การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาถูกกำหนดเอาไว้ในพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 นั่นหมายความว่า ควรมีการดำเนินการมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้มีความคืบหน้าใด ๆ นำความเสียหายมาให้กับวงการอาชีวศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากอำนาจทั้งหลายทั้งปวงยังอยู่กับส่วนกลาง ซึ่งนั้นหมายถึง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษายังทำหน้าที่ต่าง ๆ อยู่ตามบทเฉพาะกาล แต่ก็ไม่สามารถทำได้สมบูรณ์เพราะกฎหมายได้กระจายอำนาจลงไปที่สถาบันการอาชีวศึกษา ความเสียหายที่แสดงให้เห็นปรากฎชัดเจนได้แก่
1. อาชีวศึกษาไม่สามารถปรับแก้ไขหลักสูตรระดับ ปวช.,ปวส.ที่ใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เพราะอำนาจการจัดทำหลักสูตรอยู่ที่สถาบันการอาชีวศึกษา
2. อาชีวศึกษาไม่สามารถเปิดสอนระดับปริญญาตรีได้ เพราะการเปิดสอนระดับปริญญาตรีจะต้องมีสถาบันการอาชีวศึกษา จะต้องมีสภาสถาบันการอาชีวศึกษา แม้จะเตรียมความพร้อมในการเปิดมาเป็นเวลานาน
3. จำนวนนักศึกษาระดับ ปวส.ลดลงอย่างมาก เนื่องเข้าใจว่าไม่สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้ เพราะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ก็ได้ออกข้อบังคับไม่ให้มหาวิทยาลัยในสังกัดจัดทำหลักสูตรต่อเนื่องที่รับสมัครนักศึกษา ปวส.เรียนต่อตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 เป็นต้นมา เพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่จบ ปวส.ศึกษาต่อกับสถาบันการอาชีวศึกษา ทำให้นักเรียนที่จบ ปวช.หันไปเรียนต่อ ปริญญาตรี
4. การจัดสรรงบประมาณยังอยู่กับส่วนกลางและมีปัญหาร้องเรียนเรื่องของการล็อคสเป็ค และการที่สถานศึกษาได้รับครุภัณฑ์ที่สถานศึกษาไม่ได้ร้องขอ และไม่เป็นไปตามความต้องการของสถานศึกษา
5. องค์กรภาคเอกชนจำนวนมากขาดความเชื่อถือในการจัดการอาชีวศึกษาของภาครัฐ ได้เปิดสถานศึกษาของตนเองในการผลิตบุคคลากรตามความต้องการของตน ทำให้ขาดความร่วมมือจากสถานประกอบการ
6. การขาดแคลนอัตราครูของอาชีวศึกษาจำนวนมากไม่ได้รับการแก้ไข เพราะการกระจุกตัวของอัตราในส่วนกลาง โดยไม่กระจายไปยังส่วนภูมิภาค ทำให้มีครูอัตราจ้างมากมายในแต่ละสถานศึกษา เกิดปัญหาในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
7. ครูที่ขอเข้าสู่วิทยาฐานะจะต้องขอกำหนดตำแหน่งโดยส่งเข้าส่วนกลาง ใช้เวลาหลายปีในการพิจารณา เนื่องจากมีจำนวนมากและไปรวมกันอยู่นับพัน ๆ คนที่ส่วนกลาง ขณะที่หน่วยงานการศึกษาขนาดใหญ่อย่าง สพฐ. กระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่ดำเนินการ ทำให้การพิจารณาวิทยฐานะเป็นไปอย่างรวดเร็ว
8. ความไม่เข้าใจการทำงานของ สอศ.หรือเข้าใจแต่ทำเป็นไม่เข้าใจว่า การบริหารจัดการของ สอศ.อยู่ในรูปของคณะกรรมการ โดยมีคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เป็นองค์กรสูงสุด มีเลขาธิการ สอศ. เป็นเลขาฯ และผู้บริหารในทางปฏิบัติ แต่กลับกลายเป็นว่า สอศ.พยายามจะสั่งการและปฏิบัติเองโดยไม่ผ่าน กอศ. ซึ่งเป็นผู้พิจารณาสูงสุด จึงมองว่า สอศ.พยายามรวบอำนาจหรือรักษาอำนาจเอาไว้ ทั้งที่หลักการใน พรบ.การอาชีวศึกษาเน้นการกระจายอำนาจลงสู่สถานศึกษา โดยเกิดจากการรวมตัวเป็นสถาบันการอาชีวศึกษา
การอาชีวศึกษาเป็นหนึ่งในแกนหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยิ่ง แต่กลายเป็นหน่วยงานที่ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง หรือเข้าใจทุกอย่างแต่เกียร์ว่างตามยุคสมัย
.......................................................................................................
'คลัง'ค้านตั้ง 4 สถาบันอาชีวะนำร่อง
เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม 2554 เวลา 9:01 น
ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้นำเสนอโครงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษานำร่องใน 4 ภูมิภาค ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2554 โดยได้เสนอร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา 4 ฉบับ ได้แก่ 1. ร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเทคโนโลยีการเกษตรพิจิตร 2. ร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์อุบลราชธานี 3. ร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเทคโนโลยีการจัดการโรงแรมกรุงเทพ และ 4.ร่างกฎกระทรวงการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาพาณิชยนาวีนครศรีธรรมราช นั้น
ศ.ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ตนได้เห็นมติ ครม.ดังกล่าวแล้ว ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า ครม.ต้องการให้ ศธ.ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และให้การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันโดยจัดตั้งในลักษณะการรวมกลุ่มสถาบัน และทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่าเห็นควรให้จัดตั้งโดยการรวมกลุ่มสถานศึกษา ที่สำคัญกระทรวงการคลังโดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้ความเห็นว่ากรณีนี้เป็นการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ซึ่งจะทำให้รัฐต้องรับภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น ทั้งค่าใช้จ่ายสำนักงาน เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง รวมถึงค่าตอบแทนบุคลากร ประกอบกับมติ ครม. วันที่ 7 ก.ย. 2553 ได้เห็นชอบการขยายเวลามาตรการระงับการขอตั้งหน่วยงานใหม่หรือขยายส่วนราชการ ดังนั้นการเสนอจัดตั้ง 4 สถาบันนี้จึงไม่เป็นไปตามมติครม.และไม่เห็นสมควรอนุมัติ
“อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้บอร์ดกอศ.ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีมติให้มีการจัดตั้งสถาบันแบบรวมกลุ่มจังหวัด 10 สถาบันก่อนตามคำแนะนำของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยไม่เห็นด้วยกับการยกฐานะของสถานศึกษาขึ้นเป็นสถาบันเฉพาะทาง ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลมองเห็นผลประโยชน์ของการจัดการอาชีวศึกษาของประเทศชาติเป็นสำคัญด้วยการใช้ทรัพยากรร่วมกันและพิจารณาสภาพความพร้อมของสถาน
ศึกษา สภาพเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่จะมาร่วมจัดการศึกษาด้วย” ประธานบอร์ดกอศ.กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.ได้มีมติ 1. เห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาทางด้านเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีการจัดการโรงแรม และพาณิชยนาวี โดยควรให้มีการกระจายไปทุกภาคของประเทศ 2. มอบให้ ศธ.จัดทำแผนการใช้ทรัพยากรร่วมกันของสถาบันการอาชีวศึกษาที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ในกลุ่มสถาบันที่มีลักษณะและประเภทเดียวกัน ทั้งด้านสถานศึกษา บุคลากร หลักสูตรการเรียนการสอน งบประมาณ และการบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกันได้ ทั้งนี้การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และ 3. เมื่อศธ.ดำเนินการตามข้อ 2. แล้วให้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาดำเนินการยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาดังกล่าว แล้วนำเสนอ ครม.พิจารณาอีกครั้ง.