ปลายปี 2551 ผู้เขียนและอีกสิบกว่าชีวิตนัดกันว่าเราจะเดินทางท่องเที่ยวไปพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพวกเราร่วมกันกำหนดที่หมายคือปลายทางคือด่านเวดีย์สามองค์และวัดวังก์วิเวการาม หรือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ การเดินทางของคณะเราใช้รถยนต์ส่วนตัวทั้งหมด 3 คันและผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในพลขับที่ต้องนำทางในการเดินทาง อันที่จริงเรื่องการเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรีนี้ส่วนตัวแล้วเคยไปมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่เคยขับรถด้วยตัวเอง ผู้เขียนออกเดินทางจากบ้านเวลา ตี 4 มุ่งหน้าไปยังจังหวัดนครปฐมโดยใช้ถนนหลวงหมายเลข 4 เมื่อถึงนครปฐมแล้วเปลี่ยนเส้นทางไปใช้ถนนสาย 323 ระยะทางจากนนทบุรีไปจนตัวจังหวัดกาญจนบุรีเป็นระยะทางประมาณ 120 ก.ม. และมีจุดนัดพบกันบริเวณทางหลวงสาย 323 ก่อนออกจากตัวเมืองกาญเส้นทางเดินทางตั้งแต่บ้านมาถึงเมืองกาญถนนดีมากวิ่งได้อย่างสบายไม่มีหลุมบ่อเลย ไฟทางก็ส่องสว่างมาตลอด ทัศนวิสัยดีมากผู้เขียนก็ขับรถในช่วงเช้าอย่างสบายใจ ในขณะที่ผู้โดยสารประจำรถผู้เขียนนอนหลับสบาย
พวกเราพบกันในเวลาเกือบๆ 6 โมงเช้าอันเป็นเวลาที่ฟ้าสว่างพอดี อากาศในยามเช้าของเมืองกาญเย็นสดชื่นสมองเมื่อได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ร่างกายก็รับรู้และผ่อนคลาย เด็กตื่นเต้นกันมากกับการเดินทางในครั้งนี้ เรามีเด็กๆไปด้วยหลายชีวิต หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยเราจึงเริ่มเดินทางต่อไปตามถนนสาย 323 มุ่งหน้าไปยังที่อำเภอสังขบุรีซึ่งเราจะต้องขับรถต่อไปอีก 230 กม. โดยต้องวิ่งผ่านอำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ แล้วจึงถึงอำเภอสังขบุรี ระยะทางจากอำเภอเมืองถึงอำเภอทองผาภูมิ 145 ก.ม.และจากอำเภอทองผาภูมิไปอำเภอสังขบุรี ประมาณ 90 ก.ม. การเดินทางจากตัวเมืองไปยังอำเภอทองผาภูมิไม่มีปัญหากับถนนเลยขับรถสบายมากครับ แต่เริ่มมีปัญหาก็ตั้งแต่เริ่มเข้าอำเภอทองผาภูมินั่นเลย ถนนตั้งแต่นั้นไปถึงอำเภอสังขบุรีนั้นแคบ ถนนกว้างแค่รถวิ่งสวนกันไปมา และเส้นทางก็คดไป คดมา แถมวงขึ้นวงลง บางช่วงก็มีองค์กอบของถนนที่พร้อมๆกันหลายอย่างเช่นถนนแคบ คดเคี้ยว วกสูงขึ้นและวกต่ำลงอย่างกระชั้นชิด ครั้งก่อนไม่ได้ขับรถเองก็เลยไม่ได้สนใจอะไรกับปัญหาพวกนี้ ผู้เขียนขับรถสวนกับรถประจำทางที่วิ่งเข้ากรุงเทพ มองเห็นว่ารถเขาวิ่งด้วยความเร็วมากขึ้นลงที่สูงอย่างคล่องแคล่ว คนขับรถประจำทางคงวิ่งประจำทุกวันจนชำนาญทางมาก แต่ผู้เขียนก็อดที่จะเสียวสันหลังแทนผู้โดดสารไม่ได้ ความคิดก็เลยนึกไปถึงรวมเรื่องสั้น เรื่องแรมทางกลางฝุ่น ของวัฒน์ วัลยางกูร ซึ่งผู้เขียนเล่าว่าได้ไปขับรถบรรทุกสิบล้อขนไม้ลวกวิ่งในเส้นทางอำสังขบุรี บรรยายถึงความยากลำบากในการเดินทางขับรถบรรทุกที่ต้องวิ่งผ่านอำเภอทองผาภูมิ มาวันนี้ผู้เขียนเองก็เข้าใจได้ชัดเจนอย่างยิ่งถึงความยากลำบากของวัฒน์ วัลยางกูร เข้าใจจริงเลยที่ว่าขับรถสิบล้อขึ้นเขาลงเขาที่มีความลาดชัน คดไปคดมา มันสร้างความเสียวได้เพียงใด ผู้เขียนขับรถประคองไปตลอดทางประกอบกับฝนตกพร่ำทำให้ถนนลื่นมากด้วย บางช่วงผู้เขียนขับนำขึ้นไปก่อนผ่านไปสักพัก อีกคันก็ยังไม่ตามมาผู้เขียนก็ลุ้นว่าเขาจะขึ้นเนินมาได้ไหม หรือแฉลบลงไปนอนข้างทางแล้วกระมัง และยิ่งเห็นมีอุบัติเหตุรถตกถนนด้วยยิ่งกังวล กลัวจะไถลหล่นถนน หัวทิ่มลงไปในเขื่อนเขาแหลม ถนนสาย 323 ช่วงนี้เป็นช่วงที่วิ่งเลียบเขื่อนเขาแหลม ระยะสั้นแต่แสนผู้เขียนรู้สึกว่าใกลเหลือเกินกว่าจะถึงที่หมาย แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายอะไรเกิดขึ้นเราผ่านไปได้ด้วยดี อากาศบริเวณนี้เย็นมาก ด้านซ้ายมือเป็นเขื่อน มองไปเห็นแต่น้ำ ขวามือเป็นป่าอุดมสมบูรณ์มาก เรียกเป็นธรรมชาติที่เราจะหาไม่ได้เลยจากกรุงเทพ บางครั้งพวกเราก็แวะดูวิวตามจุดชมวิว ถ่ายรูปและพักผ่อนให้หายเหนื่อยแล้วจึงออกเดินทางต่อ ช่วงที่เราวิ่งผ่านอุทยานแห่งชาติเขาแหลมเราก็แวะเข้าไปในที่จุดชมวิว อุทยานแห่งชาติเขาแหลม มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณป่าเขาและอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม เป็นพื้นที่ประมาณ 815 ตารางกิโลเมตร นอกจากทิวทัศน์ที่สวยงามของอ่างเก็บน้ำแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้แก่
น้ำตกเกริงกระเวีย เป็นน้ำตกชั้นเตี้ยๆ ไหลลดหลั่นมาตามชั้นหินปูน ซึ่งมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น กระแสน้ำไหลแผ่กระจายเป็นพื้นที่กว้าง มีน้ำมากในช่วงปลายฤดูฝน น้ำตกเกริงกระเวียตั้งอยู่ริมทางสายทองผาภูมิ-สังขละบุรี เลยทองผาภูมิไปประมาณ 32 กิโลเมตร ช่วงที่พวกเราไปกันนั้นน้ำเยอะมากเพราะเป็นช่วงที่มีฝนตก แต่เราก็ไม่ได้แวะเล่นน้ำกันเพราะใจมุ่งมั่นจะไปให้ถึงด่านเจดีสามองค์ น้ำตกไดช่องถ่อง เป็นน้ำตกขนาดเล็ก เลยจากน้ำตกเกริงกระเวียไปตามเส้นทางทองผาภูมิ-สังขละบุรี 2 กิโลเมตร บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ซึ่งตั้งอยู่ริมทางหลวงสายทองผาภูมิ-สังขละบุรี มีสถานที่สำหรับกางเต็นท์พักแรม แต่นักท่องเที่ยวต้องนำเต็นท์มาเอง คงความเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมทั่วบริเวณ พวกเราแวะที่นี่ถ่ายรูปและเข้าห้องน้ำกันที่นี่ ก็พอทำให้หายเหนื่อยไปได้มากเลย สุดท้ายก่อนถึงตัวอำเภอสังขละบุรี 4 กิโลเมตร พวกเราตัดสินใจเลี้ยวขวาไปด่านเจดีย์สามองค์อีก 18 กิโลเมตร ทางราดยางตลอดสาย พระเจดีย์สามองค์นี้ เดิมเรียกว่า หินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยในสมัยโบราณก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่เขตพม่า ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีของไทย ได้เป็นผู้นำชาวบ้านสร้างเป็นเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นในปัจจุบันนี้ นอกจากนี้บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต เมื่อไปถึงที่หมายวันที่พวกเราเข้าไปด่านไม่เปิดบริเวณนี้ด่านจึงเงียบเหงามากไม่ค่อยมีการค้าขายอะไร มองไปเห็นแต่คนใส่โสร่ง และก็หญิงทาแป้งหน้าขาว ผู้เขียนเดินไปดูเที่ยวดูร้านค้าแต่ไม่ได้ซื้ออะไร มันเงียบเหงากว่าครั้งก่อนที่ผู้เขียนเคยเดินทางมา เรายังวิจารณ์กันว่าตัวเจดีย์หรือรอบเจดีย์น่าจะมีใครตัดหญ้าเสียบ้างนะ ดูรกไม่สะอาดตาเลย ขับรถมาต้องหลายร้อยกิโลเมตรไม่เห็นมีอะไรให้ดูเลย ต่อจากนั้นเราก็เลยเปลี่ยนที่หมายมุ่งหน้าไปวัดวังก์วิเวการาม ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอสัง ขละบุรีประมาณ 3 กิโลเมตร มีวิหารริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงาม และเป็นที่จำพรรษาของ “หลวงพ่ออุตตมะ” ซึ่งประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกระเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเคารพนับถือ จากบริเวณวัดวังก์วิเวการามไปอีก 1 กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พวกเราทั้งหมดได้ลงไปบริเวณเขื่อนและจ้างเรือจากร้านอาหารพาไปดูสะพานมอญและวัดเก่าที่จมน้ำอยู่ พวกเราก็เห็นสายน้ำใสและธรรมชาติที่สดชื่นทุกคนมีความสุขความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางหายไปหมด
จังหวัดกาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่กว้างใหญ่มีสถานที่ท่องเที่ยวมาก ผู้เขียนเองไปมาหลายครั้งแต่ก็ยังต้องการจะเดินทางไปยังจังหวัดนี้อีก เพราะยังมีอีกหลายสถานที่ ที่ยังเดินทางไปไม่ถึงเพื่อที่การเดินทางจะได้มีความสนุกและเป็นประโยชน์เราควรที่จะมีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลการเดินทางและข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ข้อมูลของร้านอาหารและข้อมูลการติดต่อขอความช่วยเหลือจากทางราชการถ้ามีเหตุจำเป็น ในช่วงที่ใกล้กับเขตชายแดนจะมีด่านของทหารทุกคนต้องพกบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรที่ทางราชการออกให้เพื่อนำไปแสดงว่าเราเป็นคนไทย ไม่ใช่คนหนีเข้าเมือง เมืองกาญจนบุรีมีเรื่องราวของคนเมืองที่พกพาความฝัน หลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองไปแสวงหาพื้นที่ทางทำไร่ แต่เมื่อผ่านไปไม่นานหลายคนก็ยอมแพ้เก็บได้มาแต่ความบอบช้ำ กับการไม่ประสบความสำเร็จกับการทำไร่ คนเราแต่ละคนเหมาะสมกับงานที่ต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหากตั้งใจแล้วจะทำไม่ได้ บางทีก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ ต้องอดทนให้เพียงพอ เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยน ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมให้ได้ คนเมืองไม่เคยชินกับสภาพแวดล้อม เคยคิดว่าเมืองกาญจนบุรีเป็นสวรรค์ พลันสวรรค์มันก็หายไปได้พบแต่ความจริงว่าเราไม่เหมาะกับไร่เลย เรื่องนี้คิดสะท้อนออกมาดังๆจากงานเขียนของวัฒน์ วัลยางกูร
