“ผมไม่เชื่อว่าคนข้างนอกจะไปสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ ชุมชนต้องสร้างเองเหมือนผลึกที่มันต้องเกิดตรงนั้น แล้วก็โตขึ้นโดยธรรมชาติ”

บทความเรื่อง “เร่งสมรรถนะของชาติ” ของ นพ.ประเวศ วะสี ได้ชี้ทางออก ๘ เรื่อง ที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในโลกและวิกฤติชาติทั้งจากภายในและภายนอกประเทศไปได้

๑ ใน ๘ เรื่องนั้นคือการสร้าง “ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น” เพราะชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานของประเทศ ถ้าฐานของประเทศเข้มแข็งทุกด้าน ประเทศทั้งหมดก็จะเข้มแข็งด้วย และที่สำคัญก็จะเกิดประชาธิปไตยท้องถิ่นที่ช่วยรองรับให้ประชาธิปไตยระดับชาติมีคุณภาพตามไปด้วย

ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งเกิดจากการรวมตัวของคนในชุมชนนั้นมาร่วมคิดร่วมทำ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำจะหยุดยั้งความชั่วต่าง ๆ ที่จะเข้ามาสร้างความปั่นป่วนในชุมชน และถือเป็นปัจจัยของความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

ดร.เสรี พงศ์พิศ ได้บอกลักษณะสำคัญของชุมชนที่เข้มแข็งว่า เป็นชุมชนเรียนรู้และพร้อมที่จะเรียนรู้ ไม่มัวรอสูตรสำเร็จจากภายนอก แต่คนในชุมชนจะเป็นผู้ร่วมกันค้นหาทางออกจากปัญหาและพัฒนาศักยภาพของตนเอง

เป็นชุมชนที่ตัดสินใจได้อย่างอิสระ ทั้งอิสระจากการครอบงำของคนอื่น และเป็นอิสระเพราะตัดสินใจด้วยข้อมูลและความรู้ที่ค้นหามาไม่ใช่เพราะคนอื่นบอก

เป็นชุมชนที่จัดการ “ทุน” ของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ทุนนี้มากกว่าเงิน เป็นทุนทรัพยากร ความรู้ภูมิปัญญา ทุนโภคทรัพย์และทุนทางสังคม

และลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เป็นชุมชนที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใสตรวจสอบได้ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ดำเนินงานเพื่อประโยชน์สุขแก่ส่วนรวม แก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและวิถีแห่งภูมิปัญญา

ลองหลับตานึกตามไปว่า หากคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่มีมากกว่า ๗๕,๐๐๐ หมู่บ้าน ต่างมุ่งมั่น และลุกขึ้นมาร่วมกันคิดร่วมกันทำให้ชุมชนท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่เป็นชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ประเทศชาติจะเกิดอะไรขึ้น

คิดถึงจุดนี้จึงถึงบางอ้อว่า เพราะเหตุใด อ.ประเวศ วะสี จึงกล่าวไว้ว่า “การสร้างชุมชนเข้มแข็งจึงเป็นการสร้างสมรรถนะของชาติ” ด้วย

แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งล่ะ คำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ก็ต้องทำให้ “คนในชุมชนนั้นมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ” แต่หากถามต่อว่า “แล้วทำอย่างไรล่ะที่จะทำในคนมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ” คงจะหาคำตอบยากขึ้นกว่าคำตอบแรก แต่เมื่อคิดดี ๆ ก็จะพบคำตอบว่า “ก็ต้องมีการเปิดโอกาสให้คนมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ”

“แล้วใครบ้างล่ะที่จะทำหน้าที่นี้” คำตอบก็คงต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนนั่นแหละ แต่ที่สำคัญก็คือผู้ที่มีบทบาทในการพัฒนางานในชุมชนท้องถิ่นนั้น และยิ่งเป็นการพัฒนาสุขภาวะของคนและชุมชนด้วยแล้ว คงหนี “หมออนามัย” ไปไม่ได้อย่างแน่นอน

เขียนมาถึงตรงนี้ทำให้คิดถึงคำพูดของผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งแห่งบ้านหนองกลางดง อำเภอสามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์ ที่ได้กล่าวไว้นานแล้วว่า “ผมไม่เชื่อว่าคนข้างนอกจะไปสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ ชุมชนต้องสร้างเองเหมือนผลึกที่มันต้องเกิดตรงนั้น แล้วก็โตขึ้นโดยธรรมชาติ”

ทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนมาข้างต้น จึงขอฟันธงไว้ตรงนี้เลยว่า “หมออนามัย” เป็นผู้สร้างสมรรถนะของชาติ เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ชุมชนท้องถิ่นที่ตนทำงานอยู่มีความเข้มแข็ง แล้ว “หมออนามัย” ล่ะคิดเหมือนที่ผมคิดหรือเปล่า…

(เขียนต้นฉบับเมื่อมกราคม ๒๕๕๒)