
หนุ่มนักบริหารธุรกิจโรงพยาบาลระดับแถวหน้าของเมืองไทย
หาก ย้อนเวลากลับไปสมัยเด็กคงไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กชายสาธิต วิทยากร จะก้าวขึ้นสู่แท่นนักบริหารโรงพยาบาลมืออาชีพรุ่นใหม่ไฟแรงในปัจจุบัน เพราะเมื่อตอนสมัยที่ยังเป็นเด็กนั้น เขาไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง ถึงขนาดที่ว่าถ้าสอบได้คะแนนเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ คุณพ่อ (นพ. พงษ์ศักดิ์ วิทยากร) และคุณแม่ ถึงกับต้องให้รางวัลกันเลย อาจเป็นเพราะเมื่อ ดร. สาธิตได้เติบโตขึ้นและเห็นตัวอย่างความทุ่มเทในการทำงานหนักของบิดา ทำให้เขาเริ่มเปลี่ยนมุมมองชีวิตจากที่เคยคิดเรียนๆ เล่นๆ มาเริ่มตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นเป็นลำดับ อีกทั้งการที่ต้องอยู่กับคุณยายมาตั้งแต่เล็กเนื่องจากทั้งคุณพ่อและคุณแม่ ต้องไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้เขามีวุฒิภาวะเกินเด็กวัยเดียวกัน
ครั้ง แรกที่ดร. สาธิต ได้เผชิญโลกกว้างสมัยยังเป็นนักเรียนมัธยมคือการได้ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงปิดเรียนภาคฤดูร้อน ซึ่งเขายอมรับว่าได้เรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ผิดจากการได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่จากครอบครัวสมัยที่อยู่เมืองไทย ทำให้เขาปรับเปลี่ยนทัศนคติการใช้ชีวิตไปอย่างมาก กลับมาตั้งใจเรียนหนังสืออย่างจริงจังจนสามารถสอบเข้าเป็นนิสิตคณะวิศวกรรม ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ชีวิตในรั้วจามจุรีของดร. สาธิตนั้นเรียบง่ายเช่นนิสิตนักศึกษาทั่วไป เล่นกีฬาและได้เป็นตัวแทนคณะบ้างในบางโอกาส ทั้งฟุตบอล บาสเก็ตบอล แบดมินตัน เทนนิส ไปออกค่ายตามต่างจังหวัดแบบที่นิยมกัน จึงได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน โดนปลิงกัดก็มี ไม่เคยอาบน้ำคลองก็ได้สัมผัสเป็นครั้งแรก ไปออกค่ายสำหรับนักศึกษาวิศวะฯ ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากใช้แรงงาน ขุดดิน ก่อสร้าง สร้างฝายกั้นน้ำ เป็นต้น
เมื่อ สำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยแล้ว ก็เข้าทำงานกับบริษัท Jardine Matheson (Thailand) มีหน้าที่ดูแลเรื่องระบบปรับอากาศได้ไม่นานก็ต้องเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนไปได้ปรึกษากับครอบครัวเกี่ยวกับสาขาที่จะไปเรียนต่อ คุณพ่อ คุณแม่ จึงแนะนำให้เรียนด้าน Hospital Management เพราะคิดว่าน่าจะตรงสายงานของธุรกิจครอบครัวที่คุณพ่อกำลังคิดขยับขยาย ธุรกิจโรงพยาบาล แต่สิ่งที่ดร. สาธิต ค้นพบในเนื้อหาของหลักสูตรนั้นต่างจากความคาดหวังโดยสิ้นเชิง เพราะกลับกลายเป็นการเจาะลึกด้านสาธารณสุขศาสตร์ การเก็บสถิติ ระบาดวิทยา และการดูแลผู้ป่วย อีกทั้งเพื่อน ๆ ร่วมชั้นเรียนต่างก็เป็นหมอ เป็นพยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณาสุขเสียเป็นส่วนใหญ่ ดร. สาธิตเลยเบนเข็มมาเรียนบริหารธุรกิจแทน ซึ่งตรงใจตนเองมาก จนกระทั่งสำเร็จปริญญาโท MBA ด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัย Golden Gate University ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยก็ยังไม่ได้มาช่วยกิจการที่บ้านตามที่ตั้งใจไว้ เพราะได้เข้าทำงานที่บริษัท ESSO (Thailand) เป็นวิศวกรประจำโรงกลั่นน้ำมันที่ศรีราชา ได้ใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน เพราะวิศวกรคุมงานส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ทำงานบริหารดูแลคนงาน ลูกน้อง ดูแลเรื่องตัวเลข สารเคมีต่าง ๆ ตามที่เรียนวิศวะมา ปีนหอกลั่นน้ำมันขนาดตึกสูงสิบชั้นก็เป็นหนึ่งในภารกิจประจำสมัยนั้น
