วัฒนธรรมมุขปาฐะเป็นวัฒนธรรมของคนในสังคมที่ไม่มีและไม่ใช้ตัวหนังสือเลยตลอดเวลาที่ดำรงเผ่าพันธุ์มา

        ผมเริ่มรู้จักคำนี้เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว จากคำเต็มๆ ว่า วรรณกรรมมุขปาฐะ ซึ่งหมายถึงเรื่องที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมายาวนานด้วยการบอกเล่าเป็นหลัก  การเขียนหรือบันทึกเท่าที่มีบ้างนั้นเกิดขึ้นภายหลังด้วยวัตถุประสงค์บางอย่างโดยเฉพาะ  หลังจากนั้นไม่นานก็ได้อ่านพบคำอธิบายเรื่องประเภทนี้ในภาษาอังกฤษซึ่งใกล้เคียงกับภาษาไทย และภาษาอังกฤษเรียกวรรณกรรมเช่นนี้ว่า oral literature

         ต่อมา ผมพบอีกสองคำในหนังสือเกี่ยวกับสังคมวิทยา และมานุษยวิทยาคือ oral traditions กับ oral culture โดยไม่พบคำศัพท์ภาษาไทย  ดังนั้น ผมจึงแปลใช้เองพลางๆก่อนว่า “ประเพณีมุขปาฐะ”  และ”วัฒนธรรมมุขปาฐะ”  ซีงเท่ากับว่า “มุขปาฐะ”ที่ผมใช้นี้เป็นคำคุณศัพท์ เช่นเดียวกับ oral ในภาษาอังกฤษ

         ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ผมอ่านพบคำอธิบายของยูเนสโกเกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของโลกทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ และได้พบคำแปลของ oral literature เป็นภาษาไทยเพียงคำเดียวว่า “มุขปาฐะ”  ไม่มี “วรรณกรรม”อยู่ข้างหน้าอย่างที่เคยเห็นและใช้มานาน  ดังนั้น จึงต้องพึ่งพจนานุกรมของราชบัณฑิต พ.ศ. ๒๕๔๒ (ซึ่งพิมพ์ออกเผยแพร่ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๔๖) พบคำว่า มุขปาฐะอยู่ร่วมกับ มุขบาฐ โดยใช้คำอธิบายชุดเดียวกันว่า เป็น คำนาม หมายถึง        “การต่อปากกันมา, การบอกเล่าต่อๆกันมาโดยมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร, เช่น เรื่องนี้สืบมาโดยมุขบาฐ, เรื่องนี้เป็นมุขปาฐะ”  มีเพียงเท่านี้ และไม่ระบุว่าเป็นคำประเภทอื่นอีกด้วย  

        นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักคำว่า มุขบาฐ  เมื่อวิเคราะห์ตัวอย่างของราชบัณฑิตดูแล้วพบว่า  สองคำนี้มีที่ใช้ต่างกัน เพราะข้อความที่ว่า “เรื่องนี้สืบมาโดย...” กับ “เรื่องนี้เป็น...” เท่ากับบอกว่า ถึงแม้จะเป็นคำนามทั้งคู่ ก็เป็นนามคนละชนิด นั่นคือ มุขบาฐ  น่าจะจับคู่ได้กับ  oral traditions และ มุขปาฐะ จับคู่ได้กับ oral literature

        ส่วน oral culture นั้น ผมขอใช้ วัฒนธรรมมุขปาฐะ ไปตามเดิมก่อน เพราะ วัฒนธรรมไม่ใช่วรรณกรรมซึ่งเป็นผลผลิตเพียงประเภทเดียวของสังคมหนึ่งๆ  นอกจากนี้ เป็นที่รู้ชัดกันอยู่แล้วว่า วัฒนธรรมมุขปาฐะเป็นวัฒนธรรมของคนในสังคมที่ไม่มีและไม่ใช้ตัวหนังสือเลยตลอดเวลาที่ดำรงเผ่าพันธุ์มา  แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่าในสังคมที่มีตัวหนังสือใช้มานานหลายศตวรรษอย่างสังคมไทย หรือในสังคมที่มีตัวหนังสือใช้มานานหลายสหัสวรรษอย่างสังคมจีนนั้น เราสามารถพบร่องรอยหรือองค์ประกอบของวัฒนธรรมมุขปาฐะได้ แม้แต่ในคนที่รู้หนังสือด้วย เพียงแต่เรายังไม่ได้ศึกษามันอย่างจริงจังเท่านั้นเอง

        มุขบาฐ และ มุขปาฐะ สามารถบานปลายได้อีกมากมายจนอาจกลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่งก็ได้