ตื่นขึ้นมา ณ รุ่งเช้า เมื่อวานนี้มีอะไรได้เรียนรู้บ้างนะ เรื่องงาน นึกย้อนแบบแคะ ๆ เข็น ๆ

 การได้ถามผู้บังคับบัญชาว่า “วันศุกร์เอาไงพี่”

เป็นคำถามกว้าง ๆ แต่ท่านตอบมาว่า “อ้อ พี่ยังไม่ได้ไปพื้นที่ เพราะว่ามันเร็วไปเขาไม่พร้อม”

คำตอบที่ได้ทำให้รู้สึกประหลาดใจ เพราะเนื้อแท้ของคำถามตั้งใจสื่อว่า

“ใครจะเป็นคนขึ้นบรรยายในวันศุกร์”

แต่ท่านกลับตอบเรื่อง “ไปนิเทศงานแทน” เหมือนเป็นสิ่งที่ท่านยังติดใจ

จึงถามย้ำว่า “แล้วพี่ขึ้นพูดเองไหมค่ะวันศุกร์”

“ใช่ ๆ”

 

 เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่แขวนชีวิตใครหลาย ๆคนไว้ด้วยกัน คือ ถ้าหัวหน้าไม่พูด พี่เภสัชอีกคนต้องพูดแทน ซึ่งท่านกังวลและรู้สึกมีงานมาก ถ้าเป็นเช่นนั้นรู้สึกกับตนเองว่า “จะอยู่ช่วย” แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาพูดเอง ทุกอย่างก็จบ ติ๋วกับพี่อ้อก็ไปทำงานตามเดิม ไม่ต้องปรับแผน

 

การนิ่งเย็นรอ ถามแบบเปิดกว้าง เปิดใจ ทำให้สถานการณ์นี้ดู เรียบง่าย ไม่ได้ทำด้วยอารมณ์ดังเช่นที่ผ่านมา

 

ทำให้เกิดการมองย้อนการแก้ปัญหาในอดีตของตนเอง

เป็นการแก้ปัญหาโดยใช้อารมณ์เป็นส่วนใหญ่ เมื่อไหร่เจอสิ่งที่อยากทำก็จะกระโจน วูบลงไปทำ

เมื่อไหร่เจอสิ่งที่ไม่อยากทำก็จะ โวยวาย ๆ หาที่ลงก่อน แล้วค่อยหาลู่ทางว่า “จะทำหรือไม่ทำ”

 

การมีสติ ตัวชั่วยังดิ้นพร่านอยู่ภายในใจค่ะ

แต่ภาวะการโวยวายสั้นลง

ทำให้มีห้วงเวลาใคร่ครวญอย่างมีสติมากขึ้น

แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปบนฐานของความเชื่อที่ว่า

 

“ทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน ทำอะไรไว้ก็ได้เช่นนั้นเรื่องบังเอิญไม่มี”

 

ส่วนหนึ่งปรารถนาให้คนอื่นดีขึ้น และออกแรงช่วยตามกำลัง

ส่วนหนึ่งก็ดูใจตนเอง

 

“การช่วยเหลือไม่ใช่การปล่อยให้เขาทำตามใจ แต่ก็ไม่ใช่การลงมือทำแทน”

แต่เป็นการยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วค่อย ๆ เสนอช่องทางเลือก

 

แต่รู้สึกว่ายากเพราะบางทีเราก็จะมีแรงผลักในตนเองว่า

“ไปทำเองเถอะให้มันจบ ๆ”

เหมือนคาดหมายไปแล้วว่าต้องเป็นอย่างไร

แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้เรียนรู้ว่า “ไม่จำเป็นต้องพูดมาก ดีดดิ้นมาก ทุกอย่างมันมีคำตอบในตัวของมันเอง”