กวีกะเรกะราด

ถ้ามันตายไปคงเกิดความรู้สึกใหม่ การที่เรายังไม่เวียนไหว้ตายเกิดก็ยังไม่ละทิ้งสังขารความรู้สึก จิตวิญญาณก็ยังคงไม่ละทิ้งความรู้สึก จนกว่าจะนิพานหรือเกิดขึ้นใหม่

 

แต่ละวันเวลาของฉัน มีบ่อยครั้งฉันมักเฉลิมฉลองเพียงลำพังในโลกทั้งใบ อาจหาญเริงร่ายิ่งกว่าวิหค ช่างราบเรียบยิ่งนัก น้ำสีทองดูโปร่งใสที่วางอยู่ตรงหน้า กลั่นกลองเป็นน้ำตา ดั่งน้ำตาที่ช้ำชอกของฉัน แหละแก้วในกำมือคือโลกทั้งใบ ค่ำคืนที่ 14 นี้ ยังจะเป็นเช่นนั้น เช่นนั้น เก้าอี้ตัวหัวมุมสุด ตัวที่ 5 และ 12

 

เคยบอกไหม ว่าเจ็บ หรือ สุข เพราะว่ามันคือความรู้สึก มันไม่เหมือนร้อนหรือหนาว มันเป็นทัศนะคติบอกได้เพราะ มีความเป็นกลางต่อสรรพสิ่ง

 

ดวงวิญาณที่ถูกแผดเผาให้ มอดไหม้ด้วย ความรู้สึก มันจะถูกปลุกให้ฟื้นคืนได้ด้วย
"วลี" ที่แสนสั้นแต่มีอำนาจและน้ำหนักแห่ง ศรัทธา จากบุคคลผู้แสวงหาเช่นเดียวกันหรือ อาจเป็น "สัมผัส" ที่อบอุ่นคล้ายจะทำให้ชีวิตจะหยุดหายใจในชั่วขณะจิต

 

เงียบงันโดดเดี่ยวเดียวดาย เหมือนไร้แหล่งพำนักพักพิง มวลชนต่างมีที่สำแดงความสาม ารถของตน แต่ข้ากลับดื้อรั้นโง่งมและ ด้อยความรู้ มีเพียงข้าผิดแผก

 

คุณครับ คุณรู้ไหม ยิ่งถ้าผมก้าวเดินเข้าใกล้ค ุณในทุกๆ ก้าว
ผมกลับยิ่งห่างออกจากจุดหมา ยของผมทีีละก้าว...ที่ละก้า วที่เดินเข้าหาคุณ

 

ปากยังคาบคำสบถ ถือยาเส้นอมควันฟุ้ง
คาบแก้วสุรามาจุมพิษ ไม่ยึดถือตรายศใดใด
ทิ้งไว้แต่ร่างที่้เมามาย ปล่อยกายไปสาายธาร
ไม่ถือครองสรรพสิ่งใด นอกเสียจากเจตนาตน

 

น้ำตาที่ไหลผ่านสองร่องแก้ม นี้ ไม่ไดเศร้าเฉกเช่นเดิม
ดวงตาที่แดงกล่ำคู่นี้ไม่ได ้ร้าว แม้เสื้อผ้าจะเปียกชื้นน้ำต 
ริมฝีปากแห้งผากไหลคำมนต์ ผ่านศรัทธาที่ฝังใต้หินผา
ดวงวิญญาณที่หลบอยู่ใต้เงาม ืดนี้ จะไม่หวันเกรงต่อภยันตรายใด