หลักการข้อนี้ขุนเจืองได้นำทัพไปปราบ และถึงลาว, พม่าบางส่วน, จีนตอนใต้, เวียดนามตอนเหนือ และยังมีการส่งกำลังทัพไปช่วยเขมรรบอีกด้วยในฐานะเป็นพันธมิตรต่อกัน นับได้ว่าขุนเจืองธรรมิกราชพระองค์นี้ พระองค์ทรงมีกองทัพอันเกรียงไกร แม้จะไม่ปรากฏว่าชื่อขุนศึกที่เด่น ๆ ก็ตาม แต่ความมีกองทัพอันเข้มแข็งอย่างนี้จึงต้องประกอบไปด้วยแม่ทัพนายกองที่มีความสามารถทั้งทางด้านการรบ, สติปัญญาที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้, มีความกล้าหาญชาญชัย, มีความเข้มงวดกวดขัน และที่สำคัญคือความเด็ดขาด ซึ่งบั้นปลายชีวิตของพระองค์ ๆ สู้รบจนสวรรคตในสนามรบ กองทัพหรือแม่ทัพนายกองของพระองค์ไม่ได้ตื่นตกใจกลัวอย่างรนลานจนหลบหนี หรือถอยทัพอย่างไม่เป็นขบวน หากแต่เป็นการเข้าไปต่อสู้แล้วแย่งพระศพนำกลับมายังเมืองหิรัญเงินยาง และแพ้เพราะผู้นำตายมิใช่แพ้แบบเสียกระบวนทัพ ซึ่งแม่ทัพนายกองเหล่านี้ต้องมีความพร้อมและกล้าหาญ มีสติปัญญาและที่จะออกรบตลอดเวลา (-ดูเสียมกุก กองทัพสยามที่ปราสาทนครวัด ของจิตร ภูมิศักดิ์ เพิ่มเติม )
ขุนเจืองธรรมิกราช พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ ๒ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงแสนยานุภาพทางด้านทหารมากที่สุด สามารถรวบรวมและเป็นใหญ่ ในประเทศ ๖ ประเทศในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ทรงมีพระนามใช้เรียกถึง ๓๓ พระนาม พระองค์ทรงเป็นมหาราช จนชนชาติต่าง ๆ อ้างพระองค์เป็นบรรพบุรุษของตนเอง พระองค์ทรงครองราชย์ ขณะพระชนมายุ ๓๗ พระชันษา ทรงสวรรคตในสนามรบ ด้วยวัย ๖๗ พระชันษาในต่างแดน และเหล่าทหารเข้าต่อสู้และแย่งพระศพได้แล้วนำกลับมา ณ เมืองหิรัญเงินยาง
๑.แนวคิดทางสังคมและการเมืองพะเยา
๑.๑.จุดมุ่งหมายแห่งรัฐพะเยา
ในยุคขุนเจืองผู้ซึ่งเป็นนักรบของรัฐพะเยาเป็นบุคคลที่มีบุคลิกที่ต่างไปจากขุนจอมธรรมผู้เป็นพระราชบิดา กล่าวคือพระองค์ทรงเป็นผู้มุ่งมั่นที่จะผนวกเอาดินแดนของอาณาจักรต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันโดยการขยายพระอำนาจไปสู่อาณาจักรต่าง ๆ ตั้งแต่อาณาจักรภูกามยาว (พะเยา) – อาณาจักรโยนก (หิรัญเงินยาง) – อาณาจักรล้านช้าง (หลวงพระบาง) – อาณาจักรไดแวด (แกว) หรือปัจจุบันคือ เวียดนามตอนเหนือ เป็นต้น
