คนขี่เสือ “He who rides a tiger” จิตร ภูมิศักดิ์ แปล

วรรณกรรมอำพราง (เล่าเรื่องหนังสือดี มีคติสอนใจ)

           กาโล   เป็นชื่อของบุรุษผิวดำราวกับหมึก ช่างตีเหล็กฝีมือดีแห่งเมืองชารนา มณฑลเบงกอล ชนชั้นกามาร์ (กรรมกร) รักและภูมิใจในอาชีพของตน เมื่อสูญเสียภรรยาไปในคราวที่ให้กำเนิดธิดาให้แก่เขา  เขาจึงได้ทุ่มเทความรักต่อบุตรสาวของตนเป็นอย่างยิ่ง ตั้งใจเลี้ยงดูลูกน้อยของเขาเช่นเดียวกับเด็กหญิงที่มีสกุลกำเนิดดีคนหนึ่ง  โดยใช้ชื่อของคนวรรณะพราหมณ์มาตั้งเป็นชื่อลูกของตน  ส่งเข้าเรียนในโรงเรียนคอนแวนต์ที่บุคคลชนชั้นกามาร์ไม่มีใครทำกาโลมีความรู้เพียงอ่านออกเขียนได้จึงลงมือเรียนด้วยตนเองในตอนกลางคืนโดยการเอาหนังสือต่างๆของบุตรสาวมาอ่าน เขาเรียนได้อย่างรวดเร็วเพราะมีความรู้สึกช่วยกระตุ้นอยู่ภายใน

          จันทรเลขา  ลูกสาวของกาโล งดงาม ผิวขาว ขนตางอน กิริยาอ่อนละมุน เป็นคนเงียบๆ แต่ทว่ามีรอยยิ้มอันอ่อนหวาน พูดจาไพเราะ  แจ่มใสและกระตือรือร้นอยู่เสมอ  เธอรักการอ่านแต่ไม่โอ้อวดในความรู้  และไม่เคยแต่งตัวอย่างเด็กสาวทั่วไป ไม่สนใจในความงามของตัวเองนัก ที่โรงเรียนพวกเด็กนักเรียนชาเย็นและเหินห่างต่อเลขา ทั้งนี้เนื่องจากเธอมาจากวรรณะต่ำเธอสอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง เธอชนะเลิศในการประกวดเรียงความจากเรียงความนับพันฉบับ  พวกชาวบ้านในชนชั้นเดียวกับเธอพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย 

          บ.๑๐ (บีเทน) ร่างสูง ผอม เงียบขรึม ชายหนุ่มจากวรรณะพราหมณ์ที่ต้องสูญเสียน้องสาวด้วยความเคร่งศาสนาและแบ่งชนชั้นของพ่อ แม่ เขาจึงไม่สามารถอยู่ร่วมกับพ่อแม่ได้อีกด้วยการกระชากสายธุรำศักดิ์สิทธิ์(เครื่องหมายแห่งชนชั้นพราหมณ์)ปฏิเสธการเป็นชนชั้นพราหมณ์ออกจากบ้านมารับจ้างทำงานในบริษัท ในที่สุดเขาต้องติดคุก

          เรื่องคนขี่เสือนี้คงไม่อุบัติขึ้นถ้าไม่เกิดสงคราม เกิดยุคเข็ญที่สุดเท่าที่มีมาในประวัติศาสตร์เบงกอล เกิดความอดอยาก ยากแค้น ไม่มีการปันส่วนข้าวปลาอาหาร ไม่มีการควบคุมราคา  ยุ้งฉางชาวบ้านว่างโหวง  ตลาดว่างเปล่า   ใครขายอะไรได้ก็จะขาย ผู้คนกำลังจะอดตาย  ประชาชนหลบหนีออกไปจากเมืองอันอดอยากหิวโหยสู่นครหลวงเพื่อให้ชีวิตรอด กาโลก็เช่นเดียวกัน  เขาไม่มีงานทำ   เงินที่เก็บสะสมไว้กำลังจะหมด

