ปัญหาการเมืองการปกครองไทย 4 อย่าง คือการใช้เงิน-การแย่งชิงอำนาจ-การฉ้อราษฎร์-การแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนแปลง

    

     วันนี้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ได้จัดโครงการดี ๆ ขึ้นโดยให้ชื่อว่า "เสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยและการเสริมสร้างคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต" โดยขอใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา

     ท่านวัฒนธรรมจังหวัด (มงคล สิทธิหล่อ) ได้รายงานว่า การจัดโครงการนี้ขึ้นมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้เด็ก เยาวชนกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมประชาธิปไตยและเพื่อเป็นการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ในกระบวนการประชาธิปไตยแก่เด็ก เยาวชนในการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

     งานนี้มีครูและนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมจากสถานศึกษาหลายแห่งในจังหวัดพะเยา ซึ่งโครงการนี้ได้มีการจัดประกวด จำนวน ๔ กิจกรรมหลักได้แก่

     ๑.กิจกรรมการประกวดวาดภาพระบายสี โดยกำหนดหัวข้อ "วัฒนธรรมประชาธิปไตย ในความคิดของฉัน"

     ๒.กิจกรรมการประกวดการเขียนเรื่องสั้น โดยกำหนดหัวข้อ "วัฒนธรรมประชาธิปไตย สร้างชาติให้มั่นคง"

     ๓.กิจกรรมการประกวดเรียงความ โดยกำหนดหัวข้อ "การเสริมสร้างคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต"

     ๔.กิจกรรมการประกวดกล่าวสุนทรพจน์ โดยกำหนดหัวข้อ "การเสริมสร้างคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต"

     หากดูตามโครงการแล้วน่าสนใจยิ่ง เนื่องจากคำหลักคือ "วัฒนธรรมประชาธิปไตย"

     จากเอกสารทางโครงการทำให้ทราบว่า "วัฒนธรรมประชาธิปไตย" ก็คือวิถีชีวิตของคนที่อยู่ร่วมกันและช่วยกันจัดสรรความเป็นอยู่ให้ดี เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข ตัวแท้ของประชาธิปไตยอยู่ที่การช่วยกันคิดช่วยกันทำ นำเอาสติปัญญาความสามารถของแต่ละคนออกมาร่วมกันแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ความเป็นอยู่ร่วมกัน ให้เป็นสุขและเจริญงอกงาม ถ้าไม่มีตัวแท้หรือเนื้อแท้ของประชาธิปไตยนี้ รูปแบบต่าง ๆ ที่ว่าเป็นเครื่องมือทั้งหลายก็หมดความหมาย ดังนั้นการเสริมสร้างวัฒนธรรประชาธิปไตย จึงเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้คนในสังคมหรือชุมชนนำเอาหลักการประชาธิปไตยมาประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิต เช่น มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีคุณธรรม มีวินัย ให้เกียรติและเคารพรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นต้น

     แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่าเพราะคำว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยไทย จึงทำให้ ประเทศชาติไม่พัฒนาเท่าที่ควร 

     หากเราดูความหมายตามรูปศัพท์แล้ว จะได้ว่า วัฒนะ แปลว่าความเจริญ รุ่งเรือง งอกงามขึ้นไป แต่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ (พิมพ์ ๒๕๔๖) ให้คำนิยามว่า "วัฒนธรรม" เป็นคำนาม แปลว่าสิ่งที่ทำให้ความเจริญงอกงามให้แก่หมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมในการแต่กาย วิถีชีวิตของหมู่คณะ เช่น วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมชาวเขา เป็นต้น

     ดังนั้น ผู้เขียนจึงให้คำนิยามใหม่ของคำว่า "วัฒนธรรมประชาธิปไตยไทย" จึงหมายถึงวิถีชีวิตของคนไทยในเรื่องประชาธิปไตยในปัจจุบันนี้ ไม่เป็นที่พอใจเท่าที่ควร...

     ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ได้เขียนหนังสือเรื่อง วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย และได้วิเคราะห์ปัญหาที่ถึงก้นบึ้งของคนไทยไว้  ๔ ประการ คือ

     ๑.ปัญหาการใช้เงินซื้อเสียง

     ๒.ปัญหาเรื่องการแย่งตำแหน่ง-อำนาจ

     ๓.ปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงขนานใหญ่

     ๔.ปัญหาการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ของนักการเมือง

     ปัญหาทางการเมืองการปกครองของไทยทั้ง ๔ ประเด็นสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของนักการเมืองไทยและคนไทยอย่างชัดเจนยิ่ง

     ประเด็นแรก ปัญหาเรื่องการใช้เงินชื้อเสียง เมื่อวานผู้เขียนคุยกับประชาชนท่านหนึ่งในประเด็นการเลือกตั้ง คำตอบที่ได้รับคือทัศนะคติที่ว่ารับเงินเขามาแล้วต้องเลือกให้เขา โดยอ้างหลักศาสนาว่า เหมือนไปโกงคนซื้อสิทธิ์มา เมื่อถามต่อไปว่าแล้วรู้ใหมว่าเขาชื้อเราไปแล้วเขาจะไปฉ้อราษฎร์บังหลวงต่อ คำตอบคือรู้-และเข้าใจสามารถยอมรับได้-เป็นเรื่องของเขา  ซึ่งคำตอบในลักษณะเช่นนี้ทำให้ผู้เขียน งง+ อยู่ไม่น้อย

     ประเด็นก็คือชาวบ้านไม่โง่ แต่หลักการคิดหรือวัฒนธรรม ความเชื่อหลายอย่างต้องปรับเปลี่ยนแปลง

     ประเด็นที่สอง ปัญหาเรื่องการแย่งอำนาจ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง ปัญหานี้ ไม่ทราบว่าคนไทย ยอมรับพฤติกรรมเหล่านี้ได้อย่างไร? เท่าที่ผ่านมานักการเมืองไทย โฆษณาหาเสียง ๑๐๘ พันประการ แต่สัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ตามหลักแล้วคือสัญญาประชาคม แต่นักการเมืองไทยและคนไทยโดยมาก-ลืมประเด็นเหล่านี้เสียเอง ประมาณว่าธุระไม่ใช่ น่าอนาถใจยิ่งนัก

     ประเด็นที่สาม การฉ้อราษฎร์บังหลวงขนานใหญ่ เรื่องนี้คนไทยรู้ดี รัฐก็รู้ดี แต่ทำไมประชาชนบางกลุ่มนำรายชื่อผู้สมัครมาเรียงลำดับว่าใครให้มากกว่ากัน?  โดยไม่คิดถึงผลกระทบใดใด ที่จะติดตามมาภายหลัง โดยสนใจแต่เพียงว่าใครให้มากน้อยอย่างไร? และใครไม่ให้? ในเรื่องผลประโยชน์  บางครั้งถึงกับมีการพนันขันต่อเป็นเรื่องสนุกสนานกันไป  อะไรกำลังเกิดขึ้นกับสังคมไทย?

     ประเด็นก็คือ คนไทยคิดว่า สส.เป็นผู้เอื้อผลประโยชน์ ตอบสนองประโยชน์ จะทำอย่างไรให้เขาคิดว่า สส.สว.สท.สจ.ฯลฯ เป็นผู้ไปออกกฏระเบียบ นโยบาย เพื่อให้สังคมมีผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ไปเอาประโยชน์เสียเอง

     ประเด็นที่สี่ การแสดงอำนาจบาตรใหญ่ของนักการเมือง ประเด็นนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาทุกข้อเกี่ยวพันกันหมด จึงทำให้ สส.สว.ฯลฯ ที่เป็นพ่อ-แม่-ผัว-เมีย-ลูก-พี่เขย-น้องเมีย-ฯลฯ มากมาย หลายจังหวัด บางตระกูลที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ดี  แต่อีกหลาย ๆ จังหวัดกลับเป็นตระกูลไม่เอื้อประโยชน์ต่อบ้านต่อเมืองเท่าที่ควร-ซึ่งเป็นตัวอย่างไม่ดีแน่นอน

     ประเด็นปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้เขียนเห็นจุดที่ควรแก้ไข อยู่ ๓ ประเด็น กล่าวคือ

     ๑.ต้องปรับเปลี่ยนทัศนะคติของประชาชนใหม่โดยไวว่า แท้ที่จริง บทบาท สส.สว.ฯลฯ คืออะไร? กันแน่

     -ด้านตัว สส.สว.ฯลฯ  และครอบครัว-เผ่าพันธุ์และวงศาคณาญาติ ก็ไม่ควรเป็นผู้รับเหมา หรือมีผลประโยชน์เสียเอง

     -ด้านตัวประชาชน ก็ต้องกำกับดูแลบทบาทของท่านผู้แทนฯ เหล่านี้ให้ดูแลผลประโยชน์ชาติบ้านเมืองเป็นใหญ่ ตนเองทำผิด เช่น ลืมต่อทะเบียนรถ ไม่สวมหมวกกันน็อค ฯลฯ ก็ไม่ควรไปโทษตำรวจ-แล้ววิ่งเต้นกับท่านผู้แทนฯ จึงทำให้บทบาทผู้แทนเปลี่ยนไป ต้องโทษตนเองที่ไม่เคารพกฏหมาย ต้องแก้ที่ตนเองก่อน-ที่จะไปแก้ระบบ

     ๒.ประชาชนต้องตระหนักรู้-มองเห็นโทษภัย-และห่วงใยอนาคตลูกหลาน เท่าที่ผ่านมาประชาชนไม่โง่ แต่ไม่คิดจะลงโทษ นั้นก็หมายความว่าประชาชนระดับรากหญ้าเขารู้และเข้าใจดี ว่าอะไรเป็นอย่างไร? แต่ขาดการตระหนักและสำนึกรู้กับสังคมเท่านั้นเอง องค์กรศาสนาและวัฒนธรรมต้องทำงานมากขึ้น องค์กรระดับชาติต้องสร้างสื่อกระแสหลัก ให้หนักขึ้นกว่านี้

     ๓.คนไทยต้องมีอุดมการณ์ "ธรรมาธิปไตย" เท่าที่ผ่านมาอุดมการณ์นี้มีแต่ชื่อ ไม่มีแนวทางปฏิบัติและไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน  ผู้เป็นตัวแทนก็ดี ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์ก็ดี ต่างละทิ้งอุดมการณ์นี้ไป หรือไม่ก็ใช้อุดมการณ์นี้เป็นเพียงเสือกระดาษที่พูดออกมาจากปาก โดยไม่เก็บเข้ามาไว้ในใจ

     ดังนั้น วัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ถึงเวลาแล้วที่คนภายในประเทศต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่วัฒนธรรมประชาธิปไตยไทยที่ดีงาม สามารถจับต้องได้ โดยคนไทยช่วยกันขับเคลื่อน เริ่มตอนเลือกตั้งวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ นี้ดีไหม?