California Institute for Quantitative Biosciences   ตั้งขึ้นเพื่อกระตุ้น bioeconomy ของรัฐแคลิฟอร์เนีย  โดยใช้ยุทธศาสตร์ดึงเอาศาสตร์ด้านฟิสิกส์และวิศวกรรมเข้ามาเสริมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ   ทำให้มีการแปรความรู้ด้านชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการผลิตแนวใหม่ 

          นี่คือตัวอย่างของการลงทุนด้านการวิจัยแบบ mega-project   คือตั้งสถาบันและกำหนดเงินทุนสนับสนุนระยะยาว   โดยมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน  ว่ารัฐแคลิฟอร์เนีย ต้องการนำหน้ารัฐอื่น ประเทศอื่นด้าน “เศรษฐกิจชีวภาพ” (bioeconomy)

          ยุทธศาสตร์ทางวิชาการ (วิจัย) คือ ดึงเอาต่างศาสตร์มาผสมกัน หรือทำงานร่วมกัน สร้างศาสตร์ลูกผสม   เพื่อทำสิ่งที่แยกศาสตร์ทำไม่ได้

          บทบรรณาธิการในวารสาร Science ฉบับวันที่ ๑๗ มิ.ย. ๕๔ เรื่อง Making Translation Work ระบุว่า การจดทะเบียนยาใหม่ โดย FDA ในปี ๒๕๕๓ อนุมัติการใช้ยาใหม่เพียง ๒๑ ตัว  เพียงครึ่งเดียวของจำนวนที่อนุมัติต่อปีในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๙๐ คือ ๔๐ ตัว   สะท้อนความซับซ้อนในการพัฒนาและอนุมัติการใช้ยาใหม่   ที่จะต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ๆ ออกมาใช้

          โลกซับซ้อนขึ้น  โรคก็ซับซ้อนขึ้น  ธุรกิจยาก็ซับซ้อนขึ้น   บทบรรณาธิการใน Science เรียกร้องให้มีกลไกการกำกับการใช้ยาที่มีนวัตกรรมจากที่มีอยู่เดิม bioeconomy ซึ่งเป็นยุคใหม่ต่อจากยุคไอที จึงจะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่สหรัฐได้

          หวนกลับมาคิดถึงบ้านเรา   เราคิดภาพใหญ่ของ bioeconomy ของไทยไว้อย่างไร   จะพัฒนาระบบวิจัยไทยเพื่อเตรียมรองรับ (หรือจริงๆ แล้ว รุก) การเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่นี้อย่างไร

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๙ มิ.ย. ๕๔