          กาโลจำต้องขายอุปกรณ์ตีเหล็กด้วยน้ำตา และออกเดินทางมุ่งสู่เมืองหลวงทิ้งลูกสาวให้อยู่กับน้าของเธอ  ด้วยความหิวเขาขโมยกล้วยทำให้ถูกจับติดคุกต้องทำงานหนัก   ๓  เดือน  ในคุกเขาได้กลายเป็นนักโทษหมายเลย ป.๑๔ ได้พบกับหนุ่มน้อย บ. ๑๐ ที่ถูกพิพากษาให้ทำงานหนัก ๑ ปี เพราะไปปลุกเร้าให้ประชาชนผู้หิวโหยในเมืองหลวงเข้าปล้นร้านอาหาร  และ ณ ที่แห่งนี้ บ. ๑๐ ได้แนะนำถึงการดำรงชีวิตหลังพ้นคุกเพื่อความอยู่รอดในเมืองหลวง ในสภาพการณ์แห่งสงคราม และการดำเนินชีวิตเพื่อลูกสาวของกาโลเอง

          เมื่อพ้นออกจากคุก กาโลแอบโหนรถไฟเข้าสู่เมืองหลวง เขาไม่สามารถเลือกงานได้ ด้วยข้อจำกัดของสงคราม ความรู้ และวรรณะ จึงทำให้เขาต้องรับจ้างเก็บซากศพ  เป็นแมงดาในซ่องโสเภณี  ในการเป็นแมงดานี้ทำให้เขาพบกับเลขา  ลูกสาวของเขาที่ถูกหลอกมาขายตัว  เขาจึงพาเลขาหนีออกมาจากซ่องด้วยความเจ็บปวด  หัวใจแทบสลาย

          บนทางแยกของชีวิต เมื่อไม่มีหนทางให้เลือกเดิน ประกอบกับความแค้นต่อสังคมที่กระทำต่อลูกสาวของเขา  เขาจึงได้นำข้อแนะนำของ บ. ๑๐ มาปฏิบัติ คือปาฏิหาริย์แห่งพระศิวะโดยการสกัดหินเป็นรูปพระศิวะแล้วฝังลงบนพื้นดิน  ภายใต้รูปหินมีเมล็ดถั่วเขียว  เมื่อรดน้ำลงบนพื้นดิน ถั่วที่อยู่ภายในนั้นก็จะพองขึ้นๆ ดันเอาหินรูปพระศิวะนั้นผุดขึ้นมาบนพื้นดิน  เขากลายร่างมาเป็นพราหมณ์ที่สุขุม  ส่วนเลขาก็กลายมาเป็นพราหมณ์ที่สวยงามและเศร้าสร้อย เสมือนไร้วิญญาณ

          หลังการปรากฏกายของพระศิวะ  กระแสแห่งความศรัทธาก็ได้สร้างเทวาลัยอันยิ่งใหญ่ขึ้น ณ บริเวณนั้น  โดยมีกาโลในบทบาทของนักบวชนาม มงคล อธิการี มีพราหมณ์แท้และเลขาเป็นผู้ช่วย  เมื่อ บ. ๑๐ ออกจากคุก  มาอาศัยอยู่กับกาโล รักใคร่กับพราหมณ์สาวเลขา แต่ปฏิเสธการเป็นชนชั้นพราหมณ์

          สุดท้าย...กาโลเปิดเผยความจริงถึงกลลวง ที่มาของเขา ที่มาของเทวาลัย จนเกือบจะถูกทำร้ายจากชนชั้นที่สูงกว่าเขา แต่เขาก็ชนะใจชนชั้นต่ำที่ชื่นชมเขาในฐานะที่สามารถหลอกลวงกดขี่แก้แค้นชนชั้นที่สูงกว่าได้.

