บทความที่แล้วนะครับ เราได้เขียนบทความในประเด็น โรคไตอักเสบ
และสถิติการตายของโรคไตอักเสบในจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย
มาย้อนดูกันเล็กน้อย
...

. . .
ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลปี 2552 นะครับจาก คณะทำงานศึกษาเครื่องชี้วัดภาระโรคและการบาดเจ็บ (BOD)
จะเห็นได้ว่า ทางภาคเหนือและภาคอีสาน
มีการเสียชีวิตจากโรไตอักเสบมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายละเอียดเพิ่มเติม
คลิก
บทความที่แล้วละครับ เราเขียนไปในประเด็น
สาเหตุของโรคไตอักเสบ
และอาการ ส่วนบทความนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ
ข้อสังเกตเมื่อไตเสื่อม,
วิธีป้องกันโรคไต, การป้องกันไตไม่ให้เสื่อมไปมากกว่าเดิมและ
การกินอาหารสำหรับผู้ที่ไตเสื่อมไปแล้ว ดังนี้ครับ
ข้อสังเกตเมื่อไตเสื่อม
1. หนังตา ใบหน้า เท้า
ขา
และลำตัวบวม
2. ซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
ไม่กระฉับกระเฉง
3. ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ขุ่น เป็นฟอง เป็นเลือด
สีชาแก่/น้ำล้างเนื้อ
4. ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน
5. การถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เช่น บ่อย แสบ ขัด
ปริมาณน้อย
6. เบื่ออาหาร การรับรสอาหารเปลี่ยนไป
7. ปวดหลัง คลำได้ก้อน
บริเวณไต
8. ปวดศีรษะ นอนหลับไม่สนิท
9. ความดันโลหิตสูง
...

. . .
วิธีป้องกันโรคไตที่สำคัญ
ได้แก่
1. กินถั่ว ผัก ผลไม้
2. เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง
หรือขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีทอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
3. กินปลาสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
4. ลดอาหารประเภทผัดๆ ทอดๆ
5. รักษาน้ำหนักไว้ อย่าให้น้ำหนักเกินหรืออ้วน
6. ออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30 นาที
7. ไม่สูบบุหรี่
8. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
9. ตรวจเช็คความดันเป็นประจำ (อย่างน้อยทุก 6
เดือน)และเช็คเบาหวานทุกปี
...

. . .
การป้องกันไตไม่ให้เสื่อมไปมากกว่าเดิม
ทำได้ดังนี้
1. ถ้ามีความดันเลือดสูง
ต้องรีบรักษาอย่างเข้มงวด รักษาความดันเลือดไว้ให้ต่ำกว่า 130/80
มม.
2. ถ้าเป็นเบาหวาน ต้องรีบรักษาเข้มงวด ให้น้ำตาลในเลือดไม่เกิน 100
มก./ดล.ไว้เสมอ
3. ถ้ามีไขมันในเลือดสูง ก็ต้องรีบรักษาไขมันในเลือดสูงอย่างเข้มงวด
ให้ไขมันเลว (LDL)
ไม่เกิน 100 มก./ดล.
4. ต้องรักษาน้ำหนักไม่ให้อ้วน
ให้ได้เป้าหมายน้ำหนักที่คำนวณจากดัชนีมวลกาย
ซึ่งแพทย์จะคำนวณให้ในการตรวจร่างกายประจำปี
5. ถ้าสูบบุหรี่อยู่ ต้องเลิก
6. ดูแลร่างกายอย่าให้ขาดน้ำ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตร (6-8
แก้ว) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เวลาออกกำลังกายมากหรืออยู่ในที่ร้อนจัดต้องคอยดื่มน้ำให้มาก
ถ้าท้องเสีย อาเจียน หรือมีไข้
ต้องรีบรักษา และดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนให้พอ
(คำแนะนำนี้ยกเว้นกรณีเป็นโรคไตระยะสุดท้าย
ที่มีอาการบวม
ซึ่งแพทย์อาจให้จำกัดน้ำดื่มให้เหลือประมาณเท่าปัสสาวะที่ขับออกมาในแต่ละวัน)
7. หลีกเลี่ยงยาและสมุนไพรโดยไม่จำเป็น
เพราะยาและสมุนไพรมีจำนวนมากที่เป็นพิษต่อไต
8. หลีกเลี่ยงการตรวจวินิจฉัยด้วยเอ็กซเรย์ชนิดที่ต้องฉีดสารทึบรังสี
เพราะสารเหล่านี้เป็นพิษต่อไต
9. หลีกเลี่ยงการเสียเลือดที่ไม่จำเป็น
อย่าเข้ารับการผ่าตัดถ้าเลือกได้ให้เลือกการรักษา
โดยไม่ต้องผ่าตัด
10.ถ้ามีโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เช่นติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
เป็นนิ่ว ปัสสาวะลำบาก
จากต่อมลูกหมากโต ต้องรีบรักษา
เพราะถ้าปล่อยไว้อาจทำให้ไตเสียการทำงานมาก
11.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
...