ดังนั้นพระองค์จึงคิดที่จะรวบรวมบ้านเมือง หรือมีเป้าหมายทางพระราชอำนาจซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้แนวคิดของ จอห์น ล็อค นักปรัชญาชาวอังกฤษก็มีทัศนะที่จะสนับสนุนทฤษฎีการเมืองในทำนองอย่างนี้ว่า จุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดทางการรวมตัวขึ้นเป็นรัฐ และอยู่ภายใต้รัฐบาลได้แก่การรักษาไว้ซึ่งทรัพย์สิน แนวความคิดนี้ยังสอดคล้องกับสมมติฐานของเขาเองที่ว่าเมื่อมนุษย์ในโลกระยะต้นนั้นยังไม่มีรัฐ มนุษย์อยู่ในภาวะธรรมชาติ ซึ่งแม้จะมีเสรีภาพแต่ก็ขาดความมั่นคง เพราะไม่มีองค์อธิปัตย์ (หรือรัฐบาลกลางที่เป็นศูนย์รวมอำนาจอย่างแท้จริง) ที่จะคอยดูแล และตัดสินใจในเรื่องของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่าง ๆ อันเป็นสิ่งที่จอห์น ล็อคเชื่อว่าเป็นชนวนแห่งการพิพาทนานาประการ [1] ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ ได้สะท้อนถึงข้อเท็จจริงในระยะเวลาต่อมาเมื่อหมดยุคขุนเจืองธรรมิกราช หรือมหาราชพระองค์นี้แล้ว เหตุการณ์บ้านเมืองของรัฐพะเยา และรัฐที่เคยอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์ก็ประสบปัญหาขัดแย้งกระทบกระทั่งกันและเกิดการแย่งชิงกันเรื่อยมา โดยตลอดเริ่มปรากฏชัดเจนมากที่สุดในยุคของขุนงำเมืองเป็นต้นมา
๑.๒. การแสดงภาวะผู้นำ (Leadership)
ในเรื่องดังกล่าวนี้ ขุนเจืองธรรมิกราช ได้ทรงฝึกฝนทางด้านศิลปศาสตร์ในแขนงวิชาต่าง ๆ นานานับประการทั้งวิชาการทหารอันมีทั้งเชิงช้าง, เชิงม้า, เพลงอาวุธ, เพลงหอก, เพลงดาบ,การปล้ำ , เชิงมวย เป็นต้น จนชำนาญใช้ได้คล่องแคล่ว และได้ศึกษาถึงวิชาการอื่น ๆ อันได้แก่ การฟ้อน, ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, ผังเมือง, ชัยภูมิเมือง เป็นต้น ซึ่งการศึกษาศิลปวิทยาต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานี้พระองค์จึงได้แสดงออกถึงภาวะผู้นำ (Leadership) นั้นก็หมายความว่าพระองค์ได้เข้าไปสร้างหรือส่งเสริมกิจกรรมที่ไปมีอิทธิพลเหนือผู้อื่นเพื่อให้บุคคลเหล่านั้นปฏิบัติงานอย่างเต็มใจและบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน [2] ซึ่งปรากฏออกมาอย่างชัดเจนเมื่อพระองค์ได้ ๑๖ พระชันษาก็ได้เสด็จไปหยั่งเชิง ณ เมืองน่าน (บางตำนานกล่าวว่าเมืองพาน) โดยการเสด็จไปคล้องช้าง กิตติศัพท์ในครั้งนั้นเจ้าผู้ครองเมืองจึงยอม ยกธิดาชื่อจันทเทวี พร้อมช้าง ๑๐๐ เชือกให้กับขุนเจือง
เมื่อพระองค์มีพระชันษาได้ ๑๗ ก็เสด็จไปเมืองแพร่ เจ้าผู้ครองนครพระนามว่าพระยาภูมิ หรือ พรหมวังสะ เห็นเช่นนั้นจึงยกพระธิดาพระนามว่าแก้วกษัตรี พร้อมช้าง ๑๐๐ เชือกอีก นับได้ว่าการเสด็จไปในที่ต่าง ๆ ของขุนเจืองนั้นเป็นการแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพ ที่ไม่ต้องรบแต่สามารถที่จะโน้มน้าวพระราชหฤทัยของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ ให้มาเป็นสมัครพรรคพวกโดยการส่งมอบบรรณาการเข้ามาสวามิภักดิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองอย่างรัฐน่านและแพร่ซึ่งเป็นรัฐอิสระที่มีความสัมพันธ์กับรัฐสุโขทัยมากกว่าที่จะมีความผูกพันธ์กับรัฐพะเยา
