อีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็ง
วัคซีนรักษาโรคมะเร็ง
วิธีการรักษาโรคมะเร็งที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน คือ การผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด และยารักษาตามเป้าหมาย แต่ก็ยังมีอาการข้างเคียง ที่ไม่พึ่งประสงค์ เกิดขึ้นกับผู้ป่วย จึงมีความพยายาม วิจัย และคิดค้นวัคซีนเพื่อนำมาใช้ในการป้องกัน และรักษาโรคมะเร็งหลายชนิด รศ.นพ.นรินทร์ วรวุฒิ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า วัคซีนมี 2 ชนิดคือ
1. วัคซีนป้องกันมะเร็ง เช่น วัคซีนป้องกันหูด ที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ แต่ไม่ได้ป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งตับโดยตรงเป็นการป้องกันการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งดังกล่าว วัคซีนป้องกันมะเร็งไต ใช้ในบางประเทศ เช่นประเทศอังกฤษ รัสเซียและไทย
2. วัคซีนรักษาโรคมะเร็ง เช่น วัคซีนรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก กำลังอยู่ในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา วัคซีนรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ นพ.โตห์ ฮาน ชง หัวหน้าแผนกมะเร็งวิทยาศูนย์มะเร็งแห่งชาติ ประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ประเทศเดนมาร์กพัฒนาวัคซีนรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยทดลองคนไข้ในสิงคโปร์ 20 คนเพื่อดูประสิทธิภาพและความปลอดภัย
จนจบการวิจัยในระยะที่ 2 และตีพิมพ์ผลการวิจัยในวารสารทางการแพทย์เมื่อ เดือน พย. ปีที่แล้วตอนนี้เขามีโครงการวิจัยระยะที่ 3 เพื่อเปรียบเทียบวัคซีนกับการรักษามาตรฐาน ตรงนี้อาจจะมีหลายประเทศร่วมด้วย รวมทั้งประเทศไทย วัคซีนรักษาโรคมะเร็งปอด ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในคิวบา หลังมีการศึกษาค้นคว้ามานาน 10 ปี วัคซีนรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีผลการรักษาที่ดีและรายงานผลการศึกษาในการประชุมประจำปีของสมาคมมะเร็งคลินิกวิทยาสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาวัคซีนเพื่อใช้กับมะเร็งอีกหลายชนิด ที่อยู่ในขั้นตอนการค้นคว้าทางคลินิก ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ วัคซีนป้องกันและรักษาโรคมะเร็งอาจกลายเป็นการรักษามาตรฐานที่สำคัญในการชนะมะเร็ง
เซลล์มะเร็งมีต้นกำเนิด มาจาก เซลล์ปกติ จึงมีความใกล้เคียงกับเซลล์ปกติมาก ทำให้เซลล์ภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นเซลล์แปลกปลอม นอกจากนี้เซลล์มะเร็งยังปล่อยสารพาออกมา กดภูมิคุ้มกัน ยับยั้งหน้าที่ของเซลล์ภูมิคุ้มกันให้อ่อนแรงทำลายเซลล์มะเร็งไม่ได้ ดังนั้นการรักษาโรคมะเร็งแบบไม่จำเพาะ เช่น เคมีบำบัด รังสี บำบัด จะทำลายเนื้อเยื้อปกติ ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายส่งผลให้เซลล์ สามารถเจริญเติบโตแบ่งตัวเพิ่มขึ้น ในร่างกายอย่างรวดเร็วเมื่อภูมิคุ้มกันบกพร่อง
วัคซีนรักษาโรคมะเร็งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันโรคมะเร็ง ให้เพิ่มขึ้นและมีความจำเพาะ ในการทำลายเซลล์มะเร็งโดยไม่มีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติ อย่างวัคซีนรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่นายแพทย์ โตห์ ฮาน ชง หัวหน้าแผนกมะเร็งวิทยาศูนย์มะเร็งแห่งชาติประเทศสิงคโปร์ พัฒนาร่วมกับ ประเทศเดนมาร์กจนจบในการวิจัย ระยะที่ 2 ไป แล้วนั้น
ได้มีการนำเอาเลือดผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไป เลี้ยง ในหลอดทดลองให้เซลล์ภูมิคุ้มกันหรือ”เดล ไดรท์” เพิ่มปริมาณขึ้น แล้ว ใส่โปรตีนจำเพาะกับ เซลล์มะเร็งลงไปเพื่อสอน ให้เซลล์ภูมิคุ้มกันรู้ว่าถ้ามีโปรตีนชนิดนี้เป็นเซลล์มะเร็ง จากนั้นฉีดกลับเข้าไปในคนไข้เพื่อชี้เป้าให้กับเซลล์ภูมิคุ้มกันตัวอื่นให้มาทำลายเซลล์มะเร็ง หลักการที่กล่าวมากับเหมือน ธรรมชาติบำบัด ไม่มีผลข้างเคียงเพราะเป็นเซลล์ของผู้ป่วยเอง
แม้ ประเทศสิงคโปร์จะทำการวิจัยวัคซีนรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ จนจบระยะที่ 2ไปแล้ว แต่ประเทศไทย โดยคณะแพทย์ศาสตร์จุฬา จะทำการวิจัยระยะที่ 2 เช่นกัน เป็นการร่วมมือกับทางเดนมาร์ก และสิงคโปร์ ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ว่า จะทำการวิจัยในผู้ป่วยที่ดื้อยาแล้ว หรือผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการรักษามาก่อน และไม่อยากได้เคมีบำบัด ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ ยื่น เรื่องขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน
ด้านนายแพทย์ โตห์ ฮาน ชง กล่าวถึง การวิจัยวัคซีนรักษามะเร็งลำไส้ว่า ได้ศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้ายจำนวน 20 คน โดยได้ วัคซีนให้ผู้ป่วยคนละ 10 เข็ม พบว่ามีเพียงผู้ป่วย 2 รายเท่านั้นที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดีและรอดชีวิตจากโรคมะเร็ง หลังจากฉีดวัคซีนมาแล้ว 4 ปี ทั้งนี้นักวิจัย ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า ทำไมเซลล์มะเร็งถึงไม่เจริญเติบโต และหยุดการขยายตัวหลังจากฉีดวัคซีน จึงสรุป ได้เพียงว่าวัคซีนเข้าไปช่วยทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น และทำหน้าที่เพียงยึดอายุของผู้ป่วยให้นานขึ้นกว่าเดิม
“จากการทดลองดังกล่าวยังไม่พบว่าผุ้ป่วยมีอาการอันไม่พึงประสงค์ร้ายแรงจากฉีดวัคซีนรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งนี้นักวิจัยยังต้องอาศัยการทดลองอีกหลายครั้งเพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนก่อนนำมาใช้เป็นมาตรฐานของการรักษา อย่างไรก็ตามวัคซีนดังกล่าว ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ทุกรายวัคซีนทำหน้าที่เพียงยึดอายุของผู้ป่วยให้มากขึ้นกว่าเดิม "
การรักษามะเร็งโดยใช้วัคซีนนั้นจะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ป่วยด้วย บางรายใช้เวลาตั้ง 6 เดือน จนถึง 1 ปีหรือ 3 ปี การรักษาโดยใช้วัคซีนแตกต่างจากการรักษาโดยใช้เคมีบำบัด เนื่องจากการรักษาโดยใช้เคมีบำบัดเปรียบได้กับการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดลงสู่พื้นดิน และทำลายทุกอย่าง แต่การใช้วัคซีนรักษาเหมือนกับการส่งทหารไปต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายที่ละคน ดังนั้นการรักษาโดยใช้วัคซีนจึงเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปแล้วใช้เวลานาน
นพ.โตห์ อธิบายว่า "วัคซีนไม่ได้ทำหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้ไปทำหน้าที่ออกรบ และทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งต่างจากการรักษาโดยเคมีบำบัดที่ทำลายทุกเซลล์ในร่างกาย "
นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน
คอลัมม์ X-RAY สุขภาพ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี
ขอบคุณสาระดีๆที่นำมาแบ่งปันค่ะ..การพัฒนาการรักษา สร้างทางเลือกใหม่แก่ผู้ป่วยได้ดีขึ้นนะคะ..
สวัสดีค่ะคุณพี่ใหญ่
ค่ะการค้นคว้าวิจัยสิ่งดีๆต่อผู้ป่วย น่าชื่นชมมากๆนะคะ วันนี้ดาก้เขียนเรื่องมะเร็ง 6 ชนิดที่ตรวจระวังได้ด้วยตัวเองก็มีกลุ่มแพทย์ ข้วยกันที่น่าชื่นชมมากเช่นกันค่ะ