สังคมมหาลัย

ความเจ็บปวดของชีวิต

             ยามดึกแห่งรัตติกาล สหายและมวลหมู่ความวุ่นวายได้ปลีกวิเวกหลับสู่ภวังค์อีกคราหนึ่ง  สิ่งเหล่านั้นได้ทอดทิ้งสหายรักให้ตรอมตรมกับสายลมแห่งความเหงา  ที่พักผ่านมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบางคราก่อตัวเป็นพายุใหญ่กระหน่ำฉันจนล้มลุกคลุกคลานไปตามจิตนาการที่เตลิดเปิดเปิง  มองไปรอบกายของชีวิตคนคนหนึ่ง รายล้อมไปด้วยสรรพสิ่งมากมาย และชีวิตหนึ่งๆนั้นก็อาจรายล้อมไปด้วยสหายอันเป็นที่รักยิ่ง  ดั่งรัตติกาลนี้ที่ถูกรายล้อมไปด้วยสหายรัก เพื่อนพ้องน้องพี่ที่รู้จักกันมาสมัยเข้ามหาลัยไว้แรกเริ่ม การมากมายไปด้วยเพื่อนฝูงมิตรสหายก็สามารถบันดาลความสุขได้อย่างมหาศาล แต่ก็แค่นิยามหนึ่งเท่านั้นเอง

              มรสุมร้ายได้ก้าวข้ามฤดูกาลแห่งความสุข ถาโถมกระหน่ำชีวิต จนล้มหัวคะมำทิ่มพสุธา โดยบางครั้งไม่มีใครสามารถพยุงขึ้นมาได้หรือไม่มีใครกล้าพยุง หรือไม่อยากพยุงเกื้อกูลมัน เพราะความร้ายแรงแห่งความผิดบาปที่เรื้อรังจนน่าเวทนาและฉกรรจ์ยิ่ง 

                หากย้อนเวลากลับไปในวัยวานก้าวสมัยผ่านมัธยมจนยันแหวกเข้ารั้วอุดมศึกษา มาเป็นปัญญาชน หรือบางครั้งเอาแต่ชนจนไม่ใช้ปัญญา ประดุจกระทิงดื้อจากบ้านนอก ด้วยความที่เป็นคนบ้าบิ่น จนแทบไร้ญาติมิตรสหาย แต่ด้วยความกว้างขวาง ใจนักเลง จนสามารถทะยานสู่สังคมแห่งเพื่อนพ้องได้อย่างผู้มีบารมีและกว้างขวางมิตรสหายจนเป็นที่รักและเคารพของเพื่อนพ้องน้องพี่

              การดั้นด้นมาจากป่ามาสู่สนามอุดมศึกษา มหาลัยมิได้ให้อะไรฉันมากไปกว่าหลักสูตรจอมปลอม ไร้แก่นสารที่หลอกลวงฉัน ฉันทนทุกข์ทรมานกับการสงสารและเวทนาตนเอง จนจมปลักกับแนวคิดต่อต้านสังคมมาโดยตลอดอย่างทุยบ้านนา แต่ใจหนึ่งซึ่งรักในบริการสังคม และบูชาศาสนาเหนือสิ่งอื่นใด ได้ฉุดรั้งลากดึงให้เข้ามาวงการแห่งการบำเพ็ญสารธารณประโยชน์ มากกว่าและคุณค่ายิ่งแลกเชอร์บ้าบอในห้องสี่เหลี่ยมที่ซ้ำซากและไร้สาระอย่างมิหน้าให้อภัย

             ฉันเติบโตมากับสังคมที่รายล้อมไปด้วยความเลวร้าย ความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน สภาพแวดล้อมที่น่าฉงนสนเท่ห์ บันดาลสร้างและเนรมิตฉันให้เป็นฉัน จนหนทางแสงสว่างแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้นำทางมาสู่สหายที่มากด้วยความรักและการเป็นพี่น้อง ฉันอิ่มเอมและมีความสุขมากเหลือเกินที่ได้ดื่มด่ำกับความรัก ความปรารถนาดีและศาสตร์วิชาการที่รายล้อม ความดีงามวิ่งสู่กระแสเลือด สูดดอมดมหายใจเข้าไปจนเต็มปอด จนบันดาลมาสู่วิถีชีวิตแห่งมิตรภาพและความผูกพัน

 

                  วันเวลาก้าวผ่านเนิ่นนานและผ่านพ้น ผ่านสายัณห์และรัตติกาลแห่งความสุข จนวันหนึ่งผู้หนึ่งได้มาพบ ได้มาบรรจบพบเจอและทักทาย จนนำมาซึ่งดอกไม้แปลกประหลาด เหมือนกับคุ้นเคยและน่าฉงนนัก ดอกไม้แห่งความสุข หรือดอกไม้แห่งความทุกข์ ฉันมั่นใจเหลือเกินว่าคือดอกไม้แห่งความสุข ต้องเป็นดอกไม้ที่ทุกคนต้องปลูกกันบนโลกนี้ ดอกไม้แห่งพระเจ้า  และแล้วเธอก็เดินเข้ามาในชีวิต เธอหยิบยื่นดอกไม้มาให้ฉัน ฉันปิติยินดีเหลือเกินกับความงามแห่งบุปผาสวรรค์ ฉันค้นพบในชั่วขณะว่านี่คือ ความจริง นี่คือความสุขอย่างแน่นอนและตลอดไป  ฉันจึงจับกุมแน่นมั่นไว้จนรากและหนามได้พลันอุบัติขึ้นอย่างชั่วอึดใจ พันธนาการโอบกอดฉันคล้ายว่าเป็นสุข  ลากเลื้อยปกคลุมฝังรากลึกลงในใจฉัน จนดำดิ่งสู่ห่วงหาแห่งการจองจำ โดยมิทันชะล่าใจ

              ฉันหลงทาง ฉันพลาดแล้วเส้นทางนี้ ความดีแห่งฉันมลายหาย ฉันกลืนกินดอกไม้เข้าในกาย สุดท้ายคือดอกไม้แห่งความทุกข์ พิษของมันวิ่งสู่กระแสเลือด ก่อกำเนิดโรคร้ายหลายชนิด จากดวงจิตสดใสกลับเลวเหี้ยม ความก้าวร้าวถาโถมมิตรสหาย ฉันทำร้ายทุกคนบนโลกนี้ ฉันฉีกทิ้งคัมภีร์แห่งสวรรค์ ฉันฝ่าฝืนต่อกรบทลงทัณฑ์ ฉันก้าวพลั้งก้าวพลาดโดยขาดกลัว ท่ามกลางความดีอันมากมายและวิชาการอันมากโข มิตรสหายรุมล้อมปลอบประโลม ทั้งความรักความอ่อนโยนจากหัวใจ แต่ก็ไร้ผลแล้ว ฉันเหมือนโดนผลักตกลงบ่อน้ำ บ่อน้ำแห่งความทุกข์ และอัปยศอดสู ฉันเหนื่อยและท้อต่อไปไม่เหมือนเก่า ฉันต้องเศร้าต้องเหงาตลอดไปหรือ

                   ปัจจุบันวันวานที่ผ่านพบ ได้ประสบกับฉันกระนั้นแล้ว แก้วว่าสวยกับกลายเป็นกงจักรร้าย ตัดขาดทำลายชีวิตฉันขาดกระเจิงจากวันวาน ฉันถูกเนรเทศหรือยังจากสวรรค์แห่งพระเจ้า ฉันคอยเฝ้าถามตัวเองตลอดว่าเหตุผลใดกันดอกไม้นั้นรุนแรงเหลือคณา และทำไมฉันต้องเป็นแบบนี้ ฉันหลงกลตกหลุมหมู่มารร้าย กินเข้าไปดอกไม้แห่งความทุกข์ เกิดเป็นความเจ็บปวดของชีวิต ไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ใดๆ ฉันทำลายระบบจักวาลก่อบันดาลสามานย์ขจายทั่ว บาปเรื้อรังก่อผนังเกิดความกลัว หน้ามืดตามัวจนลืมตัวเอง

