ดาวเคราะห์มีกี่ดวงกันแน่

เมื่อวันพฤหัสทางมหาวิทยาลัยได้จัดสัมนาบุคลากรมหาวิทยาลัยสายวิชาการขึ้น เป็นการพัฒนาและเพิ่มประสิทยธิภาพความเป็นครูผู้นำทางวิชาการ รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างอาจารย์จากคณะต่างๆ

แรกๆผมเข้าฟังก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหัวข้อในการอภิปรายวันนี้คืออะไรกันแน่.. แต่พอเข้าไปฟังแล้วก็เริ่มเข้าใจและคิดว่าวันนี้เขาได้เริ่มเข้าหาเป้าหมายหลักของมหาวิทยาลัยอิสลามอย่างเรา หรืออาจจะพูดได้ว่านานแล้วที่เราไม่ได้พูดเรื่องลักษณะนี้ ถ้าปล่อยไปโดยไม่ได้พูดคุยในประเด็นนี้อาจจะทำให้เราห่างจากวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาเกิดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งวิชาการแก่มุสลิมและทุกคน เนื้อหาวิชาที่สอนในมหาวิทยาลัยนอกจากจะต้องสอนในเนื่้อหาที่เป็นอิสลามศึกษาและ วิชาอื่นๆที่ไม่ใช่อิสลามศึกษาจะต้องอยู่ในกรอบของอิสลาม หรือถ้าเป็นไปได้ต้องเป็นแบบบูรณาการทั้งที่เป็นวิชาสามัญ วิชาชีพและวิชาอิสลามศึกษา นอกจากนี้สภาพสังคมภายในมหาวิทยาลัยก็ต้องเป็นแบบอย่างของสังคมอิสลามด้วย

ในการสอนแบบบูรณาการอิสลาม คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ได้พูดถึงการบูรณาการวิทยาศาสตร์กับอิสลาม ซึ่งผมเป็นคนได้เขียนบทความลักษณะนี้มาพอควรยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำได้เช่นนั้น แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้

ระหว่างพักเบรก อาจารย์ท่านหนึ่งมาถามผมว่า จริงๆแล้วดาวเคราะห์มีกี่ดวง ผมก็บอกว่า ถ้าเป็นนพเคราะห์แน่นอน ๙ ดวง เพราะนพแปลว่า ๙ ถ้าเป็นดาวเคราะห์จริงๆ เฉพาะกาแลกซี่ทางช้างเผือกมีมากกว่า ๕ หมื่นล้านดวง นี่ก็ได้จากการเดาของมนุษย์บางคน ความจริงมีเท่าไรนั้น อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ และไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่เราจะต้องรู้จำนวนแน่นอนด้วย ให้รู้เพียงว่า อัลลอฮฺสร้างดวงดาวต่างๆเหล่านี้ไม่ได้ไร้ความหมาย ดังที่พระองค์ได้ตรัสในอายัตที่ ๑๙๑ ซูเราะฮฺ อาลิอิมรอน

(190) แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการที่กลางวันและกลางคืนตามหลังกันนั้น แน่นอนมีหลายสัญญาณสำหรับผู้มีปัญญา
(191)
คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮ์ ทั้งในสภาพยืน และนั่ง และในสภาพที่นอนตะแคง และพวกเขาพินิจพิจารณากันในการสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน (โดยกล่าวว่า) โอ้พระเจ้าของพวกเข้าพระองค์
พระองค์มิได้ทรงสร้างสิ่งนี้มาโดยไร้สาระ มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน โปรดทรงคุ้มครองพวกข้าพระองค์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด

อาจารย์ท่านนั้นก็ถามผมต่อว่า ไม่ใช่ ๑๑ ดวงหรือ ? ผมก็ตอบทันควันว่า อ๋อ มาจากซูเราะฮฺยูซุฟใช่ไหม

(4) จงรำลึกขณะที่ยูซุฟกล่าวแก่พ่อของเขาว่า “โอ้พ่อจ๋า! แท้จริงฉันได้ฝันเห็นดวงดาวสิบเอ็ดดวง และดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ฉันฝันเห็นพวกมันสุญูดต่อฉัน”

ความฝันของบรรดานบี คือ ความจริง ฝันของนบียูซุฟก็เหมือนกัน คือความจริง ผมยังไม่ได้ศึกษาว่าที่ท่านว่า ๑๑ ดวงนี้ คือ ดาวอะไร ดาวเคราะห์ที่เราหมายถึงในระบบสุริยะ(ที่เรียกว่าดาวนพเคราะห์)นี้หรือดาวกลุ่มอื่น ถ้าเรามาพิจารณาดาวกลุ่มที่เรารู้จักดีมานานนี้


