ร่างกายภานในและภายนอก
ใบความรู้
ระบบสืบพันธุ์เพศชาย
|
|
อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วย1. อัณฑะ(Testis) เป็นต่อมรูปไข่ มี 2 อัน ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ (Sperm) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย และสร้างฮอร์โมนเพศชายเพื่อควบคุมลัษณะต่าง ๆ ของเพศชาย ภายในอัณฑะประกอบด้วย หลอดสร้างตัวอสุจิ (Seminaferous) เป็นหลอดเล็ก ๆ ขดไปมาอยู่ภายใน ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ
|
|
|
เซลล์สืบพันธ์เพศชาย คือ อสุจิ
|
ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วย
1. รังไข่ (Ovary) มีรูปร่างคล้ายมะม่วงหิมพานต์ มี 2 อันอยู่บริเวณปีกมดลูกแต่ละข้าง ทำหน้าที่ดังนี้
- ผลิตไข่ (Ovum) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง โดยปกติไข่จะสุกเดือนละ 1 ใบ จากรังไข่แต่ละข้างสลับกันทุกเดือน และออกจากรังไข่ทุกรอบเดือน เรียกว่า การตกไข่ ตลอดช่วงของเพศหญิงจะมีการผลิตไข่ประมาณ 400 ใบ เริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปี ถึง 50 ปี จึงจะหยุดผลิต เซลล์ไข่จะมีอายุอยู่ได้นานประมาณ 24 ชั่วโมง
- สร้างฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งมีหลายชนิด ที่สำคัญมีดังนี้
1) เอสโทรเจน (Estrogen) เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับมดลูก ช่องคลอด ต่อมน้ำนม และควบคุมการเกิดลักษณะต่าง ๆ ของเพศหญิง
2) โปรเจสเทอโรน (Progesterone) เป็นฮอร์โมนที่ทำงานร่วมกับเอสโทรเจนในการควบคุมเกี่ยวกับการเจริญของมดลูก การเปลิ่ยนเยื่อบุมดลูกเพื่อเตรียมรับไข่ที่ผสมแล้ว
2. ท่อนำไข่ (Oviduct) หรือ ปีกมดลูก (Fallopion Tube) เป็นทางเชื่อมระหว่างรังไข่ทั้งสองข้างกับมดลูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูก โดยมีปลายข้างหนึ่งเปิดอยู่ใกล้กับรังไข่ เรียกว่า ปากแตร (Funnel) บุด้วยเซลล์ที่มีขนสั้น ๆ ทำหน้าที่พัดโบกไข่ที่ตกมาจากรังไข่ให้เข้าไปในท่อนำไข่ ท่อนำไข่เป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่
3. มดลูก (Uterus) มีรูปร่างคล้ายผลชมพู่ หรือ คล้ายสามเหลี่ยมหัวกลับลง อยู่ในบริเวณอุ้งกระดูกเชิงกราน ภายในเป็นโพรง ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์
4. ช่องคลอด (Vagina) อยู่ต่อจากมดลูกลงมา ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูกเป็นทางออกของทารกเมื่อครบกำหนดคลอด และยังเป็นช่องให้ประจำเดือนออกมาด้วย
การปฏิสนธิ(Fertilization) คือกระบวนการที่เซลล์สืบพันธุ์เพศชายและเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงผสมกัน
เกิดเป็นเซลล์ใหม่ 1 เซลล์ การปฏิสนธิจะเกิดขึ้นได้ ฝ่ายชายต้องสอดองคชาตเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิง
