เรียน ท่านสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน
กระผมนำเสนอผลงานด้านสังคม ได้นำข้อคิดข้อเขียนเสนอผ่านเว็บไซต์ “ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก”
กระผมมีกำลังใจอย่างยิ่งที่ท่านเข้าชมเป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งยังแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องตลอดมา กระผมจะทยอยข้อคิดข้อเขียนถึงท่านอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ผ่านเว็บไซต์ดังที่ให้ไว้ข้างล่าง
ขอแนะนำครับ
ท่านคลิกเว็บที่ให้ไว้นี้ สู่เว็บได้ทันที (ท่านไม่ต้องพิมพ์เว็บให้เสียเวลา)
คลิกเลยครับ
และ
http://www.nature-dhama.ob.tc
"เคารพโต๊ะครู" ได้ยินที่ครูพูด บางคนก็หัวเราะ บางคนรู้สึกแปลกใจ
คนที่รู้สึกเฉย ๆมีไม่ ครูเห็นว่ามีหลายหลากความคิด
กลุ่มที่หัวเราะคือพวกที่คิดอะไรง่าย ๆ มองอะไรเพียงผิวเผิน คือคนที่
ไม่มีการพิจารณา คนที่ไม่มีการวิเคราะห์ คนประเภทนี้เชื่ออะไรง่าย ๆ เชื่ออย่างไม่ใช้ข้อมูล ไม่มีเหตุผลนั้นเอง หรือมีบ้างแต่ก็ไม่ลึกซึ้ง นี่ไม่ได้สอน
ให้เป็นคนหัวดื้อหัวแข็งนะ แต่สอนให้เป็นคนมีเหตุมีผล
คนประเภทอย่างนี้ถ้าสมมุติว่ามองต้นไม้สักต้น ก็มองแต่รูปภายนอก
บอกได้ว่าต้นใหญ่ ต้นเล็ก สวยไม่สวยในความคิดของตน ไม่ได้มองไปถึง
ด้านอื่น ๆ เช่นประโยชน์ โทษ แก่นที่อยู่ภายในหรืออื่น ๆ ที่มากไปกว่านี้
ส่วนกลุ่มที่รู้สึกแปลกใจ ทำตาโต หรือทำตาเหลือกอะไรก็แล้วแต่
แต่ก็ไม่หัวเราะ พวกนี้ยังนึกสงสัย คำว่า "โต๊ะครู"
กลุ่มนี้คงจะคิดว่า "โต๊ะครู" (คำถิ่นใต้เรียกผู้อ่านคัมภีร์อัลกุรอานของ
ศาสนาอิสลาม) เป็นบุคคล ไม่ใช่โต๊ะของครูที่ในห้องเรียน หรือไม่ก็โต๊ะครู
ในห้องเรียนนั้นแหละแต่จะเคารพกันอย่างไร ยังคิดอยู่จึงไม่ตัดสินใจหัวเราะ
นักเรียนกลุ่มนี้เป็นประเภทที่มองต้นไม้ต้นเดียวกับกลุ่มแรกแต่มองใน
หลายด้าน หลายลักษณะ มองทั้งภายนอก และยังจิตนาการไปถึงภายใน
บุคคลประเภทนี้ เป็นคนใช้เหตุผล มีการวิเคราะห์ ไตร่ตรองเขาจึง
เชื่ออะไรอย่างมีเหตุผล
สำหรับกลุ่มสุดท้ายคือพวกเฉย ๆ พวกนี้น่ากลัวมาก ทำไมครูพูดว่า
น่ากลัว ก็คือพวกไม่ฟัง คนที่ไม่ฟัง หรือฟังไม่เป็นไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีของ
นักเรียน คนเราจะเกิดปัญญาเพราะด้วยการฟังด้านหนึ่งด้วย ตัวอย่าง
พระอานนท์ที่ครูเคยพูดให้ฟัง
โต๊ะครูที่พูดก็คือโต๊ะครูที่อยู่ในห้องเรียน ทำไมต้องเคารพ และ
เคารพอย่างไร
เดี๋ยวนี้นักเรียนไม่ได้เครารพโต๊ะครูเสียแล้ว อาจเป็นเพราะคุณครูปัจจุบัน
ไม่ได้เน้นย้ำในเรื่องนี้ อาจมองข้ามไป ครูสมัยก่อนเน้นย้ำเรื่องนี้มาก ถือว่า
โต๊ะของคุณครูก็คือตัวแทนของครู เสมือนครูคนหนึ่ง ดังนั้นนักเรียนจะไปนั่ง
ที่โต๊ะนี้ไม่ได้ คนที่ไปนั่งเล่นที่โต๊ะครู ก็คือคนที่ไม่เคารพครู ยิ่งไปค้นคว้า รื้อ
หาสิ่งของก็ถือว่าเป็นเรื่องละเมินเช่นเดียวกัน
เมื่อครูปลูกฝังไว้อย่างนี้นักเรียนก็มีความเกรงใจ หากใครละเมินก็ถือว่า
บุคคลนั้นไม่มีสัมมาคารวะต่อครู ไม่เคารพครู เป็นเรื่องที่น่าละอายใจ นักเรียน
สมัยก่อนจึงไม่นั่งที่โต๊ะครู ไม่รื้อหาสิ่งของใด ๆ ที่โต๊ะครู
การปลูกฝังเช่นนี้เป็นการสร้างนิสัยให้รู้จักที่สูงที่ต่ำ สร้างจิตสำนึกให้คนรู้จักคำว่าเกรงใจ สอนให้เป็นคนซื่อสัตย์ และที่สำคัญจะโยงไปที่เรื่องสอนให้เป็นคน
ไม่ใช้นิสัยหน้าไหว้หลังหลอก
เรื่องสอนให้เป็นคนที่ไม่มีนิสัยหน้าไหว้หลังหลอกถือว่าสำคัญเช่นกัน การที่
นักเรียนไม่กล้านั่งที่โต๊ะครูก็ดี ไม่รื้อหาสิ่งของในโต๊ะครูก็ดี ถือว่าเป็นคนซื่อสัตย์
ไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ด้วยเหตุผลที่ว่า แม้ครูไม่ได้อยู่ก็ยังเคารพ เชื่อฟัง
ไม่กล้าทำผิด ต่อหน้าครูก็ไม่ทำผิด ลับหลังครูก็ไม่กล้าทำผิด การที่ปฏิบัติได้เช่นนี้
แสดงว่าเขาไม่มี "นิสัยหน้าไหว้หลักหลอก"
บุคคลที่ไม่มีนิสัยหน้าไหว้หลังหลอก จะเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้ รู้จักว่า
อะไรผิด อะไรถูก อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ รู้จักเคารพกฎระเบียบที่วางไว้
เหล่านี้ก็จะโยงไปถึงเรื่องความรับผิดชอบเป็นสำคัญ คนที่มีคุณธรรมในข้อ
มีความรับผิดชอบถือว่าเป็นบุคคลที่สามารถควบคุมตัวเองได้ ทำอะไรก็จะมีความ
ตั้งใจ ไม่ต้องมีใครคอยย้ำเตือนก็ทำงานที่มอบหมายหรือทำงานในหน้าที่ให้สำเร็จ
ได้ด้วยดี
การเคารพโต๊ะครูจึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ที่นักเรียนต้องยึดปฏิบัติ
และคุณครูก็ต้องช่วยกันให้คุณธรรม ปลูกฝังในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และจริงจัง
ครูคิดว่านักเรียนคงเข้าใจ และเห็นความสำคัญในเรื่องที่ครูพูดในวันนี้ สวัสดี