สังคมอุดมปัญญาสมัยนี้กำลังต้องการผู้ใหญ่และผู้บริหารที่รู้จัก "ถอยหลังเข้าคลอง"

อยู่ในคลองคลื่นลมสงบ น้ำไหลเอื่อย ๆ เย็นใจ คลองคือสภาพวิถีชีวิต "ความเป็นไทย"

ทุกวันนี้ระบบการศึกษาเดินหน้าฝ่าคลื่นลมมรสุมในทะเล ด้วยการทะยานไปตามกระแส "ทฤษฎีนิยม " คือ เขานิยมอะไรประเทศก็ทำตามไปอย่างนั้น

ถ้าหากวันนี้มีผู้บริหารการศึกษาไทย ย้อนกลับมาให้ความสำคัญกับ "มดงาน" ตัวเล็ก ๆ ที่มีแนวคิดแบบน้อย ๆ ผุดขึ้นในระหว่างย่างก้าวของการเดิน ความคิดน้อย ๆ ที่บิดและวนกันเป็นเกลียวเชือกนี้เองจะเป็น "พลัง" ที่ฉุดเรือแห่งการศึกษานี้ออกสู่มหาสมุทรที่กว้างใหญ่

ประเทศเรามีคนแคร์ และให้ความสำคัญกับทฤษฎีต่างประเทศเยอะแล้ว แต่ขาดคนที่จะให้การยอมรับภูมิปัญญาของนักวิชาการไทยด้วยกันเอง

นักวิชาการตาดำ ๆ ผิวสีคล้ำที่มักถูกตอกย้ำว่าสู้คนต่างชาติตาสีน้ำข้าวไม่ได้

เรามักยอมรับทฤษฎีทุกที่ในโลก และมักปฏิเสธทฤษฎีของคนในบ้านซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน

เราควรจะให้กลับมาให้ความสำคัญกับคนในบ้านให้มากขึ้น เหมือนพ่อเหมือนแม่ที่ฟังความคิดเห็นของ "ลูก"

พ่อแม่มักจะมองว่าสิ่งที่ลูกพูดนั้น "ไร้สาระ" และมักจะชื่นชมคำพูดอันแสนหวานจากคนต่างบ้าน ต่างเมือง

เป็นการยากเหมือนกันนะที่จะให้พ่อแม่มาฟังคำลูก เพราะอย่างไงคนไทยก็คิดว่า "พ่อแม่นั้นอาบน้ำร้อนมาก่อน" พ่อแม่ถูกหมด ลูกผิดหมด

ถึงแม้นว่าลูกจะพูดถูก ก็ต้องรอจนกว่าคนนอกบ้านจะบอกว่าเรื่องนั้นถูกตรงตามที่ลูกพูด พ่อแม่ถึงจะเชื่อ แต่ก็ไม่ได้เชื่อลูกนะ เชื่อคนนอกบ้าน

ทิฏฐิ มานะ จึงเป็นตัวขวางกั้นความเจริญของประเทศ

อัตตา ตัวตน ที่ไม่เชื่อจิต เชื่อใจ เชื่อในภูมิปัญญาไทยด้วยกันจึงเป็นแรงผลักดันให้ทฤษฎีต่างชาติครอบงำบ้านเมือง

จะทำอย่างไรให้คนไทยเชื่อใจคนไทยด้วยกัน เชื่อว่าความรู้ ประสบการณ์ หลักการนี้ "เหมาะสม" สำหรับคนไทย เมืองไทย และระบบการศึกษาไทย

จะทำอย่างไรไม่ให้ระบบการศึกษาไทยไหลเลื่อนไปตามกระแสทฤษฎีจากทั่วโลกที่ถาโถมเข้ามา

วันนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเหนื่อยมากที่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานทุก ๆ ครั้งที่เปลี่ยนผู้บริหาร

แล้วประเทศของเราจะเปลี่ยนแปลงระบบงานอีกสักเท่าไหร่ กว่าที่ผู้บริหารไทยจะศรัทธาคนไทยด้วยกัน...


ระบบการวิจัยของการศึกษาไทยในทศวรรษ น่าจะมีอะไรดีกว่าการนำปราชญ์ชาวบ้าน นำคุณครู นำพี่น้องในชุมชนไปทำกิจกรรมในห้องแคบ ๆ ที่ถูกอัดแน่นด้วยทฤษฎีการจัดอบรม สัมมนาที่มาจากต่างประเทศ

ถ้าหากระบบการประชุม จัดกิจกรรมอะไรต่อะไรเหล่านั้นเลิศและศิวิไลซ์จริง ระบบการศึกษาไทยน่าจะได้ความรู้ที่เลิศปานนั้นเช่นกัน

เราทำกับปราชญ์ชาวบ้าน คนในชุมชน ผู้มีความรู้ที่ถูกเชิญมาในห้องเหมือนกับเขาเป็นบุคคลชั้นสอง อย่างไร อย่างไร เขาก็มีความรู้เป็นรองนักวิชาการที่มีคำหน้าชื่อที่เลิศหรูและอลังการไปตลอดชั่วกาลนาน...