เมื่อชันษาได้ ๒๘ เกิดศึกแกวประชิดรัฐโยนก เหตุเพราะเวลานั้นขุนเงินสวรรคต ขุนชินขึ้นครองราชแทนพระราชบิดา สถานการณ์ตอนนั้นไม่มั่นคงมากนัก ทำให้เมืองประเทศราช หรืออาณาจักรอื่น ๆ เห็นว่าเป็นโอกาสจึงกรีฑาทัพเข้ามาตีเมืองศูนย์กลางรัฐอย่างหิรัญเงินยาง
ขุนชินจึงเรียกเหล่าเสนาอามาตย์เข้ามาปรึกษา เมื่อพระองค์ทรงปริวิตกและประเมินกำลังแล้วจะเสียเมืองแน่ พระองค์จึงแสวงหาทางออกที่ดีที่สุด และบรรดาเหล่าแม่ทัพนายกองเห็นฟ้องต้องกันที่จะอัญเชิญขุนเจืองเสด็จมาช่วยรบโดยได้ยกเหตุผลชี้แจงความจำเป็นต่าง ๆ ว่าจะเสียเมืองให้แก่คนอื่น สู้ยกให้หลานตัวเองคือขุนเจืองดีกว่า จึงได้ส่งหมื่นพิจิตรไปแจ้งแก่ขุนเจือง ณ เมืองภูกามยาวพร้อมกับได้ให้สัญญาว่าบำเหน็จรางวัลโดยจะยกเมืองให้ครองด้วย
หน่วยข่าวกรอง(สมัยนั้นเรียกว่า -อุปนิขิต)แจ้งว่า ท้าวกวา และ แองกา มีกองทัพที่มีกำลังพลมากถึง ๓ ล้านนาย และมีเสบียงที่สามารถอยู่สู้รบกับเมืองหิรัญเงินยางได้นานถึง ๓ ปีและกษัตริย์ผู้นำทัพแกวมุ่งจะเอาชนะอย่างเดียวถึงกับลั่นสัจจะวาจาและตั้งปณิธานไว้ว่าถ้าไม่สามารถตีเอาเมืองได้จะไม่เสด็จกลับเมืองแกว ยิ่งทำให้ผู้นำรัฐอื่น ๆ ต่างหวาดผวาและเกรงกลัวบารมีกันมาก แต่ขุนเจืองกลับมีใจหึกเหิมอยากที่จะเข้าสู่สนามรบ และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ขุนเจืองจะใช้เป็นข้ออ้างในการรวบรวมรัฐต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ให้เป็นปึกแผ่นเดียวกัน
๑.๓.เป้าหมายทางยุทธศาสตร์
ในยุคขุนเจืองการเมืองการปกครองยังเป็นแบบนครรัฐ (City State) ยังไม่มีรัฐใดเป็นศูนย์กลางปกครองอย่างแท้จริง ที่มีก็เป็นเพียงความสัมพันธ์เฉพาะตัวของกษัตริย์เมื่อสิ้นรัชสมัยก็จะมีการเปลี่ยนผู้นำใหม่เปลี่ยนเมืองศูนย์กลางใหม่ทั้งนี้กษัตริย์พระองค์ไหนมีความเข้มแข็งกว่า มีความสามารถมากกว่าก็จะทำการปราบปราบใหม่อีกครั้งหนึ่ง จุดนี้เองขุนเจืองจึงมองเหตุการณ์แกวประชิดเมืองหิรัฐเงินยางเป็นโอกาสอันดีที่จะแสดงฝีมือทางการทหารให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน และพระองค์มีเป้าหมายที่จะสร้างรัฐพะเยาให้เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองให้ได้ การได้ช้างพานคำและคำทำนายที่ว่าจะสามารถปราบเมืองได้ครึ่งทวีปนั้นก็เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารเป็นอย่างดี นับได้ว่าขุนเจืองทรงมีพฤติกรรมทางการเมืองระหว่างรัฐคือการปราบปรามและรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นโดยมีผู้นำคนเดียวกันภายใต้กฏระเบียบอันเดียวกันเพื่อความสงบประโยชน์และความผาสุขแก่ประชาชนในภูมิภาคนี้
