ชื่อหนังสือ : การบริหารจัดการนวัตกรรม
ผู้แต่ง : RALPH KATZ (แคทซ์,ราล์ฟ)
สำนักพิมพ์/ปีที่พิมพ์ : เอ็กซเปอร์เน็ท/2550
สรุปประเด็นสำคัญจากการอ่าน
1.การค้นหาความคิดใหม่
“การค้นหาความคิดใหม่ หรือเวลาแห่งการเปิดตะเกียงวิเศษ”
นวัตกรรมที่เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงส่วนใหญ่นั้นจะเป็นผลลัพธ์ของความรู้ใหม่ ถึงแม้ว่านวัตกรรมที่มีพื้นฐานมาจากความรู้ใหม่จะมีประสิทธิภาพ แต่ช่วงเวลาระหว่างการพัฒนาความรู้ และการเปลี่ยนแปลงให้เป็นสินค้าที่สามารถใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ก็กินเวลานานมาก อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ต้องใช้เวลากว่า 50 ปี ถึงจะนำเข้าตลาดได้ ส่วนการสื่อสารผ่านดาวเทียมก็ยิ่งใช้เวลานานกว่านั้น ถึงแม้การสร้างนวัตกรรมจากความรู้ใหม่จะใช้เวลานานมากแต่ผลตอบแทนที่ได้ก็มหาศาล
การใช้ประโยชน์จากความคิดของลูกค้า
ลูกค้าสามารถเป็นต้นคิดของนวัตกรรมได้อย่างไม่สิ้นสุด ถ้าหากพนักงานขาย พนักงานผู้ให้บริการ และเจ้าหน้าที่วิจัยและพัฒนายอมฟังในสิ่งที่พวกเขาพูด และศึกษาให้ลึกขึ้นไปอีก ตัวอย่างเช่น ลูกค้ามักจะเป็นข้อมูลที่ดีที่สุดในการหาจุดอ่อนของผลิตภัณฑ์ที่มีในปัจจุบัน “มันเป็นอุปกรณ์ที่ดีมาก และฉันจะใช้มันบ่อยกว่านี้ ถ้าหากว่ามันใส่ลงในกระเป๋าเอกสารของฉันได้” (ความคิด : ทำให้อุปกรณ์นี้มีขนาดที่เล็กลง)
ลูกค้ายังอาจเป็นแหล่งที่ดีที่สุดในการระบุปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขออกมาด้วย “ร้านพิซซ่าของเราขายไม่ดีนักในช่วงมื้อเที่ยง เพราะมันใช้เวลานานเกินไปในการเตรียมเครื่องปรุง และอบพิซซ่าแบบปกติ” (ความคิดที่ 1 : พัฒนาเตาอบที่สามารถลดเวลาในการอบลงครึ่งหนึ่ง และความคิดที่ 2 : พัฒนาพิซซ่าที่ลดเวลาในการทำลงเหลือครึ่งหนึ่ง)
จงระวังความเป็นเผด็จการของตลาดที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน
มีสิ่งหนึ่งที่คุณต้องระวังในการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าก็คือ พวกเขาสามารถจะทำให้คุณหันเหไปจากความตั้งใจเดิม เกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมได้ นักธุรกิจที่ดีจะได้รับประโยชน์จากการรับฟังลูกค้า แต่การยึดติดกับความคิดของลูกค้าในปัจจุบันมากเกินไปก็อาจเป็นตัวขัดขวางนวัตกรรม และทำให้บริษัทของคุณติดอยู่กับเทคโนโลยีที่ไม่มีอนาคตได้ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 1 ลูกค้าไม่เข้าใจความเป็นไปได้ทางเทคนิค และ 2 เมื่อลูกค้ากลัวว่านวัตกรรมจะทำให้ระบบที่พวกเขาใช้อยู่ล้าสมัย
การเรียนรู้จากกลุ่มผู้ใช้ที่มีหัวก้าวหน้า
ผู้ที่มีหัวก้าวหน้าก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีประโยชน์ในการค้นหาความคิดที่เป็นนวัตกรรม โดยผู้ใช้ที่มีความคิดล้ำหน้าเหล่านี้มักมีความต้องการล้ำหน้าแนวโน้มของตลาดในขณะนั้น พวกเขาอาจเป็นนักรังสีวิทยาที่พยายามค้นหาวิธีที่ดีกว่าในการสแกนภาพหรืออ่านความหมายจากภาพ พวกเขาอาจเป็นทหารอากาศ นักกีฬาอาชีพ หรือวิศวกรที่ค้นพบวิธีดัดแปลงอุปกรณ์ที่ไม่มีวางขายในตลาด เพื่อให้ใช้กับงานของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น โดยความต้องการของพวกเขานั้นจะเป็นสิ่งที่จูงใจให้สร้างนวัตกรรมที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของพวกเขา และมันก็มักจะเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ผลิตจะคิดได้อีกด้วย
ข้อควรรู้
