สุขภาพชุมชน...โหมโรงเป็นระบบ?

ขอบคุณทีมงานสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน สำนักงาน R&D ระบบสุขภาพชุมชน ม.มหิดล ที่เป็นเจ้าภาพเวที "ร่วมพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน"

งานนี้ ดร.ป๊อป ได้มีโอกาสฟังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จาก พญ.สุพัตรา ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี และวิทยากรผู้มีประสบการณ์จากชุมชนปากพูน การศึกษาพยาบาลชุมชนจาก มข. และการสร้างนักสุขภาพครอบครัว หรือ นสค.

ประเด็นที่ตกผลึกจากเวทีนี้ที่ ดร.ป๊อป จะนำไปทบทวนเพื่อพัฒนากิจกรรมบำบัดศึกษา คือ

  • การมีระบบ Social Support System (SSS) นั้นควรศึกษาความต้องการ วัฒนธรรมการดำเนินชีวิต และปัจจัยที่ส่งเสริมสุขภาวะของคนที่หลากหลายในแต่ละชุมชน ดังนั้นบทเรียนจากชุมชนหนึ่งอาจไม่เป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่นที่แตกต่างกันมาก
  • สังคมไทยขาดระบบการเรียนรู้จากงานวิจัยและพัฒนาจากคนในชุมชน เนื่องจากระบบบริหารชุมชนมีปัจจัยเสี่ยงในการใช้อำนาจจากการเมือง ไม่ใช้อำนาจจากข้อมูลเชิงสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตจากความรู้ที่เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในชุมชนหนึ่ง
  • สังคมไทยคงต้องใช้เวลาในการ "สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้โดยลงมือปฏิบัติจริงจากผู้ที่มีจิตสำนึกและความเป็นผู้นำในการพัฒนาสุขภาวะในชุมชน"
  • เน้นการบูรณาการสุขภาวะกาย-จิต-สังคมนั้นดี แต่ควรมีการเรียนรู้จากประสบการณ์ ระดมควมคิดทางสุขภาพบวกกับวิถีชีวิตเพื่อให้มนุษยชาติอยู่รอด
  • โครงการที่น่าสนใจ คือ การคัดเลือกคนในชุมชนมาศึกษา "วิชาชีพทางสุขภาวะ" ในระบบอุดมศึกษา แล้วกลับไปทำงานช่วยเหลือคนในพื้นที่ และการส่งเสริมความรู้ที่หลากหลายแบบ System oriented education/learning (Context based) มากกว่า Science based education/learning แก่ผู้ที่กำลังมีทุกขภาวะ ญาติ ครอบครัว และคนในชุมชน ทั้งที่ทำงานจิตอาสา ทำงานสุขภาพชุมชน หรือการนำกลุ่มสหวิชาชีพมาเป็นนักสุขภาพครอบครัว (นสค.) ทั้งนี้ทุกภาคีของกลุ่มคนทำงานเพื่อสุขภาพชุมชนเหล่านี้ควรเป็นนักสื่อสารสาธารณสุข (นสส.) ที่ดีมีกำลังขับเคลื่อนด้วยวิชาชีพ+วิชาชีวิต+วิจัยและพัฒนาในบริบทที่ดี

ดร.ป๊อป นิ่งเงียบและคิดสรุปว่า "งานระบบสุขภาพชุมชนนั้นท้าทาย เพราะมนุษย์ในปรัชญาทางกิจกรรมบำบัดนั้นคือระบบเปิด แต่ถ้าหลายภาคีมาสร้างระบบเพื่อสุขภาวะของมนุษย์ก็ควรเป็นระบบเปิด แต่ข้อมูลข้างต้นและการปฏิบัติจริงนั้นดูเหมือนกำลังเป็นระบบปิด" อย่างไรก็ตามผมขอเสนอให้การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นมีส่วนดีที่ควรพัฒนาต่อให้ยืดหยุ่น ปรับตัวได้ในแต่ละบริบทของชุมชน ที่สำคัญการเรียนรู้ว่าแต่ละวิชาชีพทางสุขภาวะมีกรอบความคิดอย่างไร และกรอบความคิดใดจะประยุกต์สู่การเปิดระบบสุขภาพชุมชนได้ แก่นแท้ของความคิดอยู่ที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต้องแปลความรู้ให้เป็นที่ประจักษ์และมีความสุขอย่างแท้จริง"

ขอยกคำสำคัญจากเวทีนี้เพื่อการพัฒนาตนเองและผู้อื่นต่อไป

Knowledge Translation (KT) of ...7C

1. Continuing research and development

2. Common needs assessment

3. Communication as skills for learning

4. Conceptual modelling to changes

5. Community best practice

6. Cognitive mind & process

7. Creative leadership

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (1)

ขอบคุณครับคุณอาร์ม