทรกการพูดคุยกับเด็กไปด้วยได้  ซึ่งมั่นใจว่าการเตรียมการและความตั้งใจที่ดีของครูจะได้ความร่วมมือจากผู้ปกครองอย่างแน่นอน

 

 3.     การใช้ภาษาอังกฤษของผู้สอนกับนักเรียนในสถานการณ์หรือบริบทอื่น ๆ ในโรงเรียน ซึ่งนอกเหนือจากในบทเรียนสามารถเกิดขึ้นได้  แม้จะไม่ง่ายนัก  สิ่งที่ผู้เขียนจะเสนอแนะก็คือการระดมสมองของกลุ่มครูผู้สอนภาษาอังกฤษทุกคนในโรงเรียน  โดยครูทุกคนช่วยกันคิดหัวข้อสถานการณ์ที่ครูจะใช้ภาษาอังกฤษกับนักเรียน เช่น  เมื่อเจอกันที่บันได  ภาษาที่ใช้ก็อาจจะเป็นเตือน (Warning)  ให้เดินดี ๆ  อย่าเล่นกันเวลาขึ้นบันได หรือถ้าตอนทางอาหารก็อาจจะเป็นการห้าม(Prohibition)  บอกไม่ให้คุยระหว่างที่มีอาหารอยู่ในปาก ฯลฯ  แล้วรวบรวมเขียนขึ้นมาเป็นเหมือนคู่มือของผู้สอนภาษาอังกฤษที่จะใช้พูดกับนักเรียนในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน แล้วฝึกการใช้ภาษาเหล่านั้นสำหรับความถูกต้องของภาษาก็สามารถตรวจสอบได้โดยการขอความช่วยเหลือจากแหล่งอื่น  เช่น สถาบันอุดมศึกษาภายในท้องถิ่น  หรือแม้แต่จากกเจ้าของภาษาที่ยินดีช่วยเหลือ

 

 4.     การยอมรับ  Asian  English (การใช้ภาษาอังกฤษโดยกลุ่มคนในเอเชีย)  เป็นการยากหรือเรียนได้ว่า  เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ(English as  a  Foreign language)  โดยเฉพาะเมื่อเรียนอยู่แต่ในประเทศของตนเอง  แม้จะเรียนจากเจ้าของภาษาโดยตรงก็ตาม  ที่จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างไม่ผิดเพียน  เพราะลักษณะทางภาษาของทั้งสองภาษาแตกต่างกันอย่างเดินชัด  นอกจากความยากลำบากนี้แล้ว  คนไทยด้วยกันเองก็มีแนวโน้มในการดูถูกหรือคอยจับผอดคนอื่นในการใช้ภาษาอังกฤษด้วยเช่น  ลองคิดดูว่า  หากท่านเป็นผู้สอนภาษาอังกฤษที่ถูกจับจ้องอยู่แต่เรื่องของความถูกต้องของภาษา (Accuracy)  มากกว่าการสื่อสาร  (Communication)  ทุกครั้งที่ท่านพูด  ท่านจะกล้าเปิดปากพูดอีกหรือไม่  แล้วจะมีใครกล้าพูดกับนักเรียนอุปสรรคเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทยเท่านั้น  แต่เกิดขึ้นในเกือบทุกประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ  ประเทศญี่ปุ่นเล็งเห็นปัญหานี้  และได้ทำการศึกษา  และเริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคตินี้โดยเริ่มในโรงเรียนมัยยมของเขาแล้ว  หากคนไทยเราสามารถเปิดใจให้การยอมรับว่าภาษาอังกฤษแบบไทย ๆ ก็สามารถใช้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว สถานการณ์การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยก็คงจะง่ายขึ้นบ้างสำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ

 ครูไทยของเราทำงานหนัก  และได้ผลตอบแทนเพียงแค่พออยู่พอกิน  ถ้าหากพบเห็นปัญหาแล้วมีข้อเสนอแนะเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาและเพื่อเป็นกำลังใจให้ครูทุกท่านมีกำลังใจ  และเห็น

แนวทางที่จะปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นต่อไป

คุณลักษณะของครูภาษาอังกฤษที่นักเรียนต้องการ

20 คุณลักษณะของครูที่เด็กต้องการ ในหนังสือพิมพ์มติชน ประจำวันที่8 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 แล้วคิดว่าน่าจะนำเสนอให้ครูท่านอื่นได้อ่านบ้างเพื่อให้ครูได้รับรู้ว่า อะไรที่เด็ก ๆ คิด และต้องการจากครูบ้าง ลักษณะของครูที่เด็กต้องการมีดังนี้คือ

1. มีใจกว้าง เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถาม และรับฟังความคิดเห็น
2. มีความประพฤติดีทั้งในและนอกห้องเรียน
3. มีความยุติธรรมไม่ให้คะแนนลำเอียง
4. ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของเด็กมากเกินไป
5. ไม่แต่งตัวฉูดฉาด ฟุ่มเฟือยใส่เสื้อผ้าสั้นจู๋ หรือใส่น้ำหอมมากเกินไป
6. มีการเตรียมการสอนล่วงหน้า และ มีอุปกรณ์การสอน
7. ไม่ปกปิดความรู้แก่ศิษย์
8. ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา
9. เข้าห้องสอนตรงเวลา และรักษาเวลาสอน
10. มีอารมณ์ขัน สนุกร่าเริง
11. ไม่บังคับจิตใจนักเรียน
12. ไม่ด่านักเรียนไปถึงพ่อแม่วงศ์ตระกูล
13. มีความเป็นผู้นำ คุ้มครองเด็กได้
14. ไม่ผูกพยาบาทนักเรียน
15. ให้นักเรียนได้พูดคุยบ้าง ไม่บังคับให้เด็กนั่งนิ่งตลอดชั่วโมง
16. ไม่ดูถูกเหยียดหยาม นักเรียนที่ยากจนแบะเรียนไม่เก่ง
17. ไม่พูดจาหยอกล้อเด็กมากเกินไปจนเด็กเหลิง
18. ให้คำตอบแก่นักเรียนทุกครั้งที่ถาม แม้ตอบไม่ได้ก็ไปค้นคว้ามาให้
19. ขยัน สอนดี ความรู้ดี ไม่หัวเก่า
20. ให้คำแนะนำแก่เด็ก เด็กปรึกษาเรื่องส่วนตัวได้