...
การกินอาหารสำหรับผู้ที่ไตเสื่อมไปแล้ว ควรถือปฏิบัติดังนี้
ลดอาหารโปรตีนไม่ให้มากเกินไป อาหารในกลุ่มนี้ เช่น เนื้อสัตว์
และถั่วต่างๆ
เป็นเมื่อกินเข้าไปแล้ว ร่างกายจะเผาผลาญให้เป็นหน่วยย่อยๆ
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ แล้วจะเหลือสารประกอบสุดท้ายที่เป็นของเสีย
จำพวกยูเรีย ครีอะตินีน ที่เป็นพิษต่อร่างกาย
ซึ่งจำเป็นต้องขับออกโดยไต
การกินอาหารโปรตีนมากเกินไป จะทำให้ไตต้องทำงานหนัก
และเกิดการเสื่อมสภาพมากขึ้นได้ง่าย
แม้ว่าหลักฐานวิทยาศาสตร์ยังขัดแย้งกันอยู่บ้าง
ในประเด็นว่าการจำกัดโปรตีนช่วยชะลอโรคได้จริงหรือไม่
แต่แพทย์ทั่วโลกยังใช้แนวทางจำกัดโปรตีนเป็นแนวทางรักษาหลักอยู่
ซึ่งต้องทำควบคู่กับการไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจเป็นระยะๆ
ให้แน่ใจว่าระดับโปรตีน (เช่นอัลบูมิน) ในเลือดไม่ต่ำกว่าปกติ
เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะกลับเป็นผลเสีย
ควรเลือกกินโปรตีนที่มีคุณภาพสูง
ที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน เช่นนม ไข่
จะดีกว่าโปรตีนจากพืช
หรือถั่วต่างๆ ที่อาจขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นบางตัว
ทำให้ร่างกายใช้ประโยชน์ได้น้อยและไตต้องขับส่วนใช้ไม่ได้ทิ้งไปเสียมาก
กินอาหารให้พลังงานให้พอ เช่น ข้าว แป้ง
เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายไปสลาย
เอาโปรตีนในกล้ามเนื้อออกมาใช้ ซึ่งจะเกิดของเสียไปเป็นภาระกับไต
อาหารพวกแป้งบางชนิดที่เกือบจะไม่มีโปรตีนอยู่ด้วยเลย ได้แก่
วุ้นเส้น
ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ สาคู ลอดช่องสิงคโปร์ ซ่าหริ่ม รวมมิตร
แป้งข้าวโพด
แป้งมัน อาหารเหล่านี้สามารถกินได้โดยไม่ต้องกังวลถึงปริมาณโปรตีน
ลดอาหารเค็ม เพื่อลดจำนวนโซเดียมจากเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว
ซอสหอยนางรม
น้ำบูดู ซุปก้อน ผงปรุงรสต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายมาก
ในกรณีของคนที่เป็นโรคไตเรื้อรังในระยะท้ายๆที่เจาะเลือดแล้วพบว่ามีการคั่ง
ของโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส
แพทย์อาจแนะนำเพิ่มเติมให้ลดเกลือแร่สองตัวนี้
ในเครื่องดื่มและอาหารเครื่องดื่มที่มีเกลือแร่สองตัวนี้สูงได้แก่ ชา
กาแฟ
ช็อกโกแลต โคล่า อาหารที่มีโพแทสเซียมสูงได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง
ผักที่มีสีเขียวเข้ม สีเหลืองเข้ม เช่น หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่
ดอกกะหล่ำ
ใบคะน้า ขึ้นฉ่าย มะเขือเทศ แครอท - ผลไม้
โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสีเหลือง
เช่น ส้ม กล้วย ทุเรียน มะม่วงสุก ขนุน มะขามหวาน
และผลไม้แห้งทุกชนิด
เช่น ลูกเกด ลูกพรุน ผักที่มีโพแทสเซียมไม่สูงมากและกินได้ เช่น
แตงกวา
น้ำเต้า บวบ ฟักเขียว มะเขือยาว ถั่วฝักยาว ผักกาด
อาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง
ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่แดง นมสด เนยแข็ง เมล็ดพืช ถั่วต่างๆ เช่น
ถั่วลิสง ถั่วแดง
เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น
ลดอาหารที่มีไขมันมากและอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง
ควรกินอาหารที่ปรุงด้วยวิธีการต้ม นึ่ง ย่าง
มากกว่าวิธีการทอดหรือผัดที่ใส่น้ำมันมาก
รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสัตว์มาก (ยกเว้นปลา)
เพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง
ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นได้ง่าย
ส่งผลให้หลอดเลือดต่างๆ เสื่อมได้ง่ายขึ้น
...
โรคไตอักเสบเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาระโรคของประชากรไทย
หากคุณมีการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี
ไม่กลัวหรือผลัดผ่อนในการตรวจสุขภาพ
เป็นประจำทุกปี
คุณก็สามารถมีสุขภาพดีหรือรู้ตัวล่วงหน้าและรักษาได้ทันเวลา
เมื่อเกิดอาการป่วย คุณดูแลสุขภาพของตนเองวันนี้ ลดการป่วย
ลดภาระโรคของประเทศไทย
บันทึกหน้าพบกับ โรคไตจากเบาหวาน เร็วนี้ครับ
ร่วมเป็นเครือข่ายกับเรา Facebook: BOD
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
http://www.gotoknow.org/blog/health2you/260326
http://www.yourhealthyguide.com/article/ak-kidney-6.html
http://www.phyathai.com/phyathai/new/th/specialcenter/popup_cms_detail.php?cid=233&type=List
ขอบคุณมากครับ ผมกำลังสงสัยเรื่องปัญหาท้องอืดเฟ้อ ที่รบกวนอยู่ น่าจะมาจากปัญหาไตเริ่มเสื่อม...เพราะพฤติกรรมผม ทำงานกลางคืน หลับนอนไม่เป็นเวลา...ฯ ตรงกับสาเหตุที่บทความนี้ระบุหลายข้อเลยครับ...ต้องขอตัวไปปรับพฤติกรรมก่อน....ครับผม
ไปเจอครับแปลมาให้อ่าน
การวินิจฉัยโมเลกุลเทคโนโลยีการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ความสามารถ
วีทีที(VTT) ได้พัฒนาให้ชีวะโมเลกุลให้เป็นที่ยอมรับและวิศวะกรรมแอนติบอดี้สำหรับการวินิจฉัยการรักษาและการวิเคราะห์เช่นเดียวกับการค้นพบตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ(biomarker) ปัจจุบันนี้แอนติบอดี้มีความความผูกพันที่น่าสนใจเนื่องด้วยมันมีความสามารถในการสร้างตัวเองเพื่อต่อต้านโมเลกุลที่มีค่าความสัมพันธ์คงที่ในช่วงนาโนโมลา(nanomolar)
แอนติบอดี้กับสารก่อภูมิแพ้, ตัวรับเซลล์, ยาต่างๆ, สารพิษและโมเลกุลขนาดเล็กอื่นๆที่เหมาะกับการวินิจฉัยและการบำบัดแบบใหม่ที่มีการสร้างขึ้นโดยใช้ฟาจดิสเพลย์(Phage Display)และวิธีการตรวจคัดกรองอย่างสูง
การทำงานของวีทีทีคือการนำแอนติบอดี้ของฟาจดิสเพลย์(Phage Display)ใช้ในการแยกความผูกพันจำเพาะได้อย่างรวดเร็ววิศวะกรรมแอนติบอดี้สามารถใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงคุณสมบัติของแอนติบอดี้ที่ถูกแยกตัวเช่นสำหรับการวินิจฉันโรคติดเชื้อโดยการใช้การตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย
การวินิจฉัยโมเลกุลมีความสำคัญพิเศษกับต่อต้านแฮปเทนแอนติบอดี้(Anti-hapten antibodies)และการพัฒนาของแอนตี้บอดี้เบสไมโคร(Antibody-based micro)และโปรแกรมนาโนเทคโนโลยี
