หลังจากที่ผมได้รับการรักษาทางจิตเวชแล้วนั้น ช่วงแรกๆ ผมรู้สึกเบลอๆ จะทำิอะไรไม่ค่อยรู้สึกตัวและยังมีอาการเหม่อลอย พอไปพักที่บ้านประมาณ 2 เดือน ก็ตัดสินใจกลับไปทำงานที่เชียงใหม่อีกครั้ง หวังว่าจะตั้งต้น ตั้งตัวใหม่ได้ ผมไปพักอาศัยอยู่เพื่อนสาวคนหนึ่ง ซึ่งเพื่อนคนนี้เธอก็มีรูมเมทของเธออีกคน บางคืนผมก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อน บางคืนก็ออกไปร้านอินเตอร์เน็ต งานก็ไม่ได้ทำ เงินเก็บก็เริ่มหมดและในที่สุดก็นำไปสู่เหตุการณ์ที่ทำให้ผมต้องโทษถึงขั้นจำคุก เพียงเพราะว่าผมเอามือถือรูมเมทของเพื่อนผมไปขาย ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นเลย คิดเพียงอย่างเดียวว่าทำอย่างไรถึงจะได้เงิน แต่แปลกเพื่อนผมเขาไม่ได้โกรธอะไรผมเลย เขายังคงมาเยี่ยม ปัจจุบันก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ผมจำคำพูดของตำรวจได้ว่า "ไม่เป็นไรหรอก อย่าคิดว่าว่าเราเป็นคนไม่ดี การทำผิดบางครั้งก็ไม่สามารถตัดสินชีวิตเราได้ทั้งหมดหรอก" ตอนนี้ผมเห็นด้วยกับคำพูดตำรวจนายนี้ครับ เพราะว่ามันเป็นเพียงแค่ช่วงหนึ่งของจังหวะชีวิต คนเราสามารถแก้ไข ปรับปรุงเพื่อเริ่มต้นใหม่ได้
สำหรับเหตุการณ์ตอนที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำกลางเชียงใหม่ ซึ่งเมื่อก่อนผมแต่งหญิง ผมยาว ใส่กระโปร่ง คุณคงคิดออกใช่ไหมครับ ไปวันแรกก็ต้องตัดผมก่อน เข้าพักในแดนพิเศษ กินข้าวแดง เพราะไม่มีญาติมาฝากเงินให้และยังไม่รู้จักใคร ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ผมได้ย้ายไปอยู่อีกแดนหนึ่ง มีผู้ต้องขังสามพันกว่าคนเห็นจะได้ แน่นอนครับสำหรับผมได้เข้าพักห้อง 403 นั่นคือห้องพักสำหรับกลุ่มกะเทย ตลอดระยะเวลาหกเดือนทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าอิสระภาพนั่นสำคัญแค่ไหน อีกอย่างหนึ่งผมได้รู้ว่าชีวิตของคนในคุกเป็นอย่างไร ซึ่งจะให้เล่ากันจริงๆ ทั้งวันคงไม่จบ มีการฝึกอาชีพ กิจกรรมวันสงกรานต์ ดนตรี เปิดซุ้ม (ซุ้ม คือ เปรียบเสมือนเป็นสถานบริการทางเพศของกะเทย ซึ่งจะได้รับบุหรี่หรือสิ่งอื่นเป็นการตอบแทน) เอาเป็นว่าเล่าพอสังเขปเพียงเท่านี้ก่อน หากมีคนสนใจเรื่องราวเหล่านี้ค่อยมาเล่าใหม่นะครับ
wewasanga
26 ก.ค. 2554 21.54 น.