ม้าก้านกล้วย

ภารกิจเพาะหว่านเมล็ดพันธ์แห่งคุณธรรม จริยธรรมและความดีงาม โดย ธีระ เงินแก้ว
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ไพวรินทร์ ขาวงาม

ม้าก้านกล้วย  ควบม้าชีวิตฝันแรมนิราศชีวิตจริง  กวีนิพนธ์รางวัลซีไรท์  ปี  ๒๕๓๘  พิมพ์ครั้งที่ ๑  เมื่อ  มีนาคม  ๒๕๓๘  พิมพ์ครั้งที่  ๒๖  เมื่อ  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๒  โดย  แพรวสำนักพิมพ์  จำนวน  ๒๒๒  หน้า  ราคา  ๑๕๐  บาท

            ม้าก้านกล้วยเป็นหนังสืออ่านนอกเวลา  กระทรวงศึกษาธิการ  เป็น ๑ ในหนังสือดี  ๑๐๐  ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนไทยควรอ่าน  ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)  เป็น ๑ ใน ๕๐๐  หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชนของสมาพันธ์องค์กรเพื่อพัฒนาหนังสือและการอ่าน

            ไพวรินทร์     ขาวงามโปรยไว้ในปกรองว่า  การอ่านคือรากฐานที่สำคัญ  ..........................

ศิลปะบางชิ้นมันอาจสมบูรณ์ในแง่องค์ประกอบศิลป์  แต่ในแง่ความสัตย์จริงแห่งชีวิต  มันไม่ใช่  หนังสือแต่ละเล่มไม่ได้บอกสัจจะ  แม้แต่คำสอนทางศาสนา  ตรงนั้นมันเป็นแค่สัจจะบางด้านเท่านั้น  เราต้องไปอ่าน  ไปศึกษาเอง  ไปคิดเอง  แล้วไปปฏิบัติ  คือถ้าอ่านหนังสือแล้วไปเชื่อตามหนังสือ  หนังสือช่วยอะไรไม่ได้  รูปเขียนก็เหมือนกัน  รูปเขียนบางรูปมันไม่ได้บอกอะไรมากมาย  แต่ถ้าเราประทับใจ  เกิดจินตนาการต่อ  นั่นหล่ะ  ถึงจะทำให้เราพัฒนาไปสู่การเข้าใจชีวิต  การอ่านหนังสือเล่มหนึ่งคงไม่ทำให้เราเข้าใจชีวิตเลย  ถ้าเราไม่คิดต่อ  ศิลปะที่ดีน่าจะทำให้คนได้คิดต่อ  ไม่ใช่ว่าให้เขาหยุดคิด

            ม้าก้านกล้วยแบ่งออกเป็น  ๔  ภาค  ประกอบไปด้วย  ภาคนำ ม้าก้านกล้วย,  ภาคหนึ่ง : แผ่นดินถิ่นทุ่ง ภาคสอง: แผ่นดินเมือง ภาคสาม : แผ่นดินถิ่นใด 

                        ด้วยมือพ่อต่อเติมปรารถนา

                        ตัดก้านกล้วยทำม้าให้ข้าขี่

                        ทั้งปืนกลก้านกล้วยก็สวยดี

                        เหมาะมือที่จะสู้รบกับไพริน

                        เสียงคำสอนพ่อสั่งก็ยังแว่ว

                        ลูกผู้ชายไม่แคล้วต้องจากถิ่น

                        สู่โลกกว้างทางไกลในแผ่นดิน

                        เสาะและสู้อย่ารู้สิ้นซึ่งแรงใจ

                                    ม้าก้านกล้วย ๑

ทั้งสี่ภาคเป็นบทกวีทรงคุณค่าทุกถ้อยสำนวน  แต่ในมุมมองของนักอ่านเล็ก ๆ คนหนึ่ง  ค่อนข้างชื่นชอบและให้น้ำหนักกับ  ลมพัดรวงข้าว  มีบางถ้อยบางตอนที่นำมาฝาก

                                    ลมพัดรวงข้าว

                        กรูลมหนาวกราวเกรียวเรียวรวงข้าว

            เรียวรวงร้าวรวดทุ่งสะเทือนไหว

            คลื่นรวงทองรองแดดระยิบไกล

            ไกลออกไปสุดโค้งเคียวของชาวนา

                        แลหลังโค้งก้มเกี่ยวกระชับกระชั้น

            แบแผ่นหลังอวดตันอันเจิดจ้า

            โค้งคำนับแผ่นดินของมารดา

            รักแผ่นดินปรารถนาฝังใจกาย

                        รักด้วยเหงื่อเรื่อรดด้วยรวดร้าว

            ฝันคำข้าวขาวหอมไม่จางหาย

            ในโลกหอมคำข้าวทุกคำคาย

            ให้ทุ่งหอมความหมายของเหงื่อคน

                        ลมยังพัดรวงข้าวหนาวยังหน่วง

            ฝันยังล่วงหน้าไปไม่รู้หน

        แว่วปี่ซังเด็กน้อยลอยลมวน

            เวี่ยโคนต้นหว้าใหญ่  ยะเยือกเย็น

                        ไกลออกไปคือโค้งหลังของชาวนา

            ใกล้เข้ามาคือดวงตาอันขื่นเข็ญ

            มองออกไปสุดทุ่งที่แปลกเป็น

            ทุ่งสุดท้ายที่เห็นจะเปลี่ยนไป

                        ลมเอยพัดรวงข้าวอยู่ร้าวรวด

            ฝันแปลบปวดทุ่งจะหมองข้าวร้องให้

            ทุ่งรวงทองที่รักจะยากไร้

            เหลือสุสานกว้างใหญ่ให้ชาวนา

 

                                    ด้วยจิตคารวะ

                                    ธีระ    เงินแก้ว

                                    ต้น เมษา ๕๔

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ไร่พรรัมภา



ความเห็น (0)