ในด้านเทคโนโลยีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันวีทีทีมุ่งเน้นการวิจัยเรื่องภูมิแพ้และพัฒนาการวินิจฉัยและรักษาแอนติบอดี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ผู้ป่วยเฉพาะเจาะจง
ความท้าทาย
ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพระบุโดยจีโนมิกส์(Genomics),โปรทีโอมิกส์(Proteomics)และเมตาโบโลมิกส์(Metabolomics) ให้การวินิจฉัยและการบำบัดขั้นสูงที่ช่วยให้การสันนิษฐานและบำบัดโรคสร้างความท้าทายสำหรับเจนเนอร์เรชั่นที่มีประสิทธิภาพและความรวดเร็วของแอนติบอดี้ที่มีความเฉพาะเจาะจงมาใช้ในการตรวจหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ(biomarker) การแยกความจำเพาะพูกผันที่แตกต่างกันสามารถพร้อมๆกันจากยีนแอนติบอดี้โดยใช้ตัวเลือกจากหลายๆที่และขั้นตอนการคัดกรอง
วิธีแก้ปัญหา
เรามีการสร้างคลังฟาจแอนติบอดี้(Antibody phage libraries)จากแหล่งภูมิคุ้มกัน,ไม่มีภูมิคุ้มกันและผู้ป่วยที่ได้รับการแยกตัวของแอนติบอดี้สามารถดำเนินการได้ในหลอดทดลอง(vitro)และในสัตว์ทดลอง(vivo)หรือใช้เทคนิคการคัดกรองโดยตรง
การผลิตขนาดใหญ่ของชิ้นส่วนแอนติบอดี้ถูกทำขึ้นที่เอสเชอริเชียโคไล(Escherichia coli) วิธีการใช้ชีวะโมเลกุลและระบบภูมิคุ้มกันถูกนำมาใช้สำหรับการจำแนกคุณสมบัติของความจำเพาะพูกผัน
ความสัมพันธ์, ความจำเพาะ, ความเสถียรและการติดฉลากแสดงประสิทธิภาพของแอนติบอดี้นั้นสามารถปรับแต่งสายพันธุ์และการสลับดีเอนเอ
การฟิวชั่นกับเปปไทด์แท็กมีการหยุดการเคลื่อนที่หรือการแสดงคุณสมบัติที่แตกต่างกันสามารถทำได้โดยการเพิ่มการบังคับใช้ของพวกนั้น
การสร้างคลังฟาจแอนติบอดี้
-การแยกแอนติบอดี้จากคลังฟาจดิสเพลย์(Phage display libraries) เช่นการใช้ความเร็วสูงและตัวคัดกรองในหลอดทดลองในที่ทำการโดยหุ่นยนต์
-การผลิตขนาดใหญ่ของชิ้นส่วนแอนติบอดี้ในอีโคไล
-การแสดงลักษณะคุณสมบัติของแอนติบอดี้ที่มีผลผูกพัน
-การปรับปรุงคุณสมบัติของแอนติบอดี้
ประโยชน์ที่ได้รับ
เทคโนโลยีการรีคอมบีเน้นท์แอนติบอดี้(Recombinant anitibody technology) ทำให้
-การแยกของรีคอมบีเน้นท์แอนติบอดี้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
-การสร้างแอนติบอดี้ต่อต้านการป้องกัน,ความเป็นพิษและแอนติเจนของตัวเอง
-การตัดต่อแอนติบอดี้ให้เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการ
-การผลิตชิ้นส่วนแอนติบอดี้ด้วยราคาที่คุ้มค่า
...ที่เมืองไทยเองก็มีการวิจัยและบริการบำบัดรักษาในลักษณะนี้ที่ศูนย์ชีวะโมเลกุลใครรู้จักที่อื่นยังไงบอกกันได้นะครับกำลังหาพวก alternative medicine อยู่ครับ