“เอาชนะความหยิ่งถือศักดิ์ศรี” วาทกรรมกระแทกใจ ปรัชญาแห่งพระพุทธศาสนากับตำนานปรัมปราจากเวียดนาม

“เอาชนะความหยิ่งถือศักดิ์ศรี”  วาทกรรมกระแทกใจ

ปรัชญาแห่งพระพุทธศาสนากับตำนานปรัมปราจากเวียดนาม 

โดยมิได้ตั้งใจ  กับชั่วโมงแห่งการรอคอยคุณหมอ  มือก็คว้าอาหารตา  อาหารใจ  ไว้บริหารสมองพราง ๆ  จากวารสารชีวจิต  ปีที่  12  ฉบับที่  1 มีนาคม  2553  ขึ้นมา  ทันใดนั้นก็สะดุดกับคอลัมน์  “เอาชนะความหยิ่งถือศักดิ์ศรี”  คำถามก็เกิดขึ้นในใจว่า  “คืออะไร?”  แล้วรีบพลิกไปที่หน้า 36-37  ทันที  อ่านด้วยใจ  และอัศจรรย์ใจ  ทำไมพบเรื่องที่ไขปัญหาของใครหลาย ๆ คน  โดยบังเอิญ  เรื่องมีอยู่ว่า  “เอาชนะความหยิ่งถือศักดิ์ศรี  มนตร์นี้ฝึกยากกว่ามนตร์อื่น ๆ  เพราะต้องฝึกในสภาวะที่ตัวเธอเองกำลังเป็นทุกข์  และเธอคิดว่าความทุกนี้เกิดขึ้นจากคนที่เธอรักมากที่สุดในโลก  หากเป็นคนอื่นพูดหรือทำเช่นนี้กับเธอ  เธอคงเป็นทุกข์น้อยกว่านี้แน่  แต่ในกรณีนี้กลับกลายเป็นว่า  คนที่ฉันรักมากที่สุดในโลกพูดแบบนี้กับฉัน  ทำเช่นนี้กับฉัน  ฉันจึงเป็นทุกมากกว่าอื่นใด” เรื่องมีอยู่ว่า

สามีภรรยาชาวเวียดนามคู่หนึ่ง  ที่สามีออกไปรบ ทิ้งให้ภรรยาตั้งท้อง         รออยู่เบื้องหลัง  จนครบ 2 ปี เขาได้กลับมา  ภรรยากับลูกรอรับสามีด้วยใจที่จดจ่อ  เมื่อพบกันต่างฝ่ายต่างร้องไห้ด้วยความดีใจ แต่เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นชาวเวียดนามถือว่าผิดประเพณี  จะต้องกราบไหว้บรรพบุรุษให้รับรู้  วิธีการสื่อถึงบรรพบุรุษคือการเซ่นไหว้  ภรรยาจึงไปตลาดเพื่อซื้อขอกราบไหว้บรรพบุรุษ   

ระหว่างภรรยาไปจ่ายตลาด  คุณพ่อยังหนุ่มพยายามโน้มน้าวให้ลูกชายเรียกตนเองว่า  “พ่อ”  แต่ลูกชายไม่ยอมเรียก  แล้วยังบอกว่า “คุณไม่ใช่พ่อของผม พ่อผมคืออีกคนหนึ่ง  พ่อมาหาเราทุกคืน  แม่ร้องไห้กับพ่อบ่อย ๆ  และพอแม่นั่ง  พ่อก็นั่ง  พอแม่นอนพ่อก็นอนด้วย”  เมื่อฟังคำที่ลูกพูดหัวใจคุณพ่อผู้ยังหนุ่มแทบจะมลายหายไปหมดสิ้น  หัวใจเย็นชาราวกับก้อนน้ำแข็ง  รู้สึกเจ็บปวดและถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีอย่างที่สุด  เมื่อภรรยากลับมาสามีก็ไม่มองและพูดกับเธอเลยสักคำ  ภรรยาเริ่มเป็นทุกข์  เธอรู้สึกเจ็บปวดและถูกดูแคลน  

เมื่อถึงเวลาเซ่นไหว้  ได้จัดวางของเซ่นไหว้ที่โต๊ะบูชา  สามีได้กราบเซ่นไหว้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เก็บเสื่อทันที  เพราะเห็นว่าภรรยาไม่คู่ควรกราบไหว้ต่อบรรพบุรุษ  ยิ่งทำให้ภรรยารู้สึกถูกดูแคลน  จากนั้นสามีไม่เคยอยู่บ้านไปแต่ร้านเหล้าดื่มเพื่อลืมความทุกข์  เป็นเช่นนี้ทุก ๆ วัน  ภรรยาเป็นทุกข์จนทนไม่ไหว  ตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำและจมน้ำตายในที่สุด  สามีรู้ข่าวแล้วกลับมาบ้าน  คืนนั้นเขาเป็นคนหยิบตะเกียงมาจุดไฟ  ทันใดนั้น  เด็กน้อยก็ร้องขึ้นว่า  “คุณครับ ๆ  นี่แหละพ่อของผม  พ่อผมกลับมาแล้ว”  เด็กน้อยชี้ไปที่เงาพ่อกลางผนัง  “คุณรู้ไหม  คนที่มาหาแม่ทุกคืน  แม่คุยกับพ่อ  และแม่ก็ร้องไห้  พอแม่นั่งพ่อก็นั่ง” 

ความจริงคือ ภรรยาอยู่บ้านอย่างโดดเดี่ยว  ทุก ๆ คืนจึงได้แต่พูดกับเงาของตัวเอง  “ที่รัก  คุณอยู่ไกลเหลือเกิน  ฉันจะเลี้ยงลูกตามลำพังได้อย่างไร  คุณต้องรีบกลับมาเร็ว ๆ  น่ะ”  ทุกครั้งที่เธอร้องไห้ หรือนั่งลง  เงา  ก็จะตามเธอด้วย  ทันใดนั้น  ความเห็นผิดของสามีก็หมดไป  แต่สายเกิน  ภรรยาหาฟื้นคืนไม่

ความเห็นผิดที่สามารถทำลายครอบครัวลงได้  พระพุทธองค์สั่งสอนเราหลายครั้งหลายหนว่า  “คนเรามักตกอยู่ภายใต้ความเห็นผิดในชีวิตประจำวันเสมอ  ดังนั้น  เราต้องใส่ใจความเห็นเราอย่างใกล้ชิด  มีคนมากมายที่ยึดติดอยู่กับความเห็นผิดมาตลอดสิบปีหรือยี่สิบปี  และตลอดช่วงเวลาเหล่านี้  พวงเขาก็เป็นทุกข์เรื่อยมา  และพลอยให้คนอื่นเป็นทุกข์ไปด้วย”

เหตุใดผู้เป็นพ่อจึงไม่ยอมพูดจาปรับความเข้าใจกับภรรยา  นั่นก็เพราะความหยิ่งถือศักดิ์ศรีมาแทรกกลางระหว่างทั้งคู่  หากเขาถามภรรยาว่า  “คนที่มาหาคุณทุกคืนเป็นใครกัน  ลูกเล่าเรื่องของเขาให้ผมฟัง  ผมเป็นทุกข์เหลือเกินที่รัก  คุณต้องช่วยผม  ช่วยอธิบายให้ผมฟังว่าเขาเป็นใคร”  ภรรยาคงมีโอกาสอธิบาย 

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ความผิดของสามีฝ่ายเดียว  แต่เป็นความผิดของภรรยาสาวด้วยเช่นกัน  เธอควรมาหาสามีและถามถึงสาเหตุที่เขาเปลี่ยนไป  “ที่รักค่ะ  ทำไมถึงไม่มองฉันเลย  ทำไมถึงไม่คุยกับฉัน  ฉันทำอะไรผิดร้ายแรงจนคุณต้องทำกับฉันแบบนี้  ฉันเป็นทุกข์มากเหลือเกินที่รัก  คุณต้องช่วยฉัน” 

ความหยิ่งถือศักดิ์ศรีไม่มีที่ว่าสำหรับรักแท้  ดังนั้นต้องเอาชนะให้ได้

หลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนานำแสงสว่างแห่งมรรคา