รายงานการประเมินโครงการศิลปะบำบัดเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานเด็กพิการ

  ศรีบุตร  โพธิ์หย่า. (2554).รายงานการประเมินโครงการศิลปะบำบัดเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐาน
                เด็กพิการ ตามแนวทางการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
                                    บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
                   การประเมินโครงการศิลปะบำบัดเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานเด็กพิการตามแนวทางการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
ครั้งนี้ ทำการประเมินตามรูปแบบซิปป์(CIPP Model) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินบริบทของโครงการเกี่ยวกับความต้องการจำเป็น
ความสอดคล้องและความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของโครงการ  ประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการเกี่ยวกับความรู้ ความสามารถ และความพร้อม
ของผู้รับผิดชอบโครงการ  ความเพียงพอของงบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินงาน ประเมินกระบวนการของโครงการ เกี่ยวกับการดำเนิน
กิจกรรมตามแผน และการติดตามโครงการ ประเมินผลผลิตของโครงการ เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กพิการ
ตามทักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะสังคมทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กทักษะการเตรียมความพร้อมทางวิชาการ ทักษะภาษาและการสื่อสาร
สมาธิของเด็กขณะทำกิจกรรม และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น  72  คน
ประกอบด้วย เด็กพิการจำนวน 24 คน ครูจำนวน  20  คน ผู้ปกครองจำนวน  23 คน พี่เลี้ยงเด็กพิการจำนวน  5  คนของศูนย์การศึกษาพิเศษ
ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ปีการศึกษา 2553 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีทั้งสิ้น 10 ฉบับประกอบด้วยแบบสอบถามวัดด้านบริบท 1  ฉบับ
แบบสอบถามวัดด้านปัจจัยนำเข้า  1  ฉบับ แบบสอบถามวัดด้านผลผลิต  3  ฉบับ แบบวัดพัฒนาการเด็กพิการ  3  ฉบับ แบบสังเกต 1 ฉบับ 
และแบบบันทึก จำนวน  1 ฉบับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเปรียบเทียบ 
(t-test) ผลการประเมินโครงการสรุปได้ ดังนี้

ผลการประเมิน                  

ผลการประเมินพบว่า ตัวชี้วัด ประเด็นการประเมินทุกประเด็นและภาพรวมของโครงการผ่านเกณฑ์การประเมินทั้งหมด คือ

1.  บริบทของโครงการ อยู่ในระดับมาก  และผลตัวชี้วัด 2 ตัวชี้วัดมีดังนี้
ตัวชี้วัดที่ 1 ความต้องการจำเป็นของโครงการ อยู่ในระดับมาก
ตัวชี้วัดที่ 2 ความเป็นไปได้ของโครงการ  อยู่ในระดับมาก
 2.  ปัจจัยนำเข้าของโครงการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน  และผลตัวชี้วัด 3 ตัวชี้วัด มีดังนี้
 ตัวชี้วัดที่ 1 ผู้รับผิดชอบโครงการ มีความรู้ ความเข้าใจความสามารถและความพร้อมในการปฏิบัติกิจกรรม อยู่ในระดับมาก
 ตัวชี้วัดที่ 2  งบประมาณสนับสนุนเพียงพอในโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด
 ตัวชี้วัดที่ 3  วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินโครงการฯ อยู่ในระดับมากที่สุด
 3.  กระบวนการของโครงการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน  และผลตัวชี้วัด 2 ตัวชี้วัด มีดังนี้
 ตัวชี้วัดที่ 1  กิจกรรมที่ดำเนินการ อยู่ในระดับมากที่สุด
 ตัวชี้วัดที่ 2  ด้านการนิเทศติดตามอยู่ในระดับมากที่สุด
 4.  ผลผลิตของโครงการ อยู่ในระดับมาก  และผลตัวชี้วัด 7 ตัวชี้วัดมีดังนี้
 ตัวชี้วัดที่  1  เด็กพิการด้านสติปัญญามีพัฒนาการเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับมาก และพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนวัดพัฒนาการก่อนการพัฒนาและหลังเข้าร่วมโครงการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.01 หมายถึงผู้เข้าร่วมโครงการมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น
 ตัวชี้วัดที่  2  เด็กพิการด้านร่างกายมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับมากที่สุด และพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนวัดพัฒนาการก่อนการพัฒนาและหลังเข้าร่วมโครงการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.001 หมายถึงผู้เข้าร่วมโครงการมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น
 ตัวชี้วัดที่  3   เด็กออทิสติกมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับมาก และพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนวัดพัฒนาการก่อนการพัฒนาและหลังเข้าร่วมโครงการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.01 หมายถึงผู้เข้าร่วมโครงการมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น
 ตัวชี้วัดที่  4  เด็กพิการมีสมาธิในการทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น อยู่ในระดับมากที่สุด และพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนวัดพัฒนาการก่อนการพัฒนาและหลังเข้าร่วมโครงการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.001 หมายถึงผู้เข้าร่วมโครงการมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น
 ตัวชี้วัดที่  5  ความพึงพอใจของผู้ปกครอง อยู่ในระดับมาก
 ตัวชี้วัดที่  6  ความพึงพอใจของพี่เลี้ยงเด็กพิการ อยู่ในระดับมาก
 ตัวชี้วัดที่  7 ความพึงพอใจของครูผู้รับผิดชอบ อยู่ในระดับมาก
ข้อเสนอแนะ 
 1. จากผลการประเมินที่พบว่าประเด็นการประเมินผ่านเกณฑ์ และอยู่ในระดับมากทุกประเด็นถ้าเป็นไปได้จึงควรจัดโครงการในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก
ด้วยการกระจายให้ผู้ปกครองนำไปฝึกนักเรียนตามบ้านเพื่อให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากขึ้น และนักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น
โดยเฉพาะนักเรียนที่ไม่ได้มารับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดอุตรดิตถ์อย่างสม่ำเสมอและนักเรียนที่อยู่ตามบ้านไม่สามารถมารับบริการ
ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษได้
2. จากผลการประเมินที่พบว่ารูปแบบของการจัดกิจกรรมของโครงการมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากแต่ยังน้อยกว่ารายการอื่น ๆ 
 ซึ่งในการจัดกิจกรรมให้กับเด็กพิการกิจกรรมถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้กระตุ้นพัฒนาการของเด็กให้ดีขึ้นดังนั้นในการจัดโครงการ
ลักษณะนี้จึงควรเพิ่มกิจกรรมให้มีความเหมาะสมมากขึ้น
3. จากผลการประเมินที่พบว่าความพึงพอใจของผู้ปกครองเกี่ยวกับการเข้าร่วมกิจกรรมของนักเรียนมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
แต่ยังน้อยกว่ารายการอื่น ๆ ซึ่งในการพัฒนาเด็กพิการตัวเด็กถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะชี้ให้เห็นว่าโครงการนนั้น
ประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใดถ้านักเรียนมีส่วนร่วมในโครงการน้อยหรือไม่ได้มีส่วนร่วมในโครงการเลย
จะทำให้ผลการพัฒนานักเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  ดังนั้นในการจัดโครงการในลักษณะเช่นนี้จึงควรกระตุ้นหรือส่งเสริม
ให้เด็กมีส่วนร่วมในโครงการให้มากที่สุด