วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554

กราบสวัสดีค่ะครู

                วันจันทร์ นั่งเปิดดูนัดหมาย มีนัดกับน้องนักศึกษาเภสัชศาตร์ วิชาเภสัชศาสตร์ชุมชน คุยก่อนที่จะลงพื้นที่เรียนรู้เครื่องมือ 10 เครื่องมือ คือ ของอาจารย์หมอโกมาตร 7 เครื่องมือ และอาจารย์วิบูลย์ อีก 3 เครื่องมือ เป็นเรื่องใหม่กับติ๋วอยู่พอสมควร แต่พอลงมือตั้งใจอ่านทำความเข้าใจ พบว่า “อ้าว ทำอยู่แล้วนี่ แต่ไม่เคยเอามาแจกแจงเป็นเครื่องมือ” เมื่อได้เข้าใจกับตนเอง การคุยกับน้อง ๆ คงจะไม่ยาก มีอีกเรื่องคือ ทำเรื่องยืมเงิน มาคืนครู

 พอไปทำงานก็คุยงานกันกับพี่อ้อว่า “เราจะทำอะไรกันดีในปีหน้า กับความเปลี่ยนแปลงและติ๋วหายไปจากที่ทำงานสองเดือน” เมื่อเราทั้งคู่เข้าใจกัน มันก็ไม่ยากละที่จะ เอาไงต่อไป บางทีการทำความเข้าใจในเพื่อนร่วมงานและให้เขารู้ในสิ่งที่เรารู้ทั้งหมด เป็นการกระจายความเสี่ยงในทุกสิ่งทุกอย่างดีนะคะ พอไม่มีเราทุกอย่างก็ยังดำเนินไป ตามเหตุและปัจจัย การที่ติ๋วและพี่อ้อ ก้าวออกมาทำงานที่แตกต่าง จากที่เคยทำ ก็เห็นว่า “เราจับมือผ่านอะไร ๆ บางอย่างมาด้วยกัน ไม่ว่ากระแสโลกธรรม แบบใด ๆ” ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม กล้าตอบว่า “เหนื่อยค่ะ”

 แต่ในเส้นทางแห่งความเหน็ดเหนื่อย เราได้กำไร เรียนรู้ ได้เพื่อน ได้งาน เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และได้เห็น เพื่อนร่วมทุกข์ อย่างแท้จริง ไม่ทิ้งไม่ถอย เมื่อใครคนหนึ่งล้า อีกคนก็พร้อมจะเป็นหลัง เดินหน้า ผลัดกันลากผลัดกันฉุด ตอนมีกำลังก็แค่จับมือแล้วเดินไป

การออกมาทำงานข้างนอก แต่พอเข้ามาที่ทำงาน เราก็ยังต้องทำแล็บ เป็นอะไรที่เพิ่มงาน แต่เราก็ยินดีจะทำ ก็ช่วยกันอีก อยู่ดี ค่ะครู ตกเย็นแวะไปคุยกับน้อง ๆ เห็นความตั้งใจของทั้ง 11 คน วางแผนทำความเข้าใจ

คุย ก่อนที่จะลุย”

เพียงแค่ หยอดคำถาม เพื่อให้น้อง ๆ ได้ เก็บไปคิด ย้ำ ในเรื่องสำคัญ แล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ได้เรียนรู้ว่า “เมื่อเราเรียนรู้ที่จะไว้ใจผู้อื่น เราจะเห็นว่า ผลลัพธ์ที่ได้มหัศจรรย์เสมอค่ะ”

อะไรที่เกินความคาดหมาย การได้ก้าวเข้าไปที่คณะแล้วเจอพี่ๆ และอาจารย์ ได้รับความรู้สึกอบอุ่น อย่างเคยคุ้นเป็นอย่างดี ประหนึ่งบ้าน ที่แค่ตกแต่งใหม่ แต่ความรู้สึกที่ใจเข้าไปสัมผัสก็ยังคงอบอุ่นใจ

อะไรที่ไม่เป็นไปตามคาด ลึก ๆ แอบหวังว่า ผู้ใหญ่จะเรียกประชุมเกี่ยวกับแผนงาน แต่แล้วก็เงียบ ปรากฏเป็นความรู้สึกผิดหวังค่ะ แต่ก็เรียนรู้ไปว่า “ไม่มีอะไรบังคับได้”

อ้อ มีเรื่องอยากเล่าเพิ่มค่ะครู

ขากลับบ้านหลังคุยกับน้อง แวะปั้มซื้อของกิน แต่ฝนตกหนัก”

ติดฝนอยู่พักหนึ่งแล้วระลึกว่า “เราขับรถยนต์มานี่นา ไม่ต้องรอฝนหยุดก็ได้ จึงขับรถออกไป ครานี้ เจอน้ำหลากกลางถนนค่ะครู เหมือนถนนทั้งถนนเป็นคลองขนาดใหญ่ และมีคลื่นกระทบจากการวิ่งไปมาของรถในท้องถนน รู้สึกได้ถึงแรงไหว แต่ก็ยังต้องบึ่งไปข้างหน้า หยุดไม่ได้ น้ำที่มีสีแดง ๆ ไหลทะลักลอดผ่านกำแพงสถานพินิจ

เหมือนนำจากคลองใหญ่ ระลึกกับตนเองว่า

เวลาที่กิเลสมันถูกกั้น ถูกกดก็คงเป็นเช่นนี้ เดือด ปุด ๆ ทะลัก พลั๊ว ออกมาก”

อย่าไหล อย่าต้าน”

เสียงครูดังขึ้นมาเตือนสติ

บางทีเราก็ลอยตามน้ำอย่างมีสติ พอมีกำลังก็ว่ายทวนน้ำไป

จิตแว๊บไป ระลึกสอนตนเอง

รถข้างหน้าหยุดแล้วเปิดไฟเลี้ยวขวาทำท่าแซง

จึงแซงตาม ไม่นานพอขึ้นเนิน สายน้ำที่ไหลทะลักอยู่ ก็ไม่ได้ทำอันตรายอะไรกับรถได้ สายน้ำยังไหลอยู่ แต่รถได้เคลื่อนผ่านมาแล้ว “ไม่ได้โกรธเคือง ไม่ได้ผลักไส แค่เคลื่อนไปอย่างธรรมดา”

จริงๆด้วยครู

“ถ้าเราไม่ไปมัวติดอยู่กับน้ำที่มันไหลทะลัก เราก็แค่ค่อย ๆ เคลื่อนมา แม้จะเป็นจังหวะที่ช้ากว่าปกติ แต่ก็เคลื่อนอยู่ แต่เมื่อผ่านไปแล้ว ก็คือผ่าน ไม่จำเป็นต้องไปสงสัยในมันอีก”

 

จะเอาไปทำอะไรต่อ กับการตั้งมั่นตั้งใจคุยกับน้อง ๆ หย่อนคำถามให้เขาคิดใคร่ครวญเอง เป็นอีกวิธีที่ลองทดสอบกับน้อง ๆ กลุ่มนี้ เพราะพรุ่งนี้ ต้องลงสนามจริง ก็เพียงตั้งใจกับตนเองว่า “ไปเป็นเพื่อนน้อง เรียนรู้ ไปกับน้อง” กับสิ่งที่เผชิญ ก็ แค่ถูกกำหนดมาให้เรียนรู้ใจ ณ บริบทนี้เท่านั้น เมื่อได้เรียนรู้แล้วก็จบแล้ว ถ้าเสร็จก็คือเสร็จ ถ้ายังไม่เสร็จก็แค่เรียนใหม่ ก็เท่านั้นเอง

รักครูค่ะ