(รูปจาก http://th.wikipedia.org/wiki/สุริยจักรวาล)

  • ดาวเคราะฮฺกลุ่มนี้มี ๙ ดวง (นพแปลว่าเก้า) หรือเราเรียกดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
  • ๙ ดวงนี้นับรวมโลกด้วย (แต่ไม่นับดวงจันทร์) ส่วนในอายัตข้างบน รวมดวงจันทร์ดวงอาทิตย์(ดาวฤกษ์) ก็จะเป็น ๑๓ ดวง
  • เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ นักดาราศาสตร์ได้ร่วมประชุมกันที่กรุงปรากเมืองหลวงของสาธารณรัฐเชกโดยมีสมาชิกสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากล(LAU  ซึ่งย่อมาจาก  International  Astronomical  Union)จากทั่วโลกราว  2,700  คนจาก  75  ประเทศเข้าร่วมประชุม วันแรกจะรวมดาวเคราะห์ที่ค้นพบใหม่(บางดวงได้พบมานานแล้ว) จำนวน ๓ ดวง กลายเป็น ๑๒ ดวง แต่สุดท้ายที่ประชุมลงมติจากเสียงบรรดาสมาชิกในวันสุดท้ายซึ่งเหลือเพียง ๔๒๔ คน ลดฐานะดาวพลูโต เป็นดาวเคราะห์แคระ
  • ดาวเคราะห์ ๑๒ ดวงนับจากดวงอาทิตย์ ๑.ดาวพุธ  ๒.ดาวศุกร์ ๓.โลก ๔. ดาวอังคาร  ๕. ดาวพฤหัสบดี ๖. ดาวเสาร์ 7.ดาวยูเรนัส (ดาวมฤตยู)  8. ดาวเนปจูน (ดาวพระเกตุ)  และ 9. ดาวพลูโต  (ดาวพระยม)  ที่เพิ่มเติมใหม่มี  ๑๐. ดาวซีเรส (Ceres )  เมื่อปี คศ.๑๐๐๘ ได้จัดเป็นดาวเคราะห์มาแล้ว สุดท้ายก็ถูกปลดเป็นดาวเคราะห์น้อย asteroid  ๑๑. ดาวชารอน (Charon)  ซึ่งเป็นบริวารของดาวพลูโต  และ  ๑๒.  ดาว 2003 UB313  หรือ  Xena
  • ตัวเลขหรือจำนวนดาวในระบบสุริยะนี้มีเท่าไร ตัวเลขจริงๆเป็นอย่างไรนั้น เราไม่อาจจะบอกได้ ที่บอกได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของมนุษย์ และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ กรุงปราก หลายคนยังบอกว่าเพราะการเมือง

หน้าที่ของเราต่อไปคือ ศึกษาและเรียนรู้คำสั่งสอนที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวของนบียูซุฟในเหตุการณ์ความฟันของท่าน อย่างเช่นที่ผมชอบยกเรื่องนี้ คือ ความอิจฉา แม้จะเป็นพี่น้องกัน ระดับลูกนบี ก็หนีไม่พ้นการถูกหลอกลวงจากชัยฏอน ทำให้รู้สึกอิจฉานบียูซุฟ จนคิดฆ่านบียูซุฟ และนบียะอฺกูบ พ่อนบียูซุฟก็ได้สอนแก่ยูซุฟว่า ห้ามบอกเรื่องนี้แก่ใคร แม้แต่เป็นพี่น้องกัน ผมก็สอน นศ.ว่า นิอฺมัตหรือความโปรดปรานที่เราได้รับ ได้เห็น บางครั้ง(หรือว่าหลายครั้ง)ไม่จำเป็นต้องบอกใคร แม้คนนั้นจะเป็นพี่น้องคลานกันมาก็ตาม

อย่าลืมว่า ความรู้ที่ได้จากมนุษย์คือความรู้เท่าที่เขามองเห็น สิ่งที่เขามองไม่เห็นมีอีกมาก ดังนั้นเมื่อจะเปลี่ยนแปลงก็ทำได้ทุกเมื่อ แต่ความรู้ที่ได้จากผู้ทรงสร้าง คือ อัลกุรอานและหะดีษเฮาะหีหฺ นั้นแหละคือความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง