เพราะคนไทยมักให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากกว่าระบบ คือ เก่งกับเก่งเมื่อทำงานร่วมกันแทนที่จะได้ผลลัพธ์ที่ ดีสุดๆ กลายเป็น เจ๊งไม่เป็นท่า หรือ ประเภทเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ดี อยู่กับที่ก็จะมีแต่ล่ม
พูดถึงกิจกรรมลูกเสือหรือบางคนเรียกว่าวิชาลูกเสือ เชื่อว่าครูหลาย ๆ คน คงไม่ชอบนัก เหตุเพราะไม่ชอบเครื่องแบบลูกเสือ ไม่อยากตากแดด ไม่มีทักษะทางลูกเสือ ฯลฯ แต่ในทางกลับกันผมกลับพบว่า เด็ก ๆ ชอบเรียนลูกเสือ (แต่วัยรุ่นไม่ค่อยชอบ) เมื่อถึงวันพฤหัสบดีที่มีเรียนลูกเสือทีไร เด็ก ๆ ดูมีความกระตือรือร้น และจะคอยมาถามอยู่ตลอดว่าวันนี้ได้เรียนลูกเสือไหม ซึ่งทำให้การเรียนการสอนลูกเสือของพวกเราเป็นไปอย่างสนุกสนาน
ส่วนตัวผมแล้วผมมองว่าประเทศไทยของเรานั้นมีคนเก่ง ๆ มากมาย และคนเก่งที่ว่านี้มีในทุกวงการ แต่เมื่อพูดถึงการทำงานเป็นทีม หรือเก่งกันเป็นทีมเป็นคณะ กระแสที่ได้ยินจะคล้าย ๆ กันคือหาได้ยาก เพราะคนไทยมักให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากกว่าระบบ คือ เก่งกับเก่งเมื่อทำงานร่วมกันแทนที่จะได้ผลลัพธ์ที่ ดีสุดๆ กลายเป็น เจ๊งไม่เป็นท่า หรือ ประเภทเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ดี อยู่กับที่ก็จะมีแต่ล่ม ซึ่งแบบนี้มีให้เห็นในข่าวอยู่เป็นประจำ (ว่าแต่ว่าตอนนี้เรื่อง 3G ไปถึงไหนแล้วครับ)
ดังนั้นกิจกรรมลูกเสือน่าจะเป็นหนึ่งในการช่วยปลูกฝังความเข้าใจและความรักในการทำงานเป็นทีมให้เด็ก ๆ ได้ ซึ่งหากจะทำอย่างจริงจังแล้ว วิชาในก็สามารถทำได้เหมือนกัน แต่กิจกรรมลูกเสือจะทำให้พวกเขาได้รู้จักบทบาทและหน้าที่ของตนเองได้ชัดเจนมากกว่า ทั้งนี้มีปัจจัยสำคัญคือครู ครูจะสอนให้หมดชั่วโมงไปวัน ๆ หรือ ครูจะทำให้มากกว่านั้น ซึ่งไม่ยากเลยครับ ปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลสำหรับครูลูกเสือทั้งวิธีการสอน สื่อ หรือแม้แต่การเปิดอบรมหลักสูตรต่าง ๆ มากมายทั่วประเทศ ขอเพียงครูอย่ามองกิจกรรมลูกเสือว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ลำบาก แต่มองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาเด็ก ๆ และพัฒนาตนเองเป็นอีกทาง แค่นี้ชั่วโมงลูกเสือทีไร คงมีแต่ความสุขใจและรอยยิ้มของ เด็ก ๆ(และเรา) กันถ้วนหน้า ครับ