ฤาจะเป็นกลเม็ดเคล็ดลัพธ์ของผู้บริหารหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ
ฟังมาก็นำมาเล่าต่อก็แล้วกัน...ว่าอนาคตใกล้นี้จะเป็นเช่นไร

เมื่อดูจากชื่อเรื่อง อ่านแล้วก็รู้สึกสนใจครับ แต่ไม่ใช่ขายบริการอย่างที่คิดนะครับ

..เริ่มด้วยแนวความคิดเพื่อแก้ไขปัญหา ด้านการให้บริการผู้ป่วยซึ่งเน้นกันไปที่เรื่องของอารมณ์ที่มีกระแทกซึ่งกันและกัน หรือละเลยกันในการให้บริการที่ด่านหน้า (สมมุติว่ามีน่ะ)

 กายและจิตของคนนั้นสัมพันธ์กัน ผู้คนที่เราพบในโรงพยาบาลนอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว เกือบทั้งหมดคือคนมีทุกข์ ทุกข์จากการป่วย ทุกข์จากความห่วงใยพ่อแม่หรือญาติซึ่งป่วยและกำลังรอการช่วยเหลือจากหมออยู่ ฉะนั้นคนเหล่านี้จึงมีอารมณ์ขุ่นมัวง่าย ไม่พอใจง่าย พร้อมจะทำร้ายกับคนให้บริการที่ไม่ดีทุกขณะ

เมื่อได้รู้ได้ทราบอย่างนี้ ผู้ให้บริการเองจะต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ที่ดีเยี่ยม

มีความพร้อมและเข้าใจผู้ป่วยและญาติ

เชื่อว่าหลายคนที่มีประสบการณ์การติดต่อกับทางหน่วยงานของรัฐ จริงๆ ทำใจมาตั้งแต่บ้านแล้วว่าตนเองจะต้องรอคอยแค่ไหนเพราะคนมากมาย คิวยาวเหยียด ต้องกลับถึงบ้านมืดค่ำอย่างไร ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี่