31 พค.54 เป็นวันที่ผมรู้สึกว่า ดีมากอ่ะนะ ก็ลูกสาวเค้าได้เลื่อนไปอยู่ในห้องที่ดีขึ้น เนื่องจากมีคนลาออกไป

จริงๆ ก็มีอุปสรรค์มากมายเหมือนกันน่ะ อาจารย์ท่านก็เป็นห่วงเหมือนกัน เพราะเปิดมาสองสัปดาห์แล้ว เรียนก็มาก งานก็มาก จะต้องตามงานน่ะ

ทาง รร.เค้าก็แล้วแต่เราว่าเราจะไปหรือไม่ จริงๆ การเรียนที่ห้องสองโอลิมปิกนี่ก็เข้มแล้วนะ

แต่ไม่น่าจะทำหรอก ในสายตาของผู้ปกครองเพราะ ความท้าทายมายืนประจันหน้าอยู่

จะถอยหรือไม่ทำอะไรเลยก็กระไรอยู่

ตัวนักเรียนเองก็ว้าวุ่นนะ กังวล สารพัดแหละ จะต้องทำหลายอย่างเลย ว่ากันตั้งแต่จัดตารางสอนใหม่ เปลี่ยนกลุ่มสี เปลี่ยนคุณครู ที่สอนในแต่ละวิชา เป็นต้น

การอยู่เฉยๆ แล้วตอบว่า พอใจแล้ว ก็ไม่น่าจะผิดหรอก แต่หากเราลองมาคิดอีกที

 ในบริบทห้องหนึ่งที่มีคน20 เปอร์เซ็นต์เป็นคนที่คะแนนสูงทิ้งกลุ่มเพื่อนๆ ที่อยู่ในห้อง กับห้องสองที่มี 50 คน คะแนนเกือบจะเท่ากันหมดทุกคน การปรับตัว การเรียนรู้ของนักเรียนจากสองบริบทนี่ น่าจะมีผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสำคัญ

ตามแนวทางของคนทีประสพความสำเร็จหลาย ๆคน เค้าเลือกที่จะไปเรียนที่อังกฤษ หรือสหรัฐ เกล็ดเล็กเกล็ดน้อยของเรื่องราวชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีของเมืองไทย ก็เป็นอะไรที่แนะให้เราสู้กับความท้าทายเล็กๆ ก่อนที่จะไปพบกับความท้าทายที่ใหญ่ขึ้นนะ

จริงๆ เขียนอยู่นี่ใจหนึ่ง ก็ตีเรื่องของความพอประมาณนะ พอเพียงนะ อีกใจหนึ่งก็นึกถึงจิตวิทยาความสำเร็จ

เฮอะ.. มันรบกันรุนแรงจริงๆ สุดท้ายก็มาอยู่ที่เราล่ะครับ ว่าจะเลือกใช้เครื่องมือ สถานการณ์ ปรัชญา อะไร แบบไหน อย่างไร นะ

คำแนะนำของคุณพ่อ(ผมเอง)ก็คือ คุณสอบได้เป็นหมอคนสุดท้าย ดีกว่าเป็นที่หนึ่งในคณะที่ไม่ชอบล่ะมั๊ง!

แล้วเราก็คิดร่วมกัน ตกลงว่าไป ก็แล้วกัน .. ปัญหาต่างๆ ค่อยแก้ทีหลัง

ทำไปแล้ว ก็ลุ้นนะว่า ตอนนี้เค้าทำได้หรือเปล่า ย้ายหรือยัง ทำอะไร..

เฮอะ ไม่รู้จะเล่าไปทำไมนะ