              ความผิดพลาดครั้งนี้มหันต์นัก ยากเกินกู้ศรัทธามาขัดสี ความเลวร้ายก่อตัวมากทวี จนบัดนี้มิรู้อยู่อย่างไร แต่อย่างไร ช่างมัน ช่างมันเถิด มิก่อเกิดเหตุผลอันไฉน  ก้าวเดินต่ออย่างท้อลำบากใจ ไฟในใจมอดลงในทุกวัน  ความอ่อนแอคุกคามคำรามใส่ ขังหัวใจสั่นรัวกลัวทุกหน แสงแดดสาดผากผ่านมิอาจพ้น กับดักตนยึดเหนี่ยวจินตนาการ

 

 

             แสนเจ็บปวดรวดร้าวกับดอกไม้ ดอกอะไรเจ็บใจน่าฉงน แสนเจ็บใจมารร้ายผู้ชั่วช้า แสนอ่อนล้าเหนื่อยยากมากเหลือทน แสนกังวลว่าสวรรค์จักเข้าเยี่ยงไร นี่เป็นความเจ็บปวดของชีวิต จากผิดบาปที่เรียกว่าดอกไม้มรณะ ที่หนุ่มสาวต่างเฝ้าถวิลหา เด็ดดอมแล้วสูดพิษไปสักคราเหลือพรรณนากว่าสิ่งอื่นใด โอ้อารมณ์ จงจำไว้เป็นอุทธาหรณ์ ไว้สั่งสอนหนุ่มสาวรุ่นหลังๆ อย่าเดินก่อน คิดก่อนสร้างพลัง จงสร้างสรรค์ดอกไม้ให้งดงาม

             ฉันร่ำร้องต่อไปไม่ไหวแล้ว ความเจ็บปวดและทุกทรมาน ที่จรดลงปากกาฝากเป็นอุทธาหรณ์  ทุกคืนวันมิอาจหลับนอน กังวลยามนอนตลอดเวลา เพราะความหนักหนาแห่งบาปกรรมได้ทำร้ายคนรอบข้างอย่าสาหัส ฉกรรจ์นัก รัตติกาลนี้ยังคงแผ่ขยายความเจ็บปวดของชีวิตอย่างไม่รู้จบ คืนแล้วคืนเล่า วันแล้ววันเล่า ฉันทรมานเหลือเกิน มิอาจหลับลงได้ นิทราคงเป็นนิยายฝันที่ฉันจิตนาการมาแสนนาน ฉันรู้ ฉันเข้าใจ ฉันค้นพบว่าหัวใจฉันไม่มีอีกต่อไป  ฉันเข้าใจแล้ว ฉันเข้าใจ ฉันยังหายใจ ฉันได้นิทราแน่ ฉันจะหลับตลอดไปในออมกอดแห่งสวรรค์และดวงตะวันแห่งความเมตตา ฉันมิเคยหมดหวังในความเมตตา ฉันยังรอการให้อภัยในคำพิพากษา ฉันจะกลับไปพร้อมน้ำตานองหน้า โอ้ข้าผิดพลาด ผู้เป็นเจ้าของชีวิต

               จินตานาการยังคงหลอกหลอน จนปากกาและสติสั่นคลอนตามกระแสความมัวหมอง ทั้งซาตานและเทวฑูตต่างหัวเราะหรือสงสัยกันหนักหนา ดั่งลิ่มตอกเสาเข็มปักนครา ตอกลงไปย้ำความเจ็บปวดของชีวิต ฉันยิ้มและหัวเราะทั้งน้ำตา ละครเรื่องนี้มันใกล้จบแล้ว ความเจ็บปวดของชีวิตใกล้สิ้นสุดลง ความมืดดำแห่งมัจจุราชส่งยิ้มอย่างมีเยื้อใยให้ฉัน ความสงบอันมืดดำจะโอบกอดฉันตลอดไปให้ฉันหลับใหลตลอดกาล    ความเจ็บปวดของชีวิตสิ้นสุดแล้ว ……………..สู่ความนิรันดร์                                                                              

                                                                                       นายหัว

                                                                                                                     8/07/54   (ตี2.29)

                                                                                                               At  As-habulkhafi  Home