          - ผมเป็นเพียงหนอนตัวหนึ่งเท่านั้นแหละครับ ผมจะเป็นหรือจะตายมันไม่แปลกอะไร  แต่ผมมีลูกสาวคนหนึ่ง มันไม่มีแม่ มันมีก็แต่ผมคนเดียวแหละครับ จันทรเลขาลูกผมมันจะต้องอยู่

          - ร่างใหญ่โคลงเคลงของเขาเดินลากขาออกไปจากคอกจำเลย...แต่ส่วนหนึ่งของเขายังคงอยู่ ณ ที่นั้น ไม่มีวันจะได้คืนกลับมา บางสิ่งในตัวของเขาได้จากออกไปแล้ว  และกาโลช่างตีเหล็กแห่งชารนาจะไม่มีวันเป็นกาโลคนเก่าทั้งตัวได้อีกเลย

          - เราเป็นคนชั้นต่ำ เป็นผงคลีดิน ไอ้พวกที่เป็นเจ้านายมันสาปแช่งด่าทอเราเพราะมันกลัวเรา มันชกเราตรงที่เจ็บปวดรวดร้าวมากที่สุด ตรงท้องของเรานี่ เราต้องชกตอบ

          - ในกระบวนคุณธรรมทั้งหลาย จะมีอะไรเล่าที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการอุทิศตนเพื่อความดี

          - อาหารของใจ ก็มีการผลิตและซื้อขายกันเช่นเดียวกับอาหารของท้อง ถึงวิธีของการค้าทั้งสองนั้นจะแตกต่างกัน แต่ลุงก็ต้องซื้อมันทั้งสองอย่างด้วยเงินสดๆ ราคาแพงลิบทั้งนั้น เทวาลัยก็คือตลาดและพราหมณ์ก็คือพ่อค้า ประชาชนชาวบ้านพร้อมเสมอที่จะจ่ายเงินแพงแสนแพงเพื่อซื้ออาหารหล่อเลี้ยงร่างอีกร่างหนึ่งซึ่งอยู่ภายในตัวของเรา

          - ไอ้เรือนร่างของเราที่เห็นอยู่นี้ก็คือผงคลีดิน มันย่อมกลับคืนไปเป็นดินเป็นลมต่อไป แต่ร่างกายภายในนั้นไม่มีวันตาย เป็นอมตะ เหมือนไฟหรือแสงสว่าง  - ความยากจนกำลังเข่นฆ่าไปทั่วดินแดนอันดีงามของเบงกอล

          - พวกพราหมณ์ถือเอกสิทธิ์ในการค้าอันนี้ ถ้าจะแย่งยื้อเอาสิทธิ์นั้นมาเสียจากพวกพราหมณ์ ลุงก็ต้องเป็นพราหมณ์เสียเองก่อน มีอะไรล่ะที่เป็นเครื่องหมายบ่งว่าพราหมณ์ผิดแผกจากมนุษย์...มีเพียงไอ้สายธุรำศักดิ์ที่ห้อยเฉวียงบ่าอยู่นั่นไงเล่า มีการกระทำพิธีมอบสายสะพายด้ายนี้ให้กันในระหว่างที่ยังเป็นเด็ก และนับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นไป เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้เกิดสองหน...

          - คุณหมอแกต้องการศพไปเราะเอากระดูกชำแหละเอาเนื้อหนังออก แล้วทำความสะอาด  แล้วไอ้กระดูกนี้แหละจะส่งลงเรือข้ามน้ำข้ามทะเลไปขายเมืองนอกไกลลิบโน้น

          - ถ้าหากว่าเธอตายเสียแล้วล่ะ เขาก็คงไม่ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป  จันทรเลขาคือแสงสว่างโชติช่วงเพียงดวงเดียวในกายของเขา เธอคือเหตุผลประการเดียวเท่านั้นที่เขาจะต้องดำรงชีวิตอยู่

          - ยี่ห้อขโมยตราติดใบหน้าของเขาเสียแล้ว ต่อไปนี้ก็คงจะมีตราของซ่องโสเภณีประทับลงบนใบหน้าอีกดวง

          - เขากลายมาเป็นตัวแทนคนหนึ่งของหญิงประเภทนี้ เขา,กาโลกำลังมาช่วยกิจการขายเรือนร่างอันเป็นๆ ของหญิงเหล่านี้ซึ่งถึงแม้นมันจะเป็นเรือนร่างที่ยังเป็นๆ แต่มันก็ตายด้าน ตายพอๆ กันกับร่างของผู้คนที่เขาขนไปให้หมอเพื่อชำแหละเอาโครงกระดูก