อสุจินับล้านตัวจะถูกฉีดออกจากองคชาต จากนั้นอสุจิจะว่ายเข้าไปตามท่อรังไข่ และจะมีอสุจิเพียงตัวเดียวที่
สามารถเจาะผ่านผนังเซลล์ไข่เข้าไปผสมกับไข่ได้ อสุจิตัวอื่นๆจะตายหมด
ระยะการปฏิสนธิ (Fertilization stage)
ประกอบด้วย 5 ระยะ คือ
1. เครเวจ (Cleavage) เป็นระยะที่อสุจิกับไข่รวมตัวกันเป็นเซลล์เดียวแล้วเกิดการแบ่งเป็นออกเป็น 2 เซลล์อีกครั้งหนึ่ง
2. มอรูลา (Morula) เป็นระยะต่อจากเครเวจ เซลล์ 2 เซลล์แบ่งเซลล์ต่อไปจนกระทั่งมีจำนวนเซลล์ครบถ้วน
3. บลาสทูลา (Blastula) เป็นระยะต่อจากโมรูลา เซลล์เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเซลล์
4. แกสตรูลา (Gastrula) เป็นระยะต่อจากบาสตรูลา ระยะนี้คือระยะที่เซลล์มีการเคลื่อนย้ายตำแหน่งแล้วจัดรูปแบบของ
ตำแหน่งเซลล์ใหม่
5. เอมบริโอ (Embryo) เป็นระยะสุดท้ายของการปฏิสนธิ ระยะนี้เป็นระยะที่เซลล์ต่างๆเปลี่ยนแปลงรูปแบบจนเสร็จสมบูรณ์
ได้ตัวอ่อนที่ปรากฏรูปร่างที่ชัดเจน คือ มีผิวหนัง ประสาทสัมผัส และอวัยวะภายใน
อวัยวะเพศหญิงส่วนที่สามารถเห็นได้ภายนอกประกอบด้วยเนินหัวหน่าวแคมนอกแคมในเวสติบูลคลิตอริสปากช่องคลอดและช่องปัสสาวะ
อวัยวะเพศภายในผู้หญิงที่ไม่สามารถมองเห็นได้ประกอบด้วยช่องคลอด มดลูกท่อนำไข่และรังไข่จะสังเกตได้ว่าเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นบริเวณอวัยวะ เพศจะมีการเติบโตขยายตัวเพิ่มขนาดขึ้นบริเวณเนินหัวหน่าวซึ่งมีลักษณะเป็น สามเหลี่ยมนูนอยู่ระหว่างต้นขาสองข้างและท้องน้อยจะใหญ่ขึ้นจากการมีไขมันมา สะสมบริเวณนี้จะมีความไวต่อความรู้สึกสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกดเนื่อง จากมีปลายประสาทรับรู้อยู่เป็นจำนวนมากด้านล่างของเนินหัวหน่าวจะเป็นแคมนอก ซึ่งเป็นรอยพับของผิวหนัง2ข้างมาชนกันแคมนอกประกอบด้วยต่อมเหงื่อต่อมขนและ ไขมันเมื่อมองจากภายนอกจะเห็นแคมนอก2ข้างเท่านั้นต่อเมื่อเปิดแคมนอกออกจึง จะเห็นแคมในซึ่งเป็นรอยพับของผิวหนังอยู่ระหว่างปากช่องคลอดกับแคมนอกแคมใน มีขนาดและสีสันแตกต่างกันบางคนเล็กบางคนใหญ่บางคนมีสีแดงเรื่อๆบางคนมีสี คล้ำแคมในประกอบด้วยเส้นเลือดและเส้นประสาทมากมายจึงเป็นบริเวณที่มีความไว ต่อการสัมผัสมากเช่นกัน
ช่องที่อยู่ระหว่างแคมในทั้งสองข้างเรียกว่าเวสติบูลจะมีรูเปิดของท่อ ปัสสาวะและปากช่องคลอดบริเวณด้านหน้าของเวสติบูลซึ่งแคมในสองข้างมารวมกันจะ มีก้อนเนื้อเล็กๆที่เรียกว่าคลิตอริสซึ่งเป็นอวัยวะส่วนที่เปรียบเทียบได้ กับองคชาตของฝ่ายชายคือเมื่อมีความรู้สึกทางเพศจะแข็งตัวขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้อีกเท่าตัวเลยทีเดียวบริเวณคลิตอริสจะมีความไวมากที่สุดต่อการสัมผัส เมื่อมีการสัมผัสบริเวณนี้จะเกิดอารมณ์เพศและความต้องการทางเพศได้มากการ กระตุ้นที่อื่นๆใกล้ๆได้แก่บริเวณแคมในแคมนอกและเนินหัวหน่าวจะทำให้เกิด ความรู้สึกทางเพศได้เช่นกันเมื่ออวัยวะเพศถูกกระตุ้นจนเกิดความรู้สึกทางเพศ ผนังช่องคลอดจะขับน้ำเมือกออกมาหล่อเลี้ยงน้ำเมือกยังถูกสร้างและขับมาจาก ต่อมบาร์โธลินที่ผนังแคมนอกเพื่อให้ช่องคลอดลื่นเหมาะสมในการสอดใส่อวัยวะ เพศของฝ่ายชายเมื่ออวัยวะเพศถูกกระตุ้นต่อไปอีกไม่นานความเสียวจะขึ้นจนถึง จุดสุดยอดทางเพศพร้อมๆกับเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายช่องคลอดเกิด การหดตัวเป็นจังหวะ
1. ดูแลร่างกายให้แข็งแรงสม่ำเสมอ
2. ออกกำลังกาย
3. งดดื่มแอลกอฮอล์
4. พักผ่อนให้เพียงพอ
5. ทำความสะอาดร่างกายอย่างทั่วถึง
6. สวมใส่เสื้อผ้าสะอาด
7. ไม่ใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว เครื่องนุ่งห่มกับผู้อื่น
8. ไม่สำส่อนทางเพศ งดเว้นการเปลี่ยนคู่นอน
9. เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติควรไปพบแพทย์
ใบความรู้
หน้าที่ของผิวหนัง
หน้าที่ชองระบบห่อหุ้มร่างกาย
1. ป้องกันอันตราย (Protection) โดยปกคลุมอยู่ชั้นนอก กันน้ำได้ เมื่อเกิดบาดแผลจะหายเป็นปกติได้เอง
ป้องกันอวัยวะภายในไม่ให้รับอันตรายจากเชื้อโรค การบาดเจ็บ และแสงอัลตราไวโอเลต รวมทั้งทำหน้าที่ร่วมกับระบบประสาท
ที่เกี่ยวข้องเพื่อรับสัญญาณความรู้สึกและอันตรายจากภายนอกแล้วส่งไปยังสมอง
2. ช่วยป้องกันน้ำไม่ให้ระเหยออกจากร่างกายมากเกินไป ปรับระดับความร้อนในร่างกายให้คงที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ต่อมเหงื่อ เส้นเลือดฝอยและขนที่ผิวหนังจะช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ถ้าอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น ต่อมเหงื่อจะขับน้ำออกมากขึ้นการระเหยของน้ำบนผิวหนังจะทำให้อุณหภูมิลดลง หรือเมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น เส้นเลือดฝอยจะขยายใหญ่ ทำให้มีเลือดไหลผ่านผิวหนังมากขึ้น เมื่อผิวหนังสัมผัสกับอากาศภายนอกส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายต่ำลง เส้นเลือดฝอยจะหดตัว ทำให้
เกิดอาการขนลุก และรู้สึกอบอุ่นขึ้น
3. ต่อมน้ำมันทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น ช่วยป้องกันผิวหนังแตก ต่อมเหงื่อช่วยขับน้ำของเสียออกจากร่างกาย
ใบความรู้
ระบบย่อยอาหาร
การย่อยอาหาร หมายถึงกระบวนการเปลี่ยนสภาพสารอาหารที่โมเลกุลมีขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลงพอที่ร่างกายจะดูดซึมเพื่อนำไปใช้ได้
การย่อยอาหาร ของคนเรา แบ่งออกเป็น 2 กระบวนการ ได้แก่
1. การย่อยเชิงกล เป็นการเปลี่ยนแปลงอาหารให้มีขนาดอนุภาคเล็กลง โดยการบดเคี้ยวของฟัน
2. การย่อยเชิงเคมี เป็นการเปลี่ยนแปลงให้มีขนาดอนุภาคเล็กลง โดยอาศัยเอนไซม์หรือน้ำย่อย
อวัยวะในระบบย่อยอาหารของคน
อวัยวะและกลไกการย่อยอาหาร ของคน