ช่วง นั้นคุณพ่อกำลังขยายกิจการไปสร้างโรงพยาบาลกรุงเทพฯ ที่พัทยา ขณะนั้น ดร. สาธิตทำงานอยู่ที่ศรีราชา คุณพ่อจึงขอร้องให้ไปช่วยดูแลควบคุมการก่อสร้างตั้งแต่แรกจนกระทั่งสร้าง เสร็จ จึงทำให้เขาได้เรียนรู้งานก่อสร้างโรงพยาบาลทั้งระบบ จากนั้น ดร. สาธิตจึงลาออกจากงานประจำมาช่วยงานที่โรงพยาบาลกรุงเทพอย่างเต็มตัว จากประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการ จึงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลกรุงเทพ พัทยา ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการวางระบบบริหารและการจัดการทั้งหมด ทั้งการจัดการทีมแพทย์และพยาบาลรวมทั้งบุคคลากร ส่งผลให้โรงพยาบาลกรุงเทพ พัทยาเป็นที่ยอมรับและเป็นที่ไว้วางใจจากผู้ใช้บริการเรื่อยมา ซึ่งประสบการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ ดร. สาธิต ได้นำไปปรับใช้ในการขยายสาขาของโรงพยาบาลกรุงเทพในจังหวัดอื่น ๆ ตามลำดับต่อมา อาทิ โรงพยาบาลกรุงเทพ ภูเก็ต โรงพยาบาลกรุงเทพ สมุย และโรงพยาบาลกรุงเทพ ระยอง เป็นต้น
ใน ด้านการบริหารจัดการ ดร. สาธิตมีความสนใจด้านไอทีเป็นพิเศษ โดยได้นำระบบไอทีเข้ามาปรับใช้ในโรงพยาบาลเป็นอย่างแรกคือการลงทะเบียนผู้ ป่วยในระบบ Hospital Information System ซึ่งนับว่ามีความก้าวหน้ามากในสมัยนั้น โดยขอความร่วมมือจากแพทย์เป็นผู้ป้อนข้อมูลการสั่งยาเอง ช่วยลดขั้นตอนการทำงานระหว่างห้องตรวจมายังห้องจ่ายยารวมถึงการคำนวนค่าใช้ จ่าย ทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้บุกเบิกจัดระบบด้านบัญชีโดยอาศัยระบบไอทีเข้ามาช่วยและ ได้นำกลับมาใช้ที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพอีกด้วย
นอก จากนี้ดร. สาธิต ยังปลีกเวลาเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) หลักสูตรร่วมของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ University of Nebraska – Lincoln ประเทศสหรัฐอเมริการ โดยมีผลงานวิทยานิพนธ์ดีเด่นเรื่อง Alliance Strategy of Hospitals ซึ่ง ดร. สาธิต ได้นำเสนอแนวคิดกลยุทธ์ระบบพันธมิตรของธุรกิจโรงพยาบาล โดยเน้นว่าการประสบความสำเร็จนั้นต้องอาศัยการผนึกกำลังสนับสนุนซึ่งกันและ กัน
หลังจบปริญญาเอก ดร. สาธิต ยังได้นำความรู้และประสบการณ์มาถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อมาในฐานะอาจารย์พิเศษ สอนวิชาการจัดการเชิงกลยุทธ์ ซึ่งครอบคลุมการวางแผน วิสัยทัศน์ สิ่งแวดล้อม ประชากร การบริหารองค์กร การตลาด การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง การสร้างความแตกต่าง และการขยายตัวขององค์กร ซึ่งนับว่าเป็นงานที่ตั้งใจและทำได้ดีอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากงานบริหาร
ความ คิดเรื่องการนำเทคโนโลยีด้านไอทีมาใช้กับระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลของ ดร. สาธิต ยังไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่นี้ ดร. สาธิตได้ก้าวต่อไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการออกแบบและพัฒนาระบบการจัดซื้อรวมของ โรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพได้สำเร็จ ทำให้โรงพยาบาลสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อเป็นจำนวนมาก แม้ว่าการลงทุนด้านระบบไอทีนั้นมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง แต่ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว นอกจากนี้ ดร. สาธิต ยังมีแนวคิดในการเชื่อมโยงข้อมูลของคนไข้ไปยังโรงพยาบาลกรุงเทพสาขาต่าง ๆ มีการแบ่งปันความรู้ระหว่างสาขาทั้งทีมแพทย์และพยาบาล และที่เน้นเป็นพิเศษคือการดูแลพนักงานให้ได้รับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูน ทักษะความรู้และประสบการณ์ เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เพียงด้านไอที เท่านั้น ดร. สาธิตยังมีแนวคิดในเรื่องการปรับโรงพยาบาลให้เข้าสู่ระบบการจัดการเพื่อสิ่ง แวดล้อม Green Environment อีกด้วย ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อส่วนรวมเพื่อการประหยัดพลังงานและรักษาสภาพแวดล้อม
ไม่ได้มีความเก่งอะไรเลย อาศัยที่พ่อกับแม่ทำไว้ให้ นิสัยส่วนตัวออกจะไร้น้ำใจด้วยศ้ำ