          - มันไม่ใช้สายเชือกด้ายดิบธรรมดา หากเป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์ของพราหมณ์  การสวมคล้องสายนี้ทำให้เขาต้องต่อสู้อย่างหนักกับความรู้สึกทางศีลธรรม มันเป็นการฉ้อฉลหลอกลวงอย่างมหันต์ทีเดียวที่เขาตั้งตัวขึ้นเป็นชนวรรณะสูง สูงที่สุดซึ่งโดยที่จริงแล้วเขาอยู่ต่ำต้อยห่างไกลฐานะเช่นนี้เหลือเกิน ไม่เคยมีใครเลยทั่วทั้งแผ่นดินเบงกอลที่กล้าทำสิ่งอันอหังการท้าทายอย่างนี้ 

          - และด้วยการกระทำเช่นนี้นั่นเองแหละที่เป็นเสมือนเขาได้โยนแอกอันหนักอึ้งในอดีตทิ้งไป และเย้ยหยันวันคืนที่ผ่านมาแล้วในชีวิตอันยาวนานราวสักสามพันปี การสวมคล้องสายเชือกด้ายศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ เท่ากับว่าเขาได้ถอนตนออกจากรากเหง้าเก่าแก่ดั้งเดิมแล้วโดยสิ้นเชิง...ความตกใจกลัวในการกระทำเช่นนั้นตามติดมาด้วยความโล่งใจอย่างล้ำลึก เขาได้ก้าวข้ามฐานะที่ชาติกำเนิดและสายเลือดได้กำหนดให้มาแก่เขาแล้ว ความร่าเริงแจ่มใสและความกล้าหาญอย่างใหม่ได้หลั่งไหลเข้ามาจนเต็มเปี่ยม...เขายิ้มกับตัวเองเมื่อนึกย้ำถึงถ้อยคำอันคุ้นหูและมั่นใจนี้ เขาไม่ใช่ผงคลีต่อไปอีกแล้ว เขากำลังจะเป็นเสาใหญ่ของสังคม เสาที่สร้างขึ้นด้วยถั่วเพียงสองเชียร์ ฮา นี่แหละคือวิธีที่จะแก้แค้นละ ช่างตีเหล็กกลับมาเสวยชาติใหม่เป็นพราหมณ์ คนขี้คุกและคนคุมซ่องกลายเป็นเจ้าอธิการเทวาลัย

          - ในใจจริงนั้น  เขาปรารถนาที่จะเป็นช่างตีเหล็กของเมืองกระจ้อยร่อย ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ตั้งแต่ย่ำรุ่งไปจนเที่ยงคืน เพียงเพื่อให้ได้ข้าวมาสักกำมือ เพื่อให้เลขาและตัวเขาเอง เช่นนี้มากกว่า  แต่นั่นมันเป็นไปไม่ได้และทางสายกลางก็ไม่มีที่จะให้เขาเดิน  เขาขึ้นไปนั่งขี่คร่อมอยู่บนความโกหกหลอกลวงอันเปรียบเสมือนเสือร้ายซึ่งเขาจะลงจากหลังมันไม่ได้เสียแล้ว เพราะเสือมันจะกระโจนตะปบขึ้นคร่อมเขาและขย้ำกลืนเขาอย่างไม่มีปัญหา

          - ในที่สุดลุงก็ได้เลือกแนวทางที่ถูก ลุง-เพื่อนยาก ลุงมีชัยชำนะเหนือพวกเหล่านั้นและเหนือตนเอง  สิ่งที่ลุงได้กระทำลงไปในขณะนี้ จักหล่อหลอมวิญญาณนับร้อยนับพันของพวกเราให้แข็งแกร่งเหมือนเหล็กกล้า  เรื่องของลุงจะเป็นนิยายแห่งอิสรภาพ นิยายที่จะบันดาลใจและปลุกประชาชน

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน thep



ความเห็น (1)

อักขณิช
IP: xxx.204.128.20
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

ผมอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้หลายรอบแล้วครับ ทั้งภาคไทยและภาคอังกฤษ

ได้ข้อคิดหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะการดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตของตนเองอยู่รอดของมนุษย์

ตอนท้าย....ผมสงสารกาโล มากๆ เลยครับ