๒.การสร้างอาณาจักร
๒.๑.หลักการในการสร้างอาณาจักร
ในหลักการทั้ง ๕ ประการนี้นักการทหารผู้ยิ่งใหญ่ชาวจีน อย่างซุนวู ได้ให้หลักการทั้ง ๕ เอาไว้เพื่อตรวจสอบตัวเองและสามารถทำการประเมินกำลังพร้อมทั้งสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้ คือหลักการปกครอง , หลักดินฟ้าอากาศ , หลักภูมิประเทศ , หลักแม่ทัพ และหลักระเบียบวินัย [3] ซึ่งจะได้อธิบายต่อไป
๑.หลักแห่งการปกครอง
หลักการนี้จะประกอบไปด้วยการสร้างแนวความคิดและความเชื่อร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและประชาชนว่า รัฐ หรือรัฐบาลซึ่งหมายถึงตัวพ่อขุนนั้นมีเป้าหมายแห่งรัฐอย่างไร ? และเพื่ออะไร ? ในตำนานไม่ปรากฏว่าขุนเจืองจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่กระนั้นหากเข้าไปศึกษาถึงพฤติกรรมจากอัตชีวะประวัติของพระองค์แล้ว จะได้แนวคิดดังนี้ ในยุคนครรัฐ เมื่อผู้ครองรัฐเดิมเสื่อมอำนาจ หรือผลัดเปลี่ยนเจ้าผู้ครองรัฐ จะมีการยกทัพมาแย่งชิง หรือประลองกำลัง โดยแต่ละรัฐจะมีอิสระทั้งการปกครองและนโยบาย ข้อนี้ขุนเจืองธรรมิกราชได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะกำราบรัฐแกวเพราะเมืองหิรัญเงินยางนี้นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของรัฐของสมเด็จปู่คือขุนเงินจึงอาสาสู้ศึกในครั้งนี้ด้วย และต้องการที่จะให้รัฐเหล่านั้นให้เชื่อฟังและมีกฏเกณฑ์เดียวกัน สังคมเดียวกัน โดยการปราบปราม, ยึดครอง,รวบรวม และมอบหมายให้เจ้าผู้ครองเดิมได้ปกครองต่อไป ดังปรากฏในระยะเวลาต่อมาว่าแต่ละรัฐมักอ้างขุนเจืองเป็นบรรพบุรุษแห่งตน [4]
๒.หลักของดินฟ้าอากาศ
ในหลักการข้อนี้สภาพความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศทำให้ผู้คนในยุคนั้นที่มีความเชื่อในเรื่องไสยาศาสตร์ เช่น เรื่องเกี่ยวกับผี วิญญาณและเทพเจ้า เป็นแนวคิดดั่งเดิมอยู่แล้ว เช่น ชนพื้นเมือง โดยเฉพาะผู้คนในแถบถิ่นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มักจะนับถือผี หรือเชื่อว่าเหตุการณ์ต่างคือผีเป็นผู้กระทำ เช่นผีแม่น้ำ ผีภูเขา ผีบ้าน ผีเรือน เป็นต้น, จีนเชื่อเรื่องฟ้าลิขิต หรือบงการชีวิตมนุษย์ เวลาจะคิดจะทำอะไรก็อิงอาศัยฟ้าหรือสวรรค์ที่อยู่เบื้องบนเพราะท่านได้จับตามองดูเราอยู่ตลอดเวลา แม้ฮ่องเต้ก็ยังถือว่าถูกประทานมาจากฟ้า หรือเป็นโอรสสวรรค์ [5] หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเชื่อนิมิต เป็นหลักในการสร้างขวัญและกำลังใจ ในยุคขุนเจืองได้สร้างนิมิตเพื่อเสริมบารมีพระองค์ และสร้างความหึกเหิมให้กับกำลังพล ในตอนที่ได้ช้างพานคำ ดังนี้
ในราตรีหนึ่งขุนเจืองทรงพระสุบินว่า เทวดามาบอกให้ว่าช้างจะล่องน้ำมา ถ้าพระองค์จับเอาตัวแรกจักได้ปราบเมืองตลอดทวีปทั้ง ๔ ถ้าทรงจับตัวที่ ๒ จักได้ปราบเอาชมภูทวีป ถ้าทรงจับเอาตัวที่ ๓ จักปราบได้กึ่งทวีป ดังนั้นจงให้รออยู่บริเวณท่าน้ำ ในเรื่องดังกล่าวนี้พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) อ้างในพระธรรมวิมลโมลี ว่าก่อนที่ขุนเจื๋องจะได้ช้างพานคำตัวนี้ ในวันหนึ่งเวลาใกล้รุ่งมีเทวดามาบอกว่าถ้ามหาราชอยากได้ช้างเผือกตัวประเสริฐ ซึ่งมีอยู่ ๓ ตัว คือ
ตัวที่หนึ่งชื่อว่า งาไฟ ครั้นเดินทางไปทางไหนไฟจะไหม้ที่นั้น
ตัวที่สอง ชื่อ อ้ายก่ำงาเขียวแทงทีเดียวตายทั้งหมู่
ตัวที่สามชื่อว่า พานคำ จักนำท่านไปปราบทวีปใต้ ท่านต้องการตัวไหนก็ให้คัดเลือกเอาตามใจเถิด ในทันใดนั้นขุนเจืองก็ทรงลั่นพระวาจาว่า เราจะเอาช้างพานคำ ฝ่ายเทวดากล่าวต่อไปว่า พรุ่งนี้เช้าท่านจงไปคอยอยู่ที่ท่าน้ำแม่คำ คอยจับเอาเถิด พอวันรุ่งขึ้นเวลาเช้าขุนเจืองก็ไปคอย ณ ท่าน้ำ พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพญานาค ๓ ตัวล่องมาตามลำน้ำแม่คำ ตัวที่ ๑ และ ๒ เลยไปจึงจับไม่ได้ พอถึงตัวที่ ๓ ล่องมาก็ลงจับเอาพอจับได้นาคนั้นก็กลายเป็นช้างทันทีจึงนำเข้าสู่ตัวเมือง ต่อมาให้ชื่อว่า ช้างพานคำ [6]
๓.หลักของภูมิประเทศ
ในหลักนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างภูมิศาสตร์-รัฐศาสตร์ การคำนวนหนทาง, ระยะทาง และพื้นที่ หรือชัยภูมิในการเดินทัพ ด้วยเหตุที่ขุนเจืองธรรมิกราชได้มีการทำศึกสงครามติดพันและมีการสู้รบตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นี้เอง ในหนังสือเรื่องของชนชาติไทย พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) อ้างในพระธรรมวิมลโมลี ว่า ตอนที่ขุนเจืองนำกองทัพบุกตีเมืองต่างๆ ประกอบไปด้วย เมืองโกสัมพี, เมืองคริงคราษฎร์, เมืองสาวัตถี, เมืองหงสาวดี, เมืองอโยธยา, เมืองจันทบุรี, ล้านช้าง และแกวแมนตาตอก หรือเขมรดำ [7] หรืออย่างยกทัพไปช่วยเขมรทำศึกกับจาม เป็นต้น
๔.หลักแห่งแม่ทัพ
