หลักการข้อนี้ขุนเจืองได้นำทัพไปปราบ และถึงลาว, พม่าบางส่วน, จีนตอนใต้, เวียดนามตอนเหนือ และยังมีการส่งกำลังทัพไปช่วยเขมรรบอีกด้วยในฐานะเป็นพันธมิตรต่อกัน นับได้ว่าขุนเจืองธรรมิกราชพระองค์นี้ พระองค์ทรงมีกองทัพอันเกรียงไกร แม้จะไม่ปรากฏว่าชื่อขุนศึกที่เด่น ๆ ก็ตาม แต่ความมีกองทัพอันเข้มแข็งอย่างนี้จึงต้องประกอบไปด้วยแม่ทัพนายกองที่มีความสามารถทั้งทางด้านการรบ, สติปัญญาที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้, มีความกล้าหาญชาญชัย, มีความเข้มงวดกวดขัน และที่สำคัญคือความเด็ดขาด ซึ่งบั้นปลายชีวิตของพระองค์ ๆ สู้รบจนสวรรคตในสนามรบ กองทัพหรือแม่ทัพนายกองของพระองค์ไม่ได้ตื่นตกใจกลัวอย่างรนลานจนหลบหนี หรือถอยทัพอย่างไม่เป็นขบวน หากแต่เป็นการเข้าไปต่อสู้แล้วแย่งพระศพนำกลับมายังเมืองหิรัญเงินยาง และแพ้เพราะผู้นำตายมิใช่แพ้แบบเสียกระบวนทัพ ซึ่งแม่ทัพนายกองเหล่านี้ต้องมีความพร้อมและกล้าหาญ มีสติปัญญาและที่จะออกรบตลอดเวลา (-ดูเสียมกุก กองทัพสยามที่ปราสาทนครวัด ของจิตร ภูมิศักดิ์ เพิ่มเติม )

            ขุนเจืองธรรมิกราช พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่  ๒  เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงแสนยานุภาพทางด้านทหารมากที่สุด  สามารถรวบรวมและเป็นใหญ่ ในประเทศ  ๖  ประเทศในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง  ทรงมีพระนามใช้เรียกถึง  ๓๓  พระนาม พระองค์ทรงเป็นมหาราช  จนชนชาติต่าง ๆ อ้างพระองค์เป็นบรรพบุรุษของตนเอง พระองค์ทรงครองราชย์  ขณะพระชนมายุ  ๓๗  พระชันษา ทรงสวรรคตในสนามรบ  ด้วยวัย  ๖๗  พระชันษาในต่างแดน  และเหล่าทหารเข้าต่อสู้และแย่งพระศพได้แล้วนำกลับมา  ณ  เมืองหิรัญเงินยาง 

.แนวคิดทางสังคมและการเมืองพะเยา

.๑.จุดมุ่งหมายแห่งรัฐพะเยา

                ในยุคขุนเจืองผู้ซึ่งเป็นนักรบของรัฐพะเยาเป็นบุคคลที่มีบุคลิกที่ต่างไปจากขุนจอมธรรมผู้เป็นพระราชบิดา กล่าวคือพระองค์ทรงเป็นผู้มุ่งมั่นที่จะผนวกเอาดินแดนของอาณาจักรต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันโดยการขยายพระอำนาจไปสู่อาณาจักรต่าง ๆ ตั้งแต่อาณาจักรภูกามยาว (พะเยา) – อาณาจักรโยนก (หิรัญเงินยาง) – อาณาจักรล้านช้าง (หลวงพระบาง) – อาณาจักรไดแวด (แกว) หรือปัจจุบันคือ เวียดนามตอนเหนือ  เป็นต้น

                ดังนั้นพระองค์จึงคิดที่จะรวบรวมบ้านเมือง หรือมีเป้าหมายทางพระราชอำนาจซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้แนวคิดของ จอห์น  ล็อค  นักปรัชญาชาวอังกฤษก็มีทัศนะที่จะสนับสนุนทฤษฎีการเมืองในทำนองอย่างนี้ว่า  จุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดทางการรวมตัวขึ้นเป็นรัฐ และอยู่ภายใต้รัฐบาลได้แก่การรักษาไว้ซึ่งทรัพย์สิน  แนวความคิดนี้ยังสอดคล้องกับสมมติฐานของเขาเองที่ว่าเมื่อมนุษย์ในโลกระยะต้นนั้นยังไม่มีรัฐ  มนุษย์อยู่ในภาวะธรรมชาติ  ซึ่งแม้จะมีเสรีภาพแต่ก็ขาดความมั่นคง เพราะไม่มีองค์อธิปัตย์ (หรือรัฐบาลกลางที่เป็นศูนย์รวมอำนาจอย่างแท้จริง) ที่จะคอยดูแล และตัดสินใจในเรื่องของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่าง ๆ อันเป็นสิ่งที่จอห์น  ล็อคเชื่อว่าเป็นชนวนแห่งการพิพาทนานาประการ [1]  ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ ได้สะท้อนถึงข้อเท็จจริงในระยะเวลาต่อมาเมื่อหมดยุคขุนเจืองธรรมิกราช หรือมหาราชพระองค์นี้แล้ว เหตุการณ์บ้านเมืองของรัฐพะเยา และรัฐที่เคยอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์ก็ประสบปัญหาขัดแย้งกระทบกระทั่งกันและเกิดการแย่งชิงกันเรื่อยมา โดยตลอดเริ่มปรากฏชัดเจนมากที่สุดในยุคของขุนงำเมืองเป็นต้นมา

 

๑.๒. การแสดงภาวะผู้นำ (Leadership)

                ในเรื่องดังกล่าวนี้ ขุนเจืองธรรมิกราช ได้ทรงฝึกฝนทางด้านศิลปศาสตร์ในแขนงวิชาต่าง ๆ นานานับประการทั้งวิชาการทหารอันมีทั้งเชิงช้าง,  เชิงม้า,  เพลงอาวุธ,  เพลงหอก,  เพลงดาบ,การปล้ำ , เชิงมวย เป็นต้น จนชำนาญใช้ได้คล่องแคล่ว  และได้ศึกษาถึงวิชาการอื่น ๆ อันได้แก่   การฟ้อน, ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, ผังเมือง, ชัยภูมิเมือง  เป็นต้น  ซึ่งการศึกษาศิลปวิทยาต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานี้พระองค์จึงได้แสดงออกถึงภาวะผู้นำ (Leadership) นั้นก็หมายความว่าพระองค์ได้เข้าไปสร้างหรือส่งเสริมกิจกรรมที่ไปมีอิทธิพลเหนือผู้อื่นเพื่อให้บุคคลเหล่านั้นปฏิบัติงานอย่างเต็มใจและบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน [2]   ซึ่งปรากฏออกมาอย่างชัดเจนเมื่อพระองค์ได้  ๑๖  พระชันษาก็ได้เสด็จไปหยั่งเชิง ณ เมืองน่าน (บางตำนานกล่าวว่าเมืองพาน) โดยการเสด็จไปคล้องช้าง   กิตติศัพท์ในครั้งนั้นเจ้าผู้ครองเมืองจึงยอม ยกธิดาชื่อจันทเทวี  พร้อมช้าง  ๑๐๐  เชือกให้กับขุนเจือง

                เมื่อพระองค์มีพระชันษาได้  ๑๗  ก็เสด็จไปเมืองแพร่  เจ้าผู้ครองนครพระนามว่าพระยาภูมิ  หรือ พรหมวังสะ  เห็นเช่นนั้นจึงยกพระธิดาพระนามว่าแก้วกษัตรี  พร้อมช้าง  ๑๐๐  เชือกอีก  นับได้ว่าการเสด็จไปในที่ต่าง ๆ ของขุนเจืองนั้นเป็นการแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพ ที่ไม่ต้องรบแต่สามารถที่จะโน้มน้าวพระราชหฤทัยของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ ให้มาเป็นสมัครพรรคพวกโดยการส่งมอบบรรณาการเข้ามาสวามิภักดิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองอย่างรัฐน่านและแพร่ซึ่งเป็นรัฐอิสระที่มีความสัมพันธ์กับรัฐสุโขทัยมากกว่าที่จะมีความผูกพันธ์กับรัฐพะเยา

     เมื่อชันษาได้  ๒๘  เกิดศึกแกวประชิดรัฐโยนก เหตุเพราะเวลานั้นขุนเงินสวรรคต ขุนชินขึ้นครองราชแทนพระราชบิดา  สถานการณ์ตอนนั้นไม่มั่นคงมากนัก ทำให้เมืองประเทศราช  หรืออาณาจักรอื่น ๆ เห็นว่าเป็นโอกาสจึงกรีฑาทัพเข้ามาตีเมืองศูนย์กลางรัฐอย่างหิรัญเงินยาง

                ขุนชินจึงเรียกเหล่าเสนาอามาตย์เข้ามาปรึกษา  เมื่อพระองค์ทรงปริวิตกและประเมินกำลังแล้วจะเสียเมืองแน่ พระองค์จึงแสวงหาทางออกที่ดีที่สุด และบรรดาเหล่าแม่ทัพนายกองเห็นฟ้องต้องกันที่จะอัญเชิญขุนเจืองเสด็จมาช่วยรบโดยได้ยกเหตุผลชี้แจงความจำเป็นต่าง ๆ ว่าจะเสียเมืองให้แก่คนอื่น  สู้ยกให้หลานตัวเองคือขุนเจืองดีกว่า  จึงได้ส่งหมื่นพิจิตรไปแจ้งแก่ขุนเจือง  ณ  เมืองภูกามยาวพร้อมกับได้ให้สัญญาว่าบำเหน็จรางวัลโดยจะยกเมืองให้ครองด้วย

                หน่วยข่าวกรอง(สมัยนั้นเรียกว่า -อุปนิขิต)แจ้งว่า ท้าวกวา และ แองกา  มีกองทัพที่มีกำลังพลมากถึง  ๓  ล้านนาย  และมีเสบียงที่สามารถอยู่สู้รบกับเมืองหิรัญเงินยางได้นานถึง  ๓  ปีและกษัตริย์ผู้นำทัพแกวมุ่งจะเอาชนะอย่างเดียวถึงกับลั่นสัจจะวาจาและตั้งปณิธานไว้ว่าถ้าไม่สามารถตีเอาเมืองได้จะไม่เสด็จกลับเมืองแกว ยิ่งทำให้ผู้นำรัฐอื่น ๆ ต่างหวาดผวาและเกรงกลัวบารมีกันมาก  แต่ขุนเจืองกลับมีใจหึกเหิมอยากที่จะเข้าสู่สนามรบ และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ขุนเจืองจะใช้เป็นข้ออ้างในการรวบรวมรัฐต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ให้เป็นปึกแผ่นเดียวกัน

 

.๓.เป้าหมายทางยุทธศาสตร์

                ในยุคขุนเจืองการเมืองการปกครองยังเป็นแบบนครรัฐ  (City  State)  ยังไม่มีรัฐใดเป็นศูนย์กลางปกครองอย่างแท้จริง  ที่มีก็เป็นเพียงความสัมพันธ์เฉพาะตัวของกษัตริย์เมื่อสิ้นรัชสมัยก็จะมีการเปลี่ยนผู้นำใหม่เปลี่ยนเมืองศูนย์กลางใหม่ทั้งนี้กษัตริย์พระองค์ไหนมีความเข้มแข็งกว่า  มีความสามารถมากกว่าก็จะทำการปราบปราบใหม่อีกครั้งหนึ่ง  จุดนี้เองขุนเจืองจึงมองเหตุการณ์แกวประชิดเมืองหิรัฐเงินยางเป็นโอกาสอันดีที่จะแสดงฝีมือทางการทหารให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คน  และพระองค์มีเป้าหมายที่จะสร้างรัฐพะเยาให้เป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองให้ได้  การได้ช้างพานคำและคำทำนายที่ว่าจะสามารถปราบเมืองได้ครึ่งทวีปนั้นก็เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารเป็นอย่างดี  นับได้ว่าขุนเจืองทรงมีพฤติกรรมทางการเมืองระหว่างรัฐคือการปราบปรามและรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นโดยมีผู้นำคนเดียวกันภายใต้กฏระเบียบอันเดียวกันเพื่อความสงบประโยชน์และความผาสุขแก่ประชาชนในภูมิภาคนี้

