ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๕ เม.ย. ๕๔ ผมไปกับทีม สกว. เพื่อไปเรียนรู้ ถอดบทเรียนความสำเร็จ ของการวิจัย ที่ต่อยอดจนเกิดเป็นสถาบัน คือวิทยาลัยแห่งนี้ (www.lannadoctor.com)
นี่คือคณะที่จัดหลักสูตรการแพทย์แผนไทยแห่งแรกของประเทศไทย ระดับปริญญาตรี ๔ ปี เปิดรับ นศ. รุ่นแรก ปีการศึกษา ๒๕๔๖ เวลานี้เปิดสอนทั้งระดับ ป. ตรี โท และเอก มีการไปฝึก ประสบการณ์ในต่างประเทศด้วย ซึ่งหมายความว่า วิทยาลัยฯ มีความร่วมมือกับประเทศในอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง และร่วมมือกับ อปท. ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอื่นๆ ของประเทศ
วิทยาลัยฯ มีรูปแบบการทำงานที่ทำงานร่วมกับชุมชน โดยเฉพาะ อบต. ในลักษณะที่ "ร่วมมือ ครบวงจร" คือ อบต. คัดนักเรียนในพื้นที่ของตน ส่งมาเรียนปริญญาตรี เพื่อกลับไปทำงานในพื้นที่ ของตน ทั้งทำงานดูแลสุขภาพของคนในตำบล และทำงานส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรอย่างเป็น ระบบ เกิดรายได้ของคนในตำบล และเกิดการอนุรักษ์ป่าไปโดยปริยาย
ผมมองว่า กิจการของวิทยาลัยฯ มีผลต่อการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนหรือพื้นที่ที่เข้าร่วม โดยปริยาย รวมทั้งจะก่อตัวเป็นการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนที่จำเพาะ มีฐานที่ชุมชนอย่างแท้จริง การต่อยอดกิจกรรมของวิทยาลัย ให้เป็นฐานของระบบสุขภาพชุมชน น่าจะเป็นคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อ การสาธารณสุขไทย ผมจะหาทางสนับสนุนการพัฒนาด้านนี้ โดยจะเชิญ ศ. นพ. ประเวศ วะสี มาเยี่ยม และเชื่อมโยงการพัฒนาระบบ สวรส. น่าจะเป็นเจ้าภาพจับเรื่องนี้ เพราะนี่คือการพัฒนา ระบบสาธารณสุขระดับการวางรากฐานทีเดียว
พระเอกของเรื่องราวความสำเร็จคือ ผศ. ดร. ยิ่งยง เทาประเสริฐ คณบดีของวิทยาลัย ที่ทำงานวิจัยเรื่องการแพทย์พื้นบ้านมา ๒๕ ปี และมีต้นทุนความเป็นครู นักเคมี นักโภชนาการ และนักมานุษยวิทยาอยู่ภายในคนคนเดียว และผมตีความว่า ท่านมีความเป็น "นักประกอบการ" เข้มข้น โดยท่านยึดคติ Eager to work. Willing to learn.
ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมา สกว. ภาค ได้ให้ทุนแก่ ดร. ยิ่งยง ทำวิจัยพัฒนาระบบการแพทย์ พื้นบ้านภาคเหนือตอนบนอย่างต่อเนื่อง เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้านการสังคายนาองค์ความรู้ จัดระบบความรู้ จัดเครือข่ายและพัฒนาหมอเมือง และร่วมจัดระบบการรับรองวิชาชีพการแพทย์ แผนไทย จนสามารถจัดตั้งวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกแห่งนี้ขึ้น
นี่คือส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย ที่การเกิดขึ้น และตั้งอยู่ ดำเนินภารกิจเชื่อมโยงกับ "ภาคชีวิตจริง" (real sector) อย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างของ success story ของการดำเนินการ "หนึ่งจังหวัด หนึ่งมหาวิทยาลัย" ได้
และอาศัยองค์ความรู้ด้านการแพทย์พื้นบ้านนี้เอง สามารถใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมความร่วมมือ เชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้ รวมทั้งน่าจะใช้เชื่อมความ ร่วมมือในอาเซียนได้ด้วย เพราะนี่คือเครื่องมือของการพัฒนาด้านสุขภาวะของผู้คน ที่ค่าใช้จ่ายน้อย และมีมิติของความเป็นมนุษย์สูง
สำหรับผม หากผมมีอำนาจ ผมจะตั้งให้ ดร. ยิ่งยง เป็นศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แผนไทย แล้วหาคนมา "บันทึกความรู้" ของท่านออกมาจารึกไว้อย่างเป็นระบบ หวังให้การมอบตำแหน่ง ศาสตราจารย์เป็นเครื่องมือของการ externalize ความรู้ที่ซับซ้อนยิ่งของท่าน ในลักษณะ tacit knowledge เพื่อจารึกเป็นหนังสือ และสื่อ multimedia สำหรับการศึกษาต่อไปภายหน้า ตอนนี้มีสื่อมวลชนมาทำรายการบ่อยๆ แต่วงวิชาการควรสังเคราะห์ความรู้ของท่านออกมาให้ ลุ่มลึกกว่านั้น
ช่วงเช้าวันที่ ๒๕ เม.ย. เราไปเยี่ยมชมกิจการของ รพ.สต. หัวฝาย ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลนคร เชียงราย ให้บริการแบบให้เลือกว่าต้องการใช้บริการแผนไทยหรือแผนตะวันตก มีเจ้าหน้าที่ ๓ คน และมี นศ. พท. ชั้นปีที่ ๔ จำนวน ๔ คน มาฝึกงานแบบอยู่ประจำตลอดปี คล้ายๆ เป็น อินเทอร์น พร้อมอาจารย์นิเทศก์ มีคนไข้มาใช้บริการเฉลี่ยวันละ ๒๐ คน กว่าครึ่งใช้บริการแผนไทย ตอนเราไปเยี่ยม คลินิกแผนไทยคึกคักมาก มีคนไข้ใช้บริการเต็มทั้ง ๔ เตียง และยังมีคนนั่งรอ ในขณะที่คลินิกแผนตะวันตกไม่มีคนเลย
หลังจากนั้นเราไปเยี่ยมชมกิจการของคลินิกแผนไทย ของ อบต. ป่าก่อดำ อ. แม่ลาว ที่ร่วมมือกับวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยฯ ทาง อบต. จัดสถานที่และยา วิทยาลัยจัด นศ. พท. ปี ๔ จำนวน ๔ คน พร้อมอาจารย์นิเทศก์ ตอนเราไปคนไข้คับคั่งเช่นกัน อบต. นี้มีที่ดินมาก จะปลูกสมุนไพรเป็นแหล่งวัตถุดิบ
เราไปเห็นการทำงานวิชาการเชื่อมโยงกับพื้นที่อย่างแนบแน่น ฟื้นและยกระดับวิชาการแพทย์ แผนไทยผ่านกระบวนการทางวิชาการ และผ่านการปฏิบัติจริง โดยมีกลไกควบคุมคุณภาพอย่างเข้มข้น ในส่วนของยาสมุนไพรนั้น มีการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าไปยกระดับคุณภาพ เราจึงประจักษ์ใน ประสิทธิผล และความนิยมของประชาชน
ผมได้เห็นรูปธรรมหนึ่งของ Good health at low cost. ที่เชื่อมโยงกับชีวิตการทำมาหากิน ของชาวบ้านอีกด้วย คือรูปแบบที่ ดร. ยิ่งยง ดำเนินการอยู่นี้ ผลที่ได้รับมีหลายชั้น ทั้งด้านสุขภาพ รายได้ การอนุรักษ์ป่า และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
ผมได้ให้ข้อแสนอแนะต่อ ดร. ยิ่งยง ว่า ควรส่งอาจารย์ไปเรียนปริญญาเอกด้านระบาดวิทยา กับ ศ. นพ. วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ที่ มอ. เพื่อกลับมาทำงานวิจัย พัฒนาระบบงานอย่าง evidence-based และการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนนี้ ผมจะเชื่อมโยง สวรส. เข้ามาขับเคลื่อนต่อ
ดร. ยิ่งยง บอกว่า ในด้านวิชาการ กำลังของท่านมีไม่พอ ต้องการความร่วมมือจากหลายฝ่าย ที่เห็นคุณค่าของงานนี้
ผมกลับมาคิดว่า ทำไม มรภ. เชียงรายจะต้องยึดมั่นถือมั่นอยู่กับกฎระเบียบ ว่า ดร. ยิ่งยงเป็น คณบดีอยู่ได้เพียงอายุ ๖๐ ปี เพราะงานที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ ขึ้นกับภาวะผู้นำที่มีคุณสมบัติพิเศษ ทำไมเราไม่เอาผลงานเป็นหลัก ไม่เอากฎระเบียบที่ยึดแนวทาง "สมบัติผลัดกันชม" เป็นหลัก การบริหารวิชาการระดับ "เป็นเลิศ" นั้น เป็นที่รู้กันว่า ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามา เป็นผู้นำได้อย่างสำเร็จเป็นเลิศได้ อย่างที่ ดร. ยิ่งยง ได้พิสูจน์ให้เราเห็น
วิจารณ์ พานิช
๒๕ เม.ย. ๕๔
|
บริเวณวิทยาลัยมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น เป็นสวนสมุนไพร ในรูปคือคณะจาก สกว
|
|
ด้านหลังมีสระน้ำ ไกลออกไปมีภูเขา วิวสวย
|
|
บรรยากาศในห้องบรรยายสรุป และเสวนา
|
|
สวนสมุนไพร
|
|
นักศึกษากำลังฝึกผลิตยาสมุนไพรที่ได้มาตรฐานคุณภาพ
|
|
ต้นสัตตฤาษี ใช้หัวเป็นยา จีนซื้อ กก. ละ ๖๐๐ บาท
|
|
บริเวณวิทยาลัยทั้งหมดเป็นสวนสมุนไพร
|
|
บรรยากาศในห้องประชุมชั้น ๒ ของ รพ.สต. หัวฝาย
|
|
ถ่ายจากห้องประชุม อาคารหลังเป็นคลินิกแผนไทย
|
|
ห้องบริการเป็นสัดส่วน สะอาด คนไข้ชมหมอไม่หยุดปาก
|
|
สถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย อบต. ป่าก่อดำ
|











การแพทย์แผนไทยเราต้องเจริญต่อไปให้ได้
สู้ๆค่ะ.....
ขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงค่ะ ที่ช่วยแนะนำสิ่งดีๆ คนดีๆ ในบ้านเกิดของหนูเองให้หนูได้รู้จัก ตัวหนูเองเป็นคนเชียงรายแต่กำเนิด แต่จากบ้านมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ และทำงานเป็นเวลา 30 ปี พอดี ตอนนี้หนูทำงานเป็นนักวิจัยอิสระด้านเด็กและครอบครัว ชุมชน สังคมค่ะ
เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมาแล้วไปออกกำลังกาย ระหว่างที่ออกกำลังกายก็ติดไปว่าเราน่าจะกลับบ้านเพื่อเอาองค์ความรู้ต่างๆ ที่เราได้เรียนรู้มากลับไปสร้างเสริมสุขภาพให้คนที่บ้านเรานะ เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย จะได้สืบสานปณิธานของพ่อที่เคยเป็นหมอชาวบ้านที่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำคลอดให้คนหลังเขา และช่วยเหลือคนไข้อื่นๆ จนเป็นที่รักและศรัทธาของชาวบ้าน แต่น่าเสียดายที่พ่อถูกคนใจร้ายทำลายชีวิตเพราะไปขัดผลประโยชน์ที่เขาเอาเปรียบชาวบ้านในวงจร "โง่ จน เจ็บ" เมื่อ 43 ปีก่อน ทำให้ครอบครัวของเราต้องย้ายออกนอกพื้นที่เพื่อรักษาชีวิตของลูกทุกคนให้เหลืออยู่เพื่อสะสมต้นทุนชีวิตในการสืบสานปณิธานของพ่อต่อไป
ขณะเขียนอยู่นี้ หนูบอกตัวเองทั้งน้ำตาว่า "พ่อหนูแล้วว่า ทำไมพ่อต้องเอาชีวิตเข้าแลกกับอิทธิพลอำนาจมืด ไม่ใช่พ่อไม่รู้ว่ามันอันตราย แต่เป็นเพราะพ่อรักคนอื่นมากกว่าที่จะยอมเห็นแก่ตัว มัวคุดคู้อยู่ในบ้าน เมื่อรู้ว่าพ่อสามารถช่วยพวกเขาได้ พ่อไม่เคยผัดผ่อน พ่อทำงานแข่งกับเวลา จนหนูจำไม่ได้ว่าช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันนั้นหนูเคยเล่นหรือโอบกอดพ่อหรือเปล่า เพราะแม่เล่าว่าพ่อกลับมาถึงบ้านตอนหนูหลับไปแล้วและออกจากบ้านไปแต่เช้าตรู่เพื่อไปช่วยคนที่เขาเจ็บป่วยในบ้านที่ห่างไกลโรงพยาบาล"
หนูมีความสนใจเรื่องสุขภาพในด้านการจัดสมดุลชีวิต และการป้องกันด้วยการกินอาหารสุขภาพ การออกกำลังกาย การเอาพิษออกจากร่างกายและผ่อนคลายความเครียดแทนการกินยา ในส่วนนี้หนูอาจจะต่างจากพ่อ แต่หัวใจของการรักคนนั้นเราไม่ต่างกันเลย
ดังนั้น การที่หนูได้มาอ่านเจอข้อเขียนของอาจารย์จึงเป็นเรื่องพอดีที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นจังหวะเวลาที่มากระซิบเตือนให้หนู "กลับบ้าน" กลับไปทำสิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนอีกมากมายที่บ้านที่มีรักรอหนูอยู่ค่ะ
ขอขอบคุณอาจารย์อีกครั้งในการนำพาให้หนูได้รู้จักตัวเองและตัดสินใจในการจัดวางชีวิตจากนี้ให้แม่เป้าตรงประเด็นยิ่งขึ้นค่ะ และที่สำคัญหนูต้องหาเวลาไปขอพบผศ. ดร. ยิ่งยง เทาประเสริฐ คณบดีของวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกสักครั้งในช่วงเวลาที่หนูจะกลับไปบ้านช่วงวันวิสาขบูชานี้ค่ะ
ด้วยความรักอันยิ่งใหญ่จึงทำให้เราได้เจอกัน
แววรุ้ง สุบงกฎ