หลักการข้อนี้ขุนเจืองได้นำทัพไปปราบ และถึงลาว, พม่าบางส่วน, จีนตอนใต้, เวียดนามตอนเหนือ และยังมีการส่งกำลังทัพไปช่วยเขมรรบอีกด้วยในฐานะเป็นพันธมิตรต่อกัน นับได้ว่าขุนเจืองธรรมิกราชพระองค์นี้ พระองค์ทรงมีกองทัพอันเกรียงไกร แม้จะไม่ปรากฏว่าชื่อขุนศึกที่เด่น ๆ ก็ตาม แต่ความมีกองทัพอันเข้มแข็งอย่างนี้จึงต้องประกอบไปด้วยแม่ทัพนายกองที่มีความสามารถทั้งทางด้านการรบ, สติปัญญาที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้, มีความกล้าหาญชาญชัย, มีความเข้มงวดกวดขัน และที่สำคัญคือความเด็ดขาด ซึ่งบั้นปลายชีวิตของพระองค์ ๆ สู้รบจนสวรรคตในสนามรบ กองทัพหรือแม่ทัพนายกองของพระองค์ไม่ได้ตื่นตกใจกลัวอย่างรนลานจนหลบหนี หรือถอยทัพอย่างไม่เป็นขบวน หากแต่เป็นการเข้าไปต่อสู้แล้วแย่งพระศพนำกลับมายังเมืองหิรัญเงินยาง และแพ้เพราะผู้นำตายมิใช่แพ้แบบเสียกระบวนทัพ ซึ่งแม่ทัพนายกองเหล่านี้ต้องมีความพร้อมและกล้าหาญ มีสติปัญญาและที่จะออกรบตลอดเวลา (-ดูเสียมกุก กองทัพสยามที่ปราสาทนครวัด ของจิตร ภูมิศักดิ์ เพิ่มเติม )
๕.หลักระเบียบวินัย
หลักการนี้ถือเป็นสุดยอดของกองทัพของขุนเจืองเพราะทหารมีระเบียบวินัย, มีการจัดกระบวนทัพที่ดี, การแต่งกาย, มีอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อม จนขุนเจืองจอมทัพสยามลุ่มน้ำกกได้พระนามและการกล่าวถึงพระองค์ ๓๓ พระนาม โดยมีประเทศที่อยู่ในอาณาเขตพระราชอำนาจของขุนเจืองถึง ๖ ประเทศในแถบถิ่นลุ่มน้ำโขง ประกอบไปด้วยบางส่วนของไทย, พม่า, ลาว,จีน,เวียดนาม และเขมร
[1] จิรโชค (บรรพต) วีระสัยและคณะ. รัฐศาสตร์ทั่วไป. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๐ ). หน้า ๑๓๔.
[2] ติน ปรัชญพฤทธิ์. ศัพท์รัฐประศาสนศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ ๓ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ๒๕๓๘). หน้า ๒๒๖.
[3] แปลโดย อดุลย์ รัตนมั่นเกษม. พิชัยยุทธ์ ซุนวู. ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์, ๒๕๓๘). หน้า ๒๑.
[4] มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วรรณกรรมพุทธศาสนาในล้านนา. ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ตรัสวิน, ๒๕๔๐). หน้า ๒.
[5] พระมหาศรีบรรดร ถิรธมโม. มรรคาแห่งชีวิต. พิมพ์ครั้งที่ ๓ (พะเยา : กอบคำการพิมพ์, ๒๕๔๖).
หน้า ๑-๔
[6] พระธรรมวิมลโมลี. เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์. (พะเยา : นครนิวส์การพิมพ์, ๒๕๔๖). หน้า ๔๐.
กำลังค้นคว้าประวัติขุนเจืองอยู่ครับ
ไม่ทราบว่าจะหารูปของท่านได้ที่ไหนคะ จะเอาไปถวายแทนรูปที่หอของท่านที่จังหวัดน่านค่