กลไกการย่อยอาหารนั้น อาหารจะผ่านอวัยวะที่เป็นทางเดินอาหารซึ่งประกอบด้วย ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอวัยวะอื่น ๆ อีกที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการย่อยอาหาร เช่น ฟัน ลิ้น ต่อมน้ำลาย ตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี เป็นต้น
กระบวนการย่อยอาหาร
1.ปาก มีการย่อยเชิงกลโดยการบดเคี้ยวของฟัน และมีการย่อยเชิงเคมีโดยเอนไซม์ในน้ำลาย ชื่ออะไมเลส ซึ่งทำงานได้ดี ในสภาพเป็นเบสเล็กน้อย
ปาก --------- อะไมเลส ----------> น้ำตาลมอลโตส
2. คอ หอย เป็นทางผ่านของอาหาร ไม่มีการย่อยใด ๆ ทั้งสิ้น
3. หลอดอาหาร มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อเรียบ มีการย่อยเชิงกลโดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ทางเดินอาหา รเป็นช่วง ๆ เพื่อให้อาหารเคลื่อนก่อนที่ลงสู่กระเพาะอาหาร
4. กระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารของคนเราขณะไม่มีอาหารอยู่มีขนาดประมาณ 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่สามารถขยายได้อีก 10-40 เท่า เมื่อมีอาหารอยู่ กระเพาะอาหาร มีการย่อยเชิงกล โดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ทางเดินอาหา ร และมีการย่อยเชิงเคมี โดยเอนไซม์ เปปซิน
( Pepsin ) เปปซินจะทำงานได้ดีในสภาพเป็นกรด ซึ่งกระเพาะ จะสร้าง กรดไฮโรคลอริก ( HCl ) ขึ้นมา และเปปซิน จะย่อยโปรตีน ให้เป็นเปปไตด์ ( Peptide )
โปรตีน ------- เปปซิน -------> เปปไตด์
5. ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นท่อยาวประมาณ 7 เมตร ขดอยู่ในช่องท้อง ที่ผนังด้านใน ของลำไส้เล็ก มีลักษณะ ไม่เรียบ เป็นปุ่มปมเล็ก ๆ จำนวนมากมายยื่นออกมาเรียกว่า วิลลัส ( Villus ) เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ ในการดูดซึมอาหาร การย่อยอาหารในลำไส้เล็กเกิดจาก การทำงาน ร่วมกัน ของเอนไซม์หลายชนิด จากแหล่งต่าง ๆ ได้แก่ ผนังลำไส้เล็ก ตับอ่อน และตับ
ผนังลำไส้เล็ก ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์หลายชนิด แต่ละชนิดมีหน้าที่ย่อยอาหารต่างกัน ได้แก่
-
มอลเตส เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลมอลโตสให้เป็นกลูโคส
-
ซูเครส เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลซูโครสให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและ ฟรุกโตส
-
แลกเตส เป็นเอนไซม์ที่ย่อยน้ำตาลแลกโตสให้เป็นกลูโคสกับกาแลกโตส
-
อิเรฟซิน เป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนโมเลกุลย่อยให้เป็นกรดอะมิโน
ตับอ่อน ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์หลายชนิดแล้วส่งไปยังลำไส้เล็ก ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่ย่อยอาหารต่างกัน ได้แก่
-
ไลเปส ทำหน้าที่ย่อยไขมัน
-
อะไมเลส ทำหน้าที่ย่อยแป้ง
-
ทริบซิน ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนโมเลกุลย่อยให้เป็นกรดอะมิโน