ชีวิตใต้ขื่อแปของคนไทยส่วนใหญ่นั้นอนาถาจนน่าสมเพช
อยู่ใต้กฎหมายโดยไม่รู้กฎหมายแถมไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าจะพึ่งพาใครได้บ้าง

แต่เวลาที่จะทำนิติกรรมสัญญากับใคร  คนไทยส่วนหนึ่งกลับตัดสินใจทำไปก่อนแล้วค่อยถือสัญญาที่ทำแล้วไปหานักกฎหมายที่รู้จักให้ช่วยดูว่าจะเสียเปรียบหรือเปล่า
ผมก็เจอกับตัวเองมาหลายครั้ง  ทุกครั้งผมเลือกที่จะไม่ดูให้และบอกไปว่าถ้าเสียเปรียบเขาจริงมันก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

ยิ่งถ้าต้องเป็นคดีความ มีสักกี่คนที่รู้ว่าจะไปหาทนายความที่ไหนมาช่วยว่าต่างแก้ต่างให้
การเลือกทนายความนั้นสำคัญมากและต้องเลือกคนที่เราจะเชื่อฝีมือและเชื่อใจได้  ซึ่งคำว่าฝีมือนั้นหมายถึงมีความรู้กฎหมายถี่ถ้วนและมีทักษะในการว่าความเพียงพอ 
ส่วนการที่เราเชื่อใจได้คือมีความซื่อสัตย์ต่อเราไม่ล้มมวยหรือคดโกงเราเสียเอง
ปัญหาคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าทนายความที่กำลังให้คำแนะนำเราอยู่นั้นมีฝีมือและไว้วางใจได้  โดยเฉพาะถ้าเราไม่รู้จักเขาดีพอมาก่อน
แม้เราเองจะไม่รู้กฎหมาย  แต่ก็มีวิธีง่าย ๆ ที่จะบอกว่าควรเชื่อคำแนะนำหรือแนวทางต่อสู้คดีที่ทนายความสาธยายให้เราฟังหรือไม่ เพราะปกติศาลจะพิพากษาคดีตามกฎหมายโดยเริ่มจากวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้างและนำสืบของคู่ความว่าเรื่องราวที่พิพาทกันนั้นเป็นมาอย่างไรเสียก่อน แล้วจึงสรุปว่าเมื่อรับฟังข้อเท็จจริงอย่างนั้นแล้วผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร ซึ่งเราย่อมรู้ดีว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรและมีพยานหลักฐานแค่ไหน จะไม่รู้ก็แค่ว่าผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไรเท่านั้น ถ้าทนายความจะหลอกเราก็หลอกตรงข้อกฎหมายนี่แหละ  แต่การถูกโกหกเรื่องข้อกฎหมายนี่จะไม่เกิดง่าย ๆ ถ้าเราเพียงแต่ขอให้เขาเปิดตัวบทกฎหมายหรือตำรากฎหมายให้ดูว่ามีเนื้อหาตรงกับที่เขาบอกหรือไม่  ถ้าเขาไม่ยอมเปิดให้ดูหรือดูแล้วไม่เป็นอย่างที่เขาพูดก็บอกลาได้เลย

ส่วนการทดสอบความซื่อสัตย์ของทนายความนั้นยากหน่อย ที่พอจะแนะนำตรงนี้ได้ก็คือให้ลองแกล้งขอให้เขาช่วยเราโกงเพื่อดูว่าเขาจะตอบอย่างไร

หากเขาแสดงออกว่าการช่วยเราโกงนั้นไม่ยากเลย  ก็ขอให้รู้ว่าเราเองก็อาจจะถูกเขาโกงได้เช่นกัน
ถ้าถามว่าการมีทนายความที่เชื่อฝีมือได้และเชื่อใจได้ว่าความให้แล้วจะได้รับความยุติธรรมแน่นอนหรือไม่ 
ขอเอาคำตอบที่สมัยผมยังเป็นทนายความเคยใช้ตอบลูกความทุกครั้งที่ถูกขอให้คาดเดาผลคดีล่วงหน้ามาตอบคำถามนี้    
“ผมไม่ได้เป็นคนตัดสินคดีนะครับ”