การปฏิรูปประเทศไทยด้านการศึกษา (กศน.เพื่อนรัก เพื่อนเรียนรู้ : ๔๗)

การปฏิรูปประเทศไทยด้านการศึกษา... ด้วยหน่วยจัดการดูแลรายกรณี   ในระดับโรงเรียนและชุนชน Case Management Unit (CMU)                ศุภัชณัฏฐ์  หลักเมือง

ผู้อำนวยการ (เชี่ยวชาญ) กศน.อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์

เครือข่ายประชาสังคมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

E-mail : [email protected]

**************************

เป็นความพยายามของรัฐบาลทุกรัฐบาลในการยกระดับการศึกษาของคนไทยให้เฉลี่ยสูงขึ้น        ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 12 แต่จากการสำรวจของสภาการศึกษา ในปี 2552 พบว่า ประชากรในวัยแรงงานของเรามีการศึกษาเฉลี่ย 8.9 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี ที่จัดอยู่ในปัจจุบัน โดยประชากรในวัยทำงานระหว่างช่วง อายุ 15-59 ปี มีการศึกษาเฉลี่ยสูงขึ้น ขณะเดียวกันผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วไม่น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550 -2554) สาเหตุที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ พยายามยกระดับการศึกษาของคน    ในชาติ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ในประเทศไทย เพราะว่า ระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยของคนในประเทศจะเป็นตัวบ่งชี้หนึ่งของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการอ่านออกเขียนได้   

นายธงทอง จันทรางศุ  เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า “หากประเทศไทยต้องการส่งเสริมให้ประชากรในวัยทำงานและประชากรโดยทั่วไปมีจำนวนปีการศึกษาที่เพิ่มขึ้น นอกจากการจัดการศึกษาในระบบอย่างมีคุณภาพแล้ว ต้องเร่งจัดการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ให้มีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้ง เพื่อให้สามารถสนองต่อวิถีชีวิตและความต้องการของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ต่างๆ ถ้าทำเช่นนี้ได้เชื่อว่าจะส่งผลให้ปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรไทยสูงขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางและนโยบาย  การดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวถึงสถานการณ์เด็กเยาวชนที่ขาดโอกาส   ทางสังคม รวมถึงกลุ่มแรงงานขั้นต่ำ จำนวนถึง 13.8 ล้านคน จำแนกได้ 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ 1) กลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษา จำนวน 2-3 ล้านคน 2) เด็กพิการทางกายและทางการเจริญทางสมอง จำนวน 1.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 ของเด็กในระบบการศึกษาที่มีอยู่ประมาณ 14 -15 ล้านคน  3) เด็กชนบทห่างไกล จำนวน 1.6 แสนคน  4) เด็กเยาวชนที่ต้องคดี จำนวน 50,000 คน และอีกจำนวน 10,000 คน   ที่พ้นจากสถานพินิจในทุกปี ซึ่งต้องการทักษะอาชีพ และ 5) กลุ่มแรงงานขั้นต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่หลุดจากระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาที่ต้องการพัฒนาศักยภาพ จำนวน 8.8 ล้านคน การลดความเหลื่อมล้ำด้วยการ “คืนโอกาสสู่สังคม” รัฐบาลจึงมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ดำเนินการทำใน 4 มาตรการสำคัญ คือ 1) ป้องกัน 2) แก้ไข 3) ฟื้นฟูและ 4) ประกันอนาคต ด้วยการขับเคลื่อนร่วมกันทั้งภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำเด็กต้องหลุดจากระบบการศึกษา โดย ดร.อมรวิชช์

นาครทรรพ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ สสค. กล่าวว่า ในการปฏิรูปการเรียนรู้ของ สสค. จะดำเนินการให้ครอบคลุมถึงเด็กที่มีโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อ

การออกจากระบบการศึกษาก่อนกำหนดมี 4 ปัจจัย คือ 1) ความยากจน  โดยพบว่า มีเด็กยากจนถึง 50,000 คน ที่ครอบครัวมีรายได้ไม่ถึง 1,600 บาท/เดือน เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงของการลาออกกลางคัน  2) สภาพครอบครัวจากปัญหาพ่อแม่แยกทางกันเฉลี่ยร้อยละ 10-15 คิดเป็นจำนวน       10,000-15,000 คน ที่มีความบอบช้ำทางจิตใจและอาจนำสู่การมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆทั้งเรื่องเพศ   ความรุนแรง 3) ผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำหรือต่ำกว่า 2.0 คิดเป็นร้อยละ 10 ของในแต่ละโรงเรียน

โดยมีความรู้สึกล้มเหลวทางการศึกษา และ4) สภาพแวดล้อมในชุมชนที่อยู่อาศัย

การตกหล่นของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยเรียนก็ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเด็กชายขอบ (เด็กตามบริเวณชายแดน)  เด็กเร่ร่อน เด็กที่อยู่ในย่านสลัม ชุมชนแออัด เด็กที่ต้องย้ายตามผู้ปกครองไปทำงานก่อสร้าง หรือรับจ้างต่าง ๆ  ในปัจจุบัน กำลังจะมีหน่วยจัดการดูแลรายกรณีในระดับโรงเรียนและชุมชนหรือที่เรียกว่า Case Management Unit (CMU) ซึ่งจะทำหน้าที่รวมทุกเรื่อง ตั้งแต่ระบบสวัสดิการ  การประกบตัวในเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา การสร้างงานสร้างรายได้ รวมถึง การส่งต่อเด็กซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาระบบในการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร ภายใต้การขับเคลื่อนของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ในการประสานและปลดล็อคระบบที่เป็นอุปสรรคในการทำงานร่วมกับหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบต่อไป

                แนวความคิดของเรื่องดังกล่าวมานั้น ได้มีการประชุมจังหวัดและชุมชนท้องถิ่น เมื่อวันที่       29 - 30 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “จังหวัดและชุมชนท้องถิ่นจะปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้อย่างไร” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีเป้าหมายเพื่อให้จังหวัดและชุมชนท้องถิ่นได้ตื่นตัวเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ที่ทั้ง 5 ภาคส่วน ประกอบด้วย ภาคท้องถิ่น  ภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคนักวิชาการ สามารถมีส่วนร่วมได้  ผ่าน 2 โครงการหลัก ตามแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทยด้านการศึกษา  เพื่อเพิ่มโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย  คือ 1) โครงการสังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ ยกย่อง เชิดชูครูสอนดี และ 2)โครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพให้เด็กเยาวชนด้อยโอกาสให้สามารถพึ่งตนเองได้  ทั้ง 2 โครงการ เป็นโอกาสที่จะสร้างให้เกิดครูสอนดีในท้องถิ่น และระบบจัดการดูแลเด็กด้อยโอกาส และพัฒนาศักยภาพแรงงาน ที่มีจำนวนถึง 13.8 ล้าน ทั่วประเทศ เป็นครั้งแรก ภายใต้ความร่วมมือของหลายองค์กรหลักที่รับผิดชอบ ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง มหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยูนิเซฟ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
                หากโครงการดังกล่าวทั้ง 2 โครงการ ประสบความสำเร็จ และสามารถเกิดหน่วยจัดการดูแลรายกรณีในระดับโรงเรียนและชุมชนหรือที่เรียกว่า Case Management Unit (CMU) อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่แล้วอนาคตของเด็กและเยาวชนไทยคงสดใสแน่นอน และนั่นหมายถึงอนาคตของประเทศไทยด้วยเช่นกัน.

(ขอบคุณข้อมูลจาก

1.http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1303797938&grpid=&catid=19&subcatid=1903 2.http://www.thaihealth.or.th/partner/arti_partner/21991 3.http://www.sobkroo.com/detail_room_index.php?nid=4460 )