ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของงานที่พอจะมีประโยชน์แก่สังคมชุมชนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นการเติมหัวใจให้กับสังคม ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? มีหน้าที่การงานอะไร? มีวัยวุฒิ คุณวุฒิสูงส่งแค่ใหน? มีเพศอะไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรค์อะไรเลย ถ้าท่านจะทำความดีเพื่อร่วมเติมใจให้กับสังคม อย่ามองว่าความดีที่ท่านทำลงไปว่ามันน้อยมาก ไม่มากมายอะไร ไม่สำคัญที่สุด แต่คุณค่าที่ท่านได้เติมหัวใจลงไปแล้วนั้น มันอาจจะเป็นมูลค่ามหาศาลหรือต่อความคิด หรือแม้แต่ชีวิตให้กับคนอีกหลาย ๆ คนในสังคมก็ได้

 

 

                สังคมมีปัญหามากมายในปัจจุบัน  เช่น  ปัญหาเรื่องครอบครัว  ปัญหาส่วนตัวเฉพาะบุคคล  ปัญหาในหน่วยงาน  ปัญหาในองค์กร  ปัญหายาเสพติด  ปัญหาเด็กและเยาวชน  ปัญหาเด็กติดเกมส์  ตลอดจนถึงปัญหาชีวิตมีโรคเครียด  เป็นต้นปัญหาเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อสังคมเสมอไม่มากก็น้อย

 

                ปัญหาสังคมเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? หลาย ๆ คนก็ชี้ไปที่โลกาภิวัตน์ว่ากระแสดังกล่าวเข้ามาทำให้คนในสังคมมีปัญหา  เนื่องจากปรับตัวไม่ทัน  มีพฤติกรรมเอาอย่างที่ไม่ดี  หลาย ๆ คนฟันธงไปที่ครอบครัวและสถานการศึกษาว่าอบรมไม่ดีไม่มีประสิทธิภาพพ่อแม่ไม่สั่งสอน ครูไร้จริยธรรม  หลาย ๆ คนพุ่งเป้าไปที่องค์กรศาสนาว่าทำงานไม่มีจุดยืน ชักชวนคนให้หันเหออกจากธรรมะ  ให้ไปลุ่มหลงมัวเมากับวัตถุของขลัง เล่นแร่แปรธาตุ มุ่งแต่สร้างถาวรวัตถุเพื่อลาภสักการะ พระภิกษุสามเณรไม่เป็นแบบอย่างที่ดีและหลาย ๆ คนก็สรุปไปลงที่ “ตัวคน” ว่า คนนั้นแหละคือตัวการสำคัญที่ไม่มีภูมิคุ้มกันในตัวเอง  ทำให้อ่อนแอ จิตใจปั่นป่วน เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักคำว่าพอเพียง

 

                เมื่อสังคมมีปัญหารุมเร้ามากมายดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้  เราในฐานะพุทธศาสนิกชนควรทำอย่างไร?  ปัญหาเหล่านี้งานพัฒนาบุคลากรแพทย์แผนไทยและสุขภาพภาคประชาชน  สำนักงานสาธารสุขจังหวัดพะเยา  จึงคิดทำ โครงการเติมหัวใจให้สังคมจังหวัดพะเยา  ขึ้น จุดประสงค์เพื่อค้นหาบุคคลที่ดีนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวดี ๆ ให้แก่กันและกระตุ้นส่งเสริมให้คนได้สร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมมากยิ่งขึ้นอย่างน้อยก็จะได้ผ่อนหนักเป็นเบาลงไปบาง

 

                ในฐานะผู้เขียนเป็นบุคลากรของพุทธศาสนา อยากจะเสนอแนะการเติมหัวใจให้กับสังคมใน  ๓  ลักษณะ ดังต่อไปนี้ คือ

                ลักษณะที่ ๑.  การเติมกายให้กับสังคมกล่าวคือพฤติกรรมใดใดที่แสดงออกมาทางกาย ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือในการทำงานต่าง ๆ เช่น ร่วมมือกับเพื่อนบ้านในการปัดกวาดทำความสะอาดบริเวณสาธารณประโยชน์  การร่วมมือกันบูรณะถนนหนทาง  การร่วมมือกันพัฒนาชุมชน  การช่วยผู้อื่นข้ามถนน  การเยี่ยมผู้ป่วยและผู้ยากไร้ในชุมชน เป็นต้น นี้เป็นการเติมกายให้กับสังคม

