๑ มิถุนายน ๒๕๕๔

กราบสวัสดีค่ะครู

            วันนี้คาดหวังอะไรกับตนเองบ้าง ดูเหมือนไม่ได้มีเป้าหมายชัดนัก รู้สึกขอพักเหนื่อย แต่ก็ลงสมุดไว้ว่า ติดต่อ อาจารย์วิบูลย์ ที่คณะเภสัชศาสตร์ (เป็นผู้ใหญ่อีกท่านที่ครูเคยเอ่ยถึง) เรื่องการเข้าไปพัฒนางานด้านสุขภาพในชุมชน

                พอไปทำงานได้คุยได้ฟังเรื่องราวจากพี่อ้อเกี่ยวกับงานต่าง ๆ ความเคลื่อนไหว ความคาดหวัง ตอนแรกปรากฏความขี้เกียจว่าจะเลื่อนการโทรหาอาจารย์แล้วผลัดไปก่อน แต่พอยกหูโทรศัพท์คุย ท่านตัดสินใจรวดเร็วว่ามาเจอกันบ่ายนี้เลย รู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นมาทั้งที ได้เรียนรู้ว่า ที่เฉื่อย ๆ ก็เพราะไม่มีเป้าหมายอะไรชัดกับตนเองในวันนี้ แต่พอได้คุยแล้วมีแผนมีเป้าหมาย ในหัวก็เรียบเรียงเรื่องราวการทำงานทันที ชัดกับตนเองมาก ๆ ว่า ที่คนทำงานรู้สึกเฉื่อย แล้วอยากอยู่เฉยๆ เพราะ ไม่มีเป้าหมายกับตนเองว่า จะทำอะไร

พออยู่ในสภาวะเช่นนั้นนาน  ๆเลยลืมพลังแห่งความเป็นมนุษย์ว่า ไร้ขีดจำกัดเพียงใด

ซึ่งก็เป็นเส้นทางเดิม ๆ เรื่องเดิม ๆ ที่ไม่เคยจะกล้าก้าวออกมาทำเสียที

โอ้ วันนี้ครูแห่งธรรมชาติสอนแบบหมัดหนัก ปล่อยให้เอ้อระเหย ตอนเช้า ๆ แล้วก็มาต่อยซะหมัดหนักตอนสาย แต่ก็ได้เรียนรู้ที่มาของความเฉื่อยว่ามาจาก “ความไร้เป้าหมายในตนเอง” วันนี้ไม่มีอะไรไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพราะไม่ได้เข้มงวดกับตนเองนักค่ะ

                ส่วนสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ครูค่ะได้เข้าไปคุยกับอาจารย์วิบูลย์ ที่ครูเคยเอ่ยถึงท่านว่า น่าเข้าไปทำงานด้วย ตอนที่ได้รับการติดต่อจากท่าน รู้สึกดีใจมาก พอได้เข้าไปคุยแล้วต้องบอกว่า “ทึ่ง” ตอนที่เรียนกับท่านได้เรียนแค่ไม่กี่ชั่วโมงแถมไม่ค่อยตั้งใจอีกต่างหากค่ะ แต่วันนี้คือการทำงาน คือวิถีชีวิต ยิ่งฟังยิ่งประทับใจค่ะ เหมือนได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเข้าไปพัฒนาพื้นที่ พร้อม ๆ กับพัฒนาคน แล้วที่สำคัญ “ติ๋วได้พัฒนาตนเอง” เครื่องมือแบบ เจ็ดบวกสามที่ ท่านยกมาทำให้รู้สึกว่าเป็นแนวคิดที่ติ๋วไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่ไม่มีนะคะ แต่ติ๋วมองข้าม เคยทำงานชุมชนแต่แบบ “มวยวัด” ไม่มีทฤษฎี หรือ หลักการชัด

ทำแบบ เขามีอะไร เขาขาดอะไร แล้วเติมอะไรได้ แล้วเป็นยังไง แล้วจะทำยังไงต่อ

 

ตอนทำงาน ติ๋วคิดแค่นี้ ไม่ได้มองถึงงานวิจัยเชิงคุณภาพเลยค่ะ วันนี้เหมือนมาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ แบบที่เห็นตนเองเปิดใจ แม้จะมีเวลาเหลือที่จะอยู่ขอนแก่น แค่สิ้นเดือนมิถุนายน แต่ก็ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ แม้จะหายไปจากขอนแก่นสามเดือน ก็ไม่ได้หมายถึงว่า งานจะชะงัก เพราะมีพี่อ้อที่ทำงานคู่กันมาทำอยู่

พี่อ้อทำให้ติ๋วเข้าใจคำว่า “การทำงานเป็นทีม” เราเป็นทีมที่มองตาแล้วรู้ใจ ไร้รูปแบบ การที่ให้คนในทีมรู้สิ่งที่เราจะทำให้ได้มากที่สุด พอถึงคราจำเป็น เราทำงานแทนกันได้ นี่แหละคือความน่าทึ่ง เพราะสิ่งที่เรามีให้กันและกันไม่ขาดหายคือ “ความรู้สึกไว้วางใจ”  

                ครูแห่งธรรมชาติสอนติ๋วจากการทำงานว่า

“หากเราเปิดใจ ไม่กั๊ก ไม่เม้ม พร้อมที่จะเรียนรู้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามา ทำให้เราสบายใจที่จะทำงาน ปราศจากความหวาดกลัวว่าใครจะมาขโมยงาน เพราะทุกคนที่เข้ามาคือ เพื่อน คือคนที่มีใจจะช่วยกันทำงานจริง ๆ”

                จะเอาไปทำอะไรต่อ ทำให้เดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ เท่าที่กำลังมี การได้เรียนรู้งานกับอาจารย์วิบูลย์เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ ที่พึงน้อมเข้ามาสู่ตน ขอบพระคุณนะคะที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้อย่างไม่มีข้อจำกัด  คำพูดของอาจารย์วิบูลย์ที่ทำให้ติ๋วยิ้มและระลึกถึงครูคือ

“ลุยเลยเขียนจากงานจริง ไม่ต้องมานั่งฟังบรรยาย เรียนจากของจริงเลย”

วันนี้เป็นอีกวันแห่งความงดงามที่เรียนรู้ตนเองค่ะ ...................กราบขอบพระคุณครูค่ะ