ผู้ใช้ที่มีหัวก้าวหน้ามักไม่ค่อยสนใจในการนำนวัตกรรมของพวกเขาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ แต่พวกเขาจะสร้างนวัตกรรมที่ทำให้พวกเขาบรรลุจุดมุ่งหมาย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมของพวกเขามักถูกนำไปปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความต้องการของตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ที่เกิดขึ้นในอีกหลายเดือนหรือหลายปีต่อมาก็เป็นได้
การออกแบบที่เข้าถึงใจคน
หนึ่งในปัญหาที่ผู้สร้างนวัตกรรมต้องประสบเมื่อพยายามพิจารณาหาความต้องการของตลาดก็คือ ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอาจไม่รู้ หรือไม่สามารถอธิบายความต้องการในอนาคตของพวกเขาได้เสมอไป ด้วยเหตุที่ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีเทคโนโลยีอื่นใดที่มีความเป็นไปได้บ้าง พวกเขาจึงมักจะระบุความต้องการออกมาในรูปของผลิตภัณฑ์หรือบริการในปัจจุบันที่พวกเขาคุ้นเคย การสร้างนวัตกรรมที่ก้าวไกลเกินกว่าการเพียงแค่ปรับปรุงสิ่งที่คุ้นเคยกันอยู่แล้วให้ดีขึ้นได้นั้น คุณจะต้องระบุความต้องการและแก้ปัญหาที่ลูกค้าอาจจะยังไม่ตระหนักถึง การออกแบบที่เข้าถึงใจคนนั้น เป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
โดโรธี เลียวนาร์ด (DOROTHY LEONARD) และ เจฟฟรีย์ เรย์พอร์ต (JEFFREY RAYPORT) ได้อธิบายเอาไว้ว่าการออกแบบที่เข้าถึงใจคนนั้นเป็นกระบวนการ 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. สังเกต ตัวแทนของบริษัทจะทำการสังเกตคนเวลาที่พวกเขาใช้สินค้าในบ้านหรือที่ทำงานของพวกเขา โดยคำถามที่สำคัญในขั้นตอนนี้ก็คือ ควรจะจับตาดูใคร? และใครควรจะเป็นผู้ทำการสังเกต
2. เก็บข้อมูล ผู้ทำการสังเกตควรทำการเก็บข้อมูลว่าคนทำอะไร? ทำไมพวกเขาถึงทำมัน? และปัญหาอะไรที่พวกเขาพบ?
3. ทบทวนและวิเคราะห์ ในขั้นตอนนี้ ผู้ทำการสังเกตจะกลับไปยังบริษัทเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขากับเพื่อนร่วมงาน การคิดทบทวนและการวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น อาจทำให้ผู้ทำการสังเกตกลับไปสังเกตการณ์เพิ่ม ณ สถานที่นั้น
4. ระดมความคิด ขั้นตอนนี้จะใช้เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่สังเกตมาได้ให้เป็นแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้
5. พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ตัวผลิตภัณฑ์ต้นแบบนี้จะทำให้คนเห็นแนวคิดใหม่ได้อย่างชัดเจน โดยเป็นการเปิดโอกาสให้คนได้ทดลองใช้ เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ที่จะมาเป็นลูกค้าในอนาคต
2.สิ่งที่ผู้นำต้องทำ
การสร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับนวัตกรรม
2.1 ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการแข่งขันขององค์กร เพื่อให้พนักงานปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับปัญหาในปัจจุบัน และปัญหาที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในอนาคตขององค์กร
2.2 ทำให้เกิดการสนทนาเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับ
2.3 เปิดโอกาสให้พนักงานได้บอกข้อมูลกับผู้บริหาร เกี่ยวกับความไม่น่าพึงพอใจและปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญ
2.4 กำหนดมาตรฐานให้สูง และคาดหวังให้คนทำได้ตามนั้น
ใบงานที่ 1.1 สรุปหนังสือที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจัดการ
การบริหารจัดการนวัตกรรม
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
รัตนาภรณ์ แววกระโทก · 26 มิ.ย. 2554
อลิสา อินทร์ประเสริฐ · 26 มิ.ย. 2554
รัตนาภรณ์ แววกระโทก · 26 มิ.ย. 2554
อลิสา อินทร์ประเสริฐ · 26 มิ.ย. 2554
รัตนาภรณ์ แววกระโทก · 26 มิ.ย. 2554
อลิสา อินทร์ประเสริฐ · 26 มิ.ย. 2554