               

.การสร้างอาณาจักร

.๑.หลักการในการสร้างอาณาจักร

                ในหลักการทั้ง  ๕  ประการนี้นักการทหารผู้ยิ่งใหญ่ชาวจีน อย่างซุนวู ได้ให้หลักการทั้ง  ๕  เอาไว้เพื่อตรวจสอบตัวเองและสามารถทำการประเมินกำลังพร้อมทั้งสถานการณ์ต่าง ๆ  ดังนี้ คือหลักการปกครอง , หลักดินฟ้าอากาศ , หลักภูมิประเทศ , หลักแม่ทัพ และหลักระเบียบวินัย  [3]  ซึ่งจะได้อธิบายต่อไป

                ๑.หลักแห่งการปกครอง

                                หลักการนี้จะประกอบไปด้วยการสร้างแนวความคิดและความเชื่อร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและประชาชนว่า รัฐ หรือรัฐบาลซึ่งหมายถึงตัวพ่อขุนนั้นมีเป้าหมายแห่งรัฐอย่างไร ? และเพื่ออะไร ? ในตำนานไม่ปรากฏว่าขุนเจืองจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน  แต่กระนั้นหากเข้าไปศึกษาถึงพฤติกรรมจากอัตชีวะประวัติของพระองค์แล้ว  จะได้แนวคิดดังนี้  ในยุคนครรัฐ เมื่อผู้ครองรัฐเดิมเสื่อมอำนาจ หรือผลัดเปลี่ยนเจ้าผู้ครองรัฐ  จะมีการยกทัพมาแย่งชิง หรือประลองกำลัง โดยแต่ละรัฐจะมีอิสระทั้งการปกครองและนโยบาย ข้อนี้ขุนเจืองธรรมิกราชได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะกำราบรัฐแกวเพราะเมืองหิรัญเงินยางนี้นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของรัฐของสมเด็จปู่คือขุนเงินจึงอาสาสู้ศึกในครั้งนี้ด้วย และต้องการที่จะให้รัฐเหล่านั้นให้เชื่อฟังและมีกฏเกณฑ์เดียวกัน สังคมเดียวกัน โดยการปราบปราม, ยึดครอง,รวบรวม และมอบหมายให้เจ้าผู้ครองเดิมได้ปกครองต่อไป ดังปรากฏในระยะเวลาต่อมาว่าแต่ละรัฐมักอ้างขุนเจืองเป็นบรรพบุรุษแห่งตน [4]

                ๒.หลักของดินฟ้าอากาศ

                ในหลักการข้อนี้สภาพความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศทำให้ผู้คนในยุคนั้นที่มีความเชื่อในเรื่องไสยาศาสตร์ เช่น เรื่องเกี่ยวกับผี วิญญาณและเทพเจ้า เป็นแนวคิดดั่งเดิมอยู่แล้ว เช่น ชนพื้นเมือง โดยเฉพาะผู้คนในแถบถิ่นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มักจะนับถือผี หรือเชื่อว่าเหตุการณ์ต่างคือผีเป็นผู้กระทำ เช่นผีแม่น้ำ ผีภูเขา ผีบ้าน ผีเรือน เป็นต้น, จีนเชื่อเรื่องฟ้าลิขิต หรือบงการชีวิตมนุษย์ เวลาจะคิดจะทำอะไรก็อิงอาศัยฟ้าหรือสวรรค์ที่อยู่เบื้องบนเพราะท่านได้จับตามองดูเราอยู่ตลอดเวลา แม้ฮ่องเต้ก็ยังถือว่าถูกประทานมาจากฟ้า หรือเป็นโอรสสวรรค์  [5] หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเชื่อนิมิต เป็นหลักในการสร้างขวัญและกำลังใจ ในยุคขุนเจืองได้สร้างนิมิตเพื่อเสริมบารมีพระองค์ และสร้างความหึกเหิมให้กับกำลังพล ในตอนที่ได้ช้างพานคำ ดังนี้

                ในราตรีหนึ่งขุนเจืองทรงพระสุบินว่า  เทวดามาบอกให้ว่าช้างจะล่องน้ำมา  ถ้าพระองค์จับเอาตัวแรกจักได้ปราบเมืองตลอดทวีปทั้ง  ๔  ถ้าทรงจับตัวที่  ๒  จักได้ปราบเอาชมภูทวีป  ถ้าทรงจับเอาตัวที่  ๓  จักปราบได้กึ่งทวีป  ดังนั้นจงให้รออยู่บริเวณท่าน้ำ ในเรื่องดังกล่าวนี้พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) อ้างในพระธรรมวิมลโมลี ว่าก่อนที่ขุนเจื๋องจะได้ช้างพานคำตัวนี้ ในวันหนึ่งเวลาใกล้รุ่งมีเทวดามาบอกว่าถ้ามหาราชอยากได้ช้างเผือกตัวประเสริฐ ซึ่งมีอยู่  ๓  ตัว คือ

     ตัวที่หนึ่งชื่อว่า งาไฟ  ครั้นเดินทางไปทางไหนไฟจะไหม้ที่นั้น 

     ตัวที่สอง ชื่อ อ้ายก่ำงาเขียวแทงทีเดียวตายทั้งหมู่

     ตัวที่สามชื่อว่า พานคำ จักนำท่านไปปราบทวีปใต้  ท่านต้องการตัวไหนก็ให้คัดเลือกเอาตามใจเถิด  ในทันใดนั้นขุนเจืองก็ทรงลั่นพระวาจาว่า เราจะเอาช้างพานคำ ฝ่ายเทวดากล่าวต่อไปว่า พรุ่งนี้เช้าท่านจงไปคอยอยู่ที่ท่าน้ำแม่คำ คอยจับเอาเถิด พอวันรุ่งขึ้นเวลาเช้าขุนเจืองก็ไปคอย  ณ  ท่าน้ำ พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพญานาค  ๓  ตัวล่องมาตามลำน้ำแม่คำ  ตัวที่  ๑  และ ๒ เลยไปจึงจับไม่ได้  พอถึงตัวที่  ๓  ล่องมาก็ลงจับเอาพอจับได้นาคนั้นก็กลายเป็นช้างทันทีจึงนำเข้าสู่ตัวเมือง ต่อมาให้ชื่อว่า  ช้างพานคำ [6]

 

                ๓.หลักของภูมิประเทศ

                ในหลักนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างภูมิศาสตร์-รัฐศาสตร์  การคำนวนหนทาง, ระยะทาง และพื้นที่ หรือชัยภูมิในการเดินทัพ  ด้วยเหตุที่ขุนเจืองธรรมิกราชได้มีการทำศึกสงครามติดพันและมีการสู้รบตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นี้เอง  ในหนังสือเรื่องของชนชาติไทย พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) อ้างในพระธรรมวิมลโมลี ว่า ตอนที่ขุนเจืองนำกองทัพบุกตีเมืองต่างๆ ประกอบไปด้วย  เมืองโกสัมพี, เมืองคริงคราษฎร์, เมืองสาวัตถี, เมืองหงสาวดี, เมืองอโยธยา, เมืองจันทบุรี, ล้านช้าง และแกวแมนตาตอก หรือเขมรดำ  [7]  หรืออย่างยกทัพไปช่วยเขมรทำศึกกับจาม  เป็นต้น

                ๔.หลักแห่งแม่ทัพ

                หลักการข้อนี้ขุนเจืองได้นำทัพไปปราบ และถึงลาว, พม่าบางส่วน, จีนตอนใต้, เวียดนามตอนเหนือ และยังมีการส่งกำลังทัพไปช่วยเขมรรบอีกด้วยในฐานะเป็นพันธมิตรต่อกัน  นับได้ว่าขุนเจืองธรรมิกราชพระองค์นี้ พระองค์ทรงมีกองทัพอันเกรียงไกร แม้จะไม่ปรากฏว่าชื่อขุนศึกที่เด่น ๆ ก็ตาม  แต่ความมีกองทัพอันเข้มแข็งอย่างนี้จึงต้องประกอบไปด้วยแม่ทัพนายกองที่มีความสามารถทั้งทางด้านการรบ, สติปัญญาที่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้, มีความกล้าหาญชาญชัย, มีความเข้มงวดกวดขัน และที่สำคัญคือความเด็ดขาด ซึ่งบั้นปลายชีวิตของพระองค์ ๆ สู้รบจนสวรรคตในสนามรบ กองทัพหรือแม่ทัพนายกองของพระองค์ไม่ได้ตื่นตกใจกลัวอย่างรนลานจนหลบหนี หรือถอยทัพอย่างไม่เป็นขบวน หากแต่เป็นการเข้าไปต่อสู้แล้วแย่งพระศพนำกลับมายังเมืองหิรัญเงินยาง  และแพ้เพราะผู้นำตายมิใช่แพ้แบบเสียกระบวนทัพ  ซึ่งแม่ทัพนายกองเหล่านี้ต้องมีความพร้อมและกล้าหาญ มีสติปัญญาและที่จะออกรบตลอดเวลา  (-ดูเสียมกุก กองทัพสยามที่ปราสาทนครวัด ของจิตร  ภูมิศักดิ์ เพิ่มเติม )

                ๕.หลักระเบียบวินัย 

                หลักการนี้ถือเป็นสุดยอดของกองทัพของขุนเจืองเพราะทหารมีระเบียบวินัย, มีการจัดกระบวนทัพที่ดี, การแต่งกาย, มีอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อม  จนขุนเจืองจอมทัพสยามลุ่มน้ำกกได้พระนามและการกล่าวถึงพระองค์  ๓๓  พระนาม โดยมีประเทศที่อยู่ในอาณาเขตพระราชอำนาจของขุนเจืองถึง  ๖  ประเทศในแถบถิ่นลุ่มน้ำโขง ประกอบไปด้วยบางส่วนของไทย, พม่า, ลาว,จีน,เวียดนาม และเขมร


[1] จิรโชค  (บรรพต)  วีระสัยและคณะ.  รัฐศาสตร์ทั่วไป. (กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๐ ).  หน้า  ๑๓๔.

[2] ติน  ปรัชญพฤทธิ์.  ศัพท์รัฐประศาสนศาสตร์.  พิมพ์ครั้งที่ ๓    (กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,  ๒๕๓๘).    หน้า  ๒๒๖.

[3] แปลโดย อดุลย์  รัตนมั่นเกษม. พิชัยยุทธ์ ซุนวู. ( กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์,  ๒๕๓๘).  หน้า  ๒๑.

[4]  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  วรรณกรรมพุทธศาสนาในล้านนา.  ( กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์ตรัสวิน,  ๒๕๔๐).  หน้า ๒.

[5] พระมหาศรีบรรดร  ถิรธมโม.   มรรคาแห่งชีวิต.  พิมพ์ครั้งที่  ๓    (พะเยา  :  กอบคำการพิมพ์,  ๒๕๔๖).

  หน้า  ๑-๔

[6] พระธรรมวิมลโมลี.  เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์.   (พะเยา  :  นครนิวส์การพิมพ์,   ๒๕๔๖).  หน้า  ๔๐.

[7] เรื่องเดียวกัน  หน้า  ๑๗๒.