                ลักษณะที่ ๒. การเติมวาจาให้กับสังคม  กล่าวคือการพูดสิ่งใดใดออกมากต้องคำนึงอยู่เสมอว่า  พูดแล้วทำให้คนอื่นฟังแล้วสบายใจหรือไม่? พูดแล้วมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด?  พูดออกไปแล้วสมานฉันท์แค่ไหน? แม้แต่คนในครอบครัวเราเองก็ต้องคิดเสมอว่า เราเคยพูดดีพูดไพเราะกับคุณพ่อคุณแม่-ลูกหลาน-สามีภรรยา-พี่ป้าน้าอาลุงของเราหรือเปล่า?  ถ้าเคย...แล้วเราจะทำให้ดีขึ้นยิ่งกว่านี้อย่างไร? ถ้าไม่เคย...ลองฝึกหัดดู เพราะในปัจจุบันเราฟังคำที่กล่าวโทษกันทางสื่อต่างๆ ที่  สาดโคลนใส่กันวันแล้ววันเล่า  สังคมบอบซ้ำกันมากพอแล้ว  ลองช่วยกันพูดในสิ่งดี ๆ งาม ๆ กันบ้างแม้จุดเล็กน้อยก็ควรจะทำถ้ามันเกิดประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวมได้

                ลักษณะที่ ๓. การเติมหัวใจให้กับสังคม  กล่าวคือพฤติกรรม-กิริยา-วาจา ทั้งข้อที่ ๑ และ ๒ ที่ทำลงไปต้องมีใจให้กับสังคมด้วย ไม่ใช่ว่าสักแต่ทำไป เช่น บางคนร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองก็จริง แต่มาร่วมด้วยเพราะถูกบังคับ ไม่เต็มใจมา บ่นไปด้วยทำงานไปด้วยเพราะใจไม่รัก  บางคนพูดจาดีแต่น้ำใจเชือดคอก็มีมาก  ดังนั้นพฤติกรรมใดใดที่แสดงออกมาไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมทางกายก็ดี  พฤติกรรมทางวาจาก็ดี ก็ต้องประกอบไปด้วยหัวใจเสมอ เราเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่ามีจิตสาธารณะนั้นเอง

 

                ในส่วนตัวของผู้เขียน จะนำเสนองานที่ทำให้กับสังคมแม้ไม่มากมายอะไรนัก  แต่ก็พอที่จะนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางให้เกิดจุดประกายทางด้านความคิดอยู่บ้าง โดยจะนำเสนองานใน  ๒ แบบ คือแบบที่เป็นภารงานกับแบบที่เป็นส่วนตัว ดังนี้

                ๑. แบบที่เป็นภารงาน กล่าวคือผู้เขียนทำงานที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตพะเยา  ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาเขตพะเยา ได้จัดตั้งและส่งเสริมพระนิสิตออกเติมใจให้กับสังคมโดยอาศัยคำว่า “ชมรม” เป็นเครื่องมือจำนวน ๔ ชมรม ดังนี้

                                ๑.๑.ชมรมรัฐศาสตร์อาสาพัฒนา  โดยมากเป็นพระนิสิตจากคณะสังคมศาสตร์เข้าร่วมกิจกรรมโดยการออกไปช่วยชุมชนพัฒนา เช่น เข้ารุกขมูลสร้างเมรุ  สร้างศาลา สร้างรั้วให้กับโรงเรียน เป็นต้น

                                ๑.๒.ชมรมพุทธศาสตร์สัมพันธ์  พระนิสิตจากวิชาเอกพระพุทธศาสนาและปรัชญา เข้าไปอบรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานการศึกษาต่าง ๆ ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

                                ๑.๓.ชมรมครุอาสาช่วยน้อง พระนิสิตจากคณะครุศาสตร์ เข้าไปจัดกิจกรรมแจกผ้าห่ม เครื่องเขียน อุปกรณ์ทางการศึกษาให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร

                                ๑.๔.ชมรมสังฆปราณี พระนิสิตที่สนใจเรื่องผู้ป่วยเอดส์ เข้าไปจัดกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นให้ความรู้ข้อคิด ธรรมะ  มอบเครื่องยังชีพ เป็นต้น

                                ๑.๕.ในรายวิชาที่รับผิดชอบยังได้มอบใบงานให้นิสิตออกไปเยี่ยมผู้ยากไร้ในชุมชนเพื่อให้เห็นคุณค่าที่ได้อยู่ร่วมกันในสังคม และนำนิสิตออกไปทำพิธีสืบชาตาให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลพะเยา อันเป็นพุทธศาสนาเชิงรุกอีกรูปแบบหนึ่ง

               

                ๒.แบบที่เป็นส่วนตัว กล่าวคือ ผู้เขียนได้ตั้งทุนชื่อว่า “ทุนเพื่อเอกสารตำราทางพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมท้องถิ่น สิ่งแวดล้อมเมืองพะเยา”  ในช่วงแรกเป็นการผลิตเอกสารตำราทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นหลัก ที่ผ่านมาได้จัดพิมพ์ไปแล้ว ๑๒ เรื่อง จำนวนกว่า ๕๐,๐๐๐ เล่ม  ส่วนหนึ่งมอบให้กับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภายในจังหวัดพะเยา, โรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญและสถาบันอุดมการณ์ศึกษาทั่วประเทศ ฯลฯ  ส่วนหนึ่งจำหน่ายเพื่อทำเป็นทุนหมุนเวียนในกิจกรรมต่าง ๆ  ส่วนหนึ่งนำไปแจกทุนการศึกษา  ส่วนหนึ่งนำไปจัดกิจกรรมฝึกอบรมผู้นำเยาวชนและนิสิต  ในอนาคตอยากจะขยายกิจกรรมของกองทุนดังกล่าวออกไปสู่สังคมมากยิ่งขึ้นโดยให้มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ผู้พิการ และผู้ชราด้วย

 

                ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของงานที่พอจะมีประโยชน์แก่สังคมชุมชนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย  ดังนั้นการเติมหัวใจให้กับสังคม ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร?  อยู่ที่ไหน?  มีหน้าที่การงานอะไร? มีวัยวุฒิ คุณวุฒิสูงส่งแค่ใหน? มีเพศอะไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรค์อะไรเลย ถ้าท่านจะทำความดีเพื่อร่วมเติมใจให้กับสังคม อย่ามองว่าความดีที่ท่านทำลงไปว่ามันน้อยมาก  ไม่มากมายอะไร ไม่สำคัญที่สุด แต่คุณค่าที่ท่านได้เติมหัวใจลงไปแล้วนั้น มันอาจจะเป็นมูลค่ามหาศาลหรือต่อความคิด หรือแม้แต่ชีวิตให้กับคนอีกหลาย ๆ คนในสังคมก็ได้

 

                ในวโรกาสของวันส่งท้ายปีเก่า  ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๒ นี้ สิ่งใดที่คิดว่าเราทำแล้วมันเกิดเป็นลบกับตัวเราเอง ครอบครัว และสังคม  สิ่งนั้นเราควรจะตัดทอนมันเสียโดยการหารความไม่ดีนั้นออกไป  สิ่งใดที่คิดว่าเราทำแล้วมันเกิดเป็นบวกกับตัวเรา ครอบครัว และสังคม  สิ่งนั้นเราควรเพิ่มความดีเข้าไปยิ่งให้เป็นตัวทวีคูณได้ยิ่งเป็นการดี  ด้วยอำนาจของพระรัตนตรัย พุทธานุภาเวนะ  ธรรมานุภาเวนะ  สังฆานุภาเวนะ  หยดฝนตกลงตุ่มน้ำทีละหยดๆ และอาจเต็มได้ฉันใด  บุญใดที่เราตั้งใจทำในโอกาสที่ผ่านมาแม้จะเล็กน้อย หากทำบ่อย ๆ มาก ๆ ก็อาจจะเต็มได้ฉันนั้น

 

 

 

 

 

                หมายเหตุ   วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมาทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา ได้มาสัมภาษณ์เพื่อขอทราบความคิดเห็น ผ่าน   “โครงการเติมหัวใจให้สังคมจังหวัดพะเยา”