กระบวนทัศน์พัฒนาหลักสูตรตามสากล (global agenda to curriculum): วาระสุดท้ายของกระบวนทัศน์ท้องถิ่น?


ผู้เรียนและสังคมไทยอาจจะไม่ใช่จุดตั้งต้นของการพัฒนาหลักสูตรชาติอีกต่อไป

 

มาร่วมสร้างประชาคมการสอนภาษาไทยให้มีหลักการ มีทฤษฎีและมีชีวิต

 

เฉลิมลาภ ทองอาจ

 

             กรอบแนวคิดของการพัฒนาหลักสูตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นกรอบแนวคิดของหลักสูตรอิงมาตรฐาน ซึ่งมีพื้นฐานจากแนวคิดเหตุผลนิยมเชิงวิทยาศาสตร์  (scientific rationalism)  ซึ่งเชื่อในเรื่องของการกำหนดประวัตถุประสงค์หรือผลผลิต  (product approach)  ที่พึงได้จากการศึกษา คำถามที่นักหลักสูตรควรที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ ผลผลิตหรือผลลัพธ์นั้นคืออะไรบ้าง และใครเป็นผู้กำหนด  คำถามเกี่ยวกับ "ใคร" คือการพยายามที่หาคำตอบว่า ใครมีหน้าที่ที่จะกำหนดผลผลิตที่ได้จากการศึกษา คำตอบโดยทั่วไปอาจจะให้ความสำคัญกับสังคม ที่การศึกษานั้นรับผิดชอบอยู่ คำถามต่อไปคือ แล้วสังคมระดับใดกัน ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดหลักสูตร  นักหลักสูตรได้แก่  Teodoroa  และ  Estrelab  (2010) ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนในประเด็นนี้สรุปได้ว่า  การตัดสินใจเกี่ยวกับหลักสูตร (เฉพาะหลักสูตรกลุ่มผลผลิต)  ไม่ว่าจะเป็นระดับโรงเรียนหรือระดับชาติก็ตาม ปัจจุบันนี้เป็นการตัดสินใจภายใต้กระบวนการที่เรียนกว่า "กระบวนการผสมผสาน" (hybrid process) ระหว่างค่านิยมสากล (global value)  และความต้องการของตลาด  (market  demand)  โลกาวิวัตน์  ซึ่งนักหลักสูตรและการสอนจำเป็นต้องเฝ้ามองการปรากฏขึ้นของกระบวนการนี้อย่างระมัดระวัง เพราะเป็นไปได้ว่ากระบวนทัศน์สากลนี้ อาจเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนทัศน์ของหลักสูตรท้องถิ่นและเบี่ยงเบนเป้าหมายของการพัฒนาคนให้เป็นไปตามที่สังคมโลกต้องการ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  ดังที่นักหลักสูตรทั้งสองคนได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้ 

 

              การเติบโตของการศึกษาในปัจจุบันนี้เป็นปรากฏการณ์ในระดับสากลหรือการพัฒนาไปสู่   “ความเหมือนกัน” (isomorphism)  ในทุกภูมิภาคของโลก ถึงแม้ว่าการศึกษาและระบบโรงเรียนจะมีฐาน    มาจากท้องถิ่นก็ตาม  ทั้งนี้เนื่องจากเกิดขึ้นในบริบทของกระบวนการรวมตัวกันของประเทศ  ซึ่งขณะนี้ค่อยๆ รวมตัวกันเพื่อให้ก้าวไปสู่โลกเศรษฐกิจแบบทุนนิยม  เช่น ในกรณีของการรวมกันเป็นสหภาพยุโรป  (EU)  ประชาคมอาเซียน (กำลังดำเนินการ)  การให้การศึกษาแบบเดียวกันให้กับกลุ่มโรงเรียนจึงเป็นวิธีการสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างรัฐสมัยใหม่  (modern state) ที่สามารถเข้าร่วมกลุ่มได้ 

 

            ประเด็นปัญหาการศึกษาในระดับนานาชาติ เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อมีระบบการดำเนินงานขององค์กรในระดับนานาชาติ เช่น  สหประชาชาติ (UN)  ซึ่งพิจารณาทั้งในด้านการเงินและการร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจ  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)  ธนาคารโลก (WB)  และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา  (OECD)  การดำเนินการด้านการพัฒนาขององค์กรเหล่านี้ก่อให้เกิดเครือข่ายที่กว้างขวาง  และพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของมโนทัศน์เกี่วกับการศึกษาเชิงเปรียบเทียบและให้ความสำคัญกับ  4 ประเด็น ได้แก่  1)  แนวคิดเกี่ยวกับความก้าวหน้าหรือการพัฒนา  2)  มโนทัศน์เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์  3)  ความคิดเกี่ยวกับความเป็นชาติและรัฐ และ 4)  ความหมายของวิธีวิทยาการเปรียบเทียบ   

 

            สำหรับประเทศไทย  ในกรณีของการเข้ามามีบทบาทขององค์การระหว่างประเทศนั้น  มีตัวอย่างชัดเจน เช่นในกรณีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา  (OECD)  องค์การนี้ก่อตั้งขึ้นในยุโรปโดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยเฉพาะเกี่ยวกับการศึกษาและการฝึกอบรม  โดยจะสนับสนุนประเทศที่เป็นสมาชิกด้วยการให้บริการด้านการสำรวจและการกำหนดตัวชี้วัด  ซึ่งจะใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการเปรียบเทียบในระดับนานาชาติในทุกด้านที่เกี่ยวกับการศึกษา  ทั้งนี้ตัวชี้วัดทางการศึกษาที่  OECD  สร้างขึ้นจะทำให้ทราบถึงจุดอ่อนของระบบการศึกษา และสามารถใช้เป็นแนวทางที่จะปรับปรุงนโยบายด้านการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  งานของ  OECD  จะมุ่งไปที่การสร้างตัวชี้วัดและการให้รายงานผลข้อมูลการศึกษาที่มีการรวบรวมจากแต่ละประเทศ  ผลจากการศึกษานี้มีอิทธิพลทั้งต่อประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา  โดยเฉพาะเมื่อ OECD ตีพิมพ์รายงานเรื่อง  “Education at a Glance” ในปี  1992  ซึ่งเป็นรายงานที่มีชื่อเสียงที่สุดต่อสาธารณะ  ในรายงานฉบับดังกล่าว ได้กล่าวถึงชุดของตัวชี้วัดใหม่ทางการศึกษาที่มีความสำคัญต่อการนำไปใช้ตัดสินใจในเชิงนโยบาย  นอกจากการนำเสนอตัวชี้วัดแล้ว  รายงานฉบับนี้ยังได้ให้ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบแก่ประเทศที่เป็นสมาชิก  ซึ่งสามารถจะนำไปใช้ในการกำหนดวาระหรือแนวนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาในอนาคต หรือใช้ในกระบวนการปฏิรูปการศึกษาที่ยังดำเนินอยู่ในหลายๆ ประเทศ แม้แต่กระทั่งประเทศไทย ซึ่งไม่ได้เป็นประเทศสมาชิกแต่ถือว่าเป็นหุ้นส่วนของการพัฒนา

 

            โครงการที่มีชื่อเสียงของ  OECD  และเกี่ยวข้องกับประเทศไทยก็คือ โครงการ PISA  ซึ่งเริ่มในปี ค.ศ. 1997 ผลจากโครงการนี้สามารถนำมาใช้ควบคุมและตรวจสอบระบบการศึกษา ในรูปแบบของการประเมินความสามารถในการแสดงออกหรือการปฏิบัติของผู้เรียน  โครงการนี้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในหลายระยะ ครั้งสุดท้ายดำเนินการในปี ค.ศ.  2006  โดยมีประเทศที่เข้าร่วมโครงการจำนวน  57  ประเทศ (ปัจจุบันได้ดำเนินการมาถึงรอบปี 2009 มีประเทศที่เข้าร่วม  65 ประเทศ) ในจำนวนนี้มีประเทศที่ไม่เป็นสมาชิก  OECD จำนวน  27  ประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีอีกหลายประเทศที่ต้องการจะเข้าร่วมในการศึกษาเชิงเปรียบเทียบดังกล่าว  การประเมินคุณภาพหรือความสามารถของผู้เรียนของโครงการ PISA  มุ่งประเมินความสามารถในด้านการคิดคำนวณ  (numeracy)  และการรู้หนังสือ (literacy) (ความสามารถในการอ่าน วิเคราะห์ ตีความ) ซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  ดังนั้น  PISA จึงมิได้ประเมินความรู้ตามหลักสูตร แต่มุ่งประเมินผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงให้เห็นแรงจูงใจในการเรียน  ความเชื่อเกี่ยวกับตนเองและยุทธวิธีการเรียนรู้ที่ใช้

 

            สิ่งที่โครงการ PISA  คาดหวังคือ  ผู้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงนโยบายจะได้นำผลการเปรียบเทียบ  ซึ่งก็คือข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการพัฒนาการศึกษาภายในประเทศให้เกิดผลสำเร็จ  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า  โครงการโลกาภิวัตน์หรือโครงการระหว่างประเทศขนาดใหญ่ที่มาทดสอบและประเมินทางการศึกษานั้น  ได้สร้างวาระ  (agenda)  สำหรับการศึกษาในระดับสากล  (global level)  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OECD ได้ใช้ตัวชี้วัดสำหรับการศึกษาเป็นเครื่องมือสำหรับการประเมินระบบการศึกษาภายในประเทศ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะสร้างการให้เหตุผลในระดับสากลขึ้นมา  (global  rationalization)  เหมือนกับการเปรียบเทียบและการสร้างข้อสรุปในเชิงนโยบาย 

 

            การสร้างนโยบายด้านการศึกษาของประเทศที่อยู่นอกระบบกลุ่มประเทศสมัยใหม่ (modern world system)  ได้เริ่มที่จะขึ้นอยู่กับข้อบังคับด้านกฎหมายและการสนับสนุนด้านเทคนิคขององค์กรระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  ตัวอย่างเช่น ผลการสำรวจของ PISA  ถือเป็นบทบาทพื้นฐานที่จะทำให้นโยบายด้านการศึกษาของประเทศต่างๆ เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้เนื่องจากโครงการได้กำหนดวาระ ซึ่งไม่เพียงแต่จะกล่าวถึงการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ แล้ว โครงการยังได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาอีกด้วย ประเทศที่ได้รับการประเมินโดย  PISA  สามารถใช้ผลการศึกษาเป็นแนวทางในการสร้างข้อบังคับ (mandate) เชิงนโยบายต่อไป 

 

            ประเด็นที่สำคัญของการกำหนดนโยบายจากองค์การหรือโครงการการพัฒนาในระดับสากลก็คือ  การที่มโนทัศน์ใหม่ๆ ของการพัฒนา เช่น  ความยั่งยืน (sustainable)  ได้รับการนำกลับมาเป็นตัวตั้งในการพัฒนาทุนมนุษย์  ได้มีผู้เสนอไว้ว่า  ผลกระทบที่เห็นได้มากที่สุดการของกระบวนการโลกาภิวัตน์นโยบายด้านการศึกษา (globalization on education policies)  มาจากการปรับโครงสร้างของหน่วยงานในระดับสูงของรัฐที่จะแข่งขันกัน  และดึงดูดให้มีการลงทุนด้านการศึกษาขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศหรือระดับนานาชาติเหล่านี้  อย่างไรก็ตาม  มีข้อสังเกตว่า  ถึงแม้ว่าโลกาภิวัตน์อาจจะเปลี่ยนแปลงทิศทางและตัวแปรของนโยบายการศึกษาของชาติ  แต่ก็ไม่สำคัญพอที่จะยกเลิกความเป็นเอกลักษณ์หรือลักษณะเฉพาะของแต่ละชาติ 

 

            การศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่า    การเปลี่ยนแปลงและกระแสความนิยมด้านการศึกษาในปัจจุบัน  จะได้รับการวิเคราะห์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของวาระในระดับสากล   ซึ่งแสดงให้เห็นปฏิกิริยาของระบบเศรษฐกิจที่มีต่อระดับนานาชาติ ซึ่งสามารถก้าวพ้นในเรื่องของเขตแดนไปได้  และในขณะเดียวกันนั้นก็ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย  อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจะเปลี่ยนแปลงกระบวนการภายในของรัฐ

 

            จากสมมติฐานว่า  มีวาระสำหรับการศึกษาที่กำหนดไว้อยู่ในระดับสากล  ข้อสังเกตประการหนึ่งจึงตั้งอยู่บนเรื่องที่ว่า จะทำอย่างไรให้วาระเหล่านี้สนับสนุนในเรื่องของระบบทุนนิยม หรือไม่ไปห้ามระบบหรือบทบาทของรัฐ ข้อสังเกตเหล่านี้ต้องได้รับการพิจารณาจากแรงกดดันที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระดับสากล  ซึ่งบางครั้งก็อาจจะไปจำกัดความเชื่อมั่นในการจัดการประเด็นเชิงนโยบายของรัฐ  ในยุคแห่งโลกาภิวัตน์นั้น  จึงมีทั้งประเด็นในเรื่องของความเป็นสากล (global  level) และความเป็นรัฐ (national level)  อย่างไรก็ตามศูนย์กลางในการควบคุมหรือการกำหนดนโยบายด้านการศึกษายังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะระบุถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในอนาคต 

 

            ในปัจจุบันนี้ จึงกล่าวได้ว่า ระบบการศึกษาต้องพบกับการควบคุมในรูปแบบใหม่ คือ  การเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐในระดับนานาชาติ ซึ่งย่อมจะส่งผลโดยตรงต่อระบบและการวางนโยบายด้านการศึกษา  ในประเทศที่พยายามจะวางตนให้เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาจะเริ่มกำหนดวาระในระดับสากล  ส่วนประเทศที่อยู่รอบนอกก็ยังแสดงให้เห็นไม่มากนักในการที่จะกำหนดเป็นความหมายของนโยบายการศึกษา

 

            การเปลี่ยนแปลงบทบาทของความร่วมมือกันระหว่างรัฐมาสู่มโนทัศน์ของรัฐแข่งขัน  (competitive state)  ซึ่งเป็นกระบวนการที่รัฐและผู้เล่นในตลาดไล่ตามกระแส  ดังนั้นวาระการเมืองของรัฐก็จะถูกควบคุมโดยระบบของการแข่งขันหรือระบบตลาดไปด้วย  ในทางตรงกันข้าม มีวัฒนธรรมสากลที่มองว่า การพัฒนาระบบการศึกษาของชาติควรสร้างขึ้นจากพื้นฐานรูปแบบการศึกษาที่เป็นสากล  ซึ่งหมายความว่า  สถาบันในระดับชาติหรือรัฐล้วนแล้วแต่ถูกขัดเกลาจากมาตรฐาน แนวคิด  อุดมคติและค่านิยมอันเป็นสากล  ทั้งนี้คำว่าโลกาภิวัตน์ หมายถึง การก่อขึ้นของจิตสำนึกในความเป็นสังคมโลกและมาตรฐานของโลก ซึ่งนำมากำหนดว่าประเทศ รัฐหรือสังคมท้องถิ่นนั้นควรที่จะเป็นอย่างไร  จากความหมายนี้ ทำให้ได้ข้อสรุป 2 ประการ คือ  1)  อิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของรูปแบบอันเป็นสากลนั้นมีผลต่อประเทศและนโยบายในระดับท้องถิ่น  หมายความว่า  การเปลี่ยนแปลงในระดับโลกก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐ  2)  รูปแบบความเป็นสากลในระดับโลก (world model)  มุ่งเน้นไปที่ความสำคัญของความเป็นพลเมืองในสังคมโลกที่ดีและมีคุณภาพ  ซึ่งก็จะนำให้รัฐหรือชาติอย่างน้อยก็แสดงออกเกี่ยวกับมาตรฐานอันเป็นสากล 

 

            วัฒนธรรมอันเป็นสากลหรือวัฒนธรรมโลกที่กล่าวมานั้น  มักจะมองกันว่าเป็นผลผลิตมาจากวิทยาศาสตร์  การใช้เหตุผลและมโนทัศน์ของสิทธิมนุษยชน  และอีกส่วนหนึ่งก็มองว่าสามารถสร้างให้เกิดขึ้นในบุคคลจากการใช้การศึกษาในระบบ  คำอธิบายนี้สนับสนุนทฤษฎีเกี่ยวกับการขยายระบบการศึกษาด้วยแนวคิดการสร้างความเหมือนกัน (isomorphism)  จากกระบวนการของการเผยแพร่วัฒนธรรม  (cultural  diffusion)

 

            ช่วงเวลาเดียวกันนี้ ในทางตรงกันข้ามกับแนวคิดความเคลื่อนไหวโลกาภิวัตน์ (globalization movement) ดังที่กล่าวมา ก็เกิดเป็นแนวคิดความเคลื่อนไหวในระดับรัฐเอง  โดยเสนอเป็นแนวคิดค่านิยมท้องถิ่น  (local)  ซึ่งมีนัยสำคัญที่ตามมาสำหรับนโยบายด้านการศึกษาและการบริหาร  สังเกตได้จากการนำทั้งสองแนวคิดดังกล่าวมาใช้ร่วมกันทั้งในด้านการบริหารและการจัดสถานศึกษา  การปรับเปลี่ยนความหมายบทบาทของรัฐ  การแสดงบทบาทของนักเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่น  และปฏิกิริยาของบริบทต่างๆ 

 

            การเกิดขึ้นพร้อมๆ กันของทั้งสองกระแสแนวคิดคือทั้งในระดับสากลและในระดับท้องถิ่นนั้น  เป็นผลมาจากความเป็นไปได้ของการปรับโครงสร้างนโยบาย  จำนวนของกระบวนการและการปฏิบัติที่รัฐใช้ในการจัดการความรู้ให้อยู่ในรูปที่ทราบว่าสิ่งใดที่ควรจะเป็น  ด้วยเหตุนี้ ภายใต้แรงกดดันของแนวคิดต่างๆ     ไม่ว่าจะเป็นกระแสสากล กระแสรัฐหรือชาติ และกระแสท้องถิ่น   จุดนัดพบกันของกระแสเหล่านี้กลับเป็นโรงเรียน ซึ่งได้รับการคาดหวังว่าจะเป็นคำตอบของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

 

            คำถามสุดท้ายที่น่าสนใจในประเด็นทั้งหมดก็คือ ประเทศของเรายังมีโรงเรียนนับหมื่นแห่ง ที่แบกรับค่านิยมหรือวาระสากลเหล่านี้  แล้วภาคส่วนต่างๆ ในสังคมจะไม่ช่วยแบ่งเบา จะไม่ช่วยเป็นตัวอย่าง หรือจะไม่ช่วยเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนที่ยังคงสอนและดำเนินการเหมือนเมื่อครั้งประเทศไทยยังไม่ได้มีตัวตนอยู่ในประชาคมโลกเลยหรือ  หรือที่จริงแล้วเมื่อเราพ้นจากการศึกษามาได้ ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของคนรุ่นต่อไปที่จะต้องรับผิดชอบและฝ่าฟันกันไปเอง...??....

_______________________

รายการอ้างอิง

Teodoroa, A  and Estrelab, E.  2010. Curriculum policy in Portugal (1995-2007): global agendas and regional and national reconfigurations.  Journal of Curriculum Studies, 42(5), 621 – 647.  

 

การนำส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปเผยแพร่หรือดำเนินการใดๆ ควรทำตามหลักวิชาการ จรรยาบรรณและความเป็นมนุษย์ 
         
หมายเลขบันทึก: 445808เขียนเมื่อ 25 มิถุนายน 2011 14:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2012 10:43 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (1)

    การพัฒนาหลักสูตรให้ประสบความสำเร็จมิใช่เรื่องง่าย นักพัฒนาหลักสูตรต้องศึกษาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก รวมทั้งบริบทท้องถิ่นสังคมไทย บางครั้ง Standard-Based Curriculum หรือ Outcome-Based Curriculum อาจมิใช่จุดหมายปลายทางที่ผู้เรียนไปถึง สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ระหว่างทางแห่งการเรียนรู้ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้บ้าง

    ขอบคุณพี่เฉลิมลาภ ที่ได้สรุปบทความอันทันสมัยเกี่ยวกับกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาหลักสูตร เป็นความรู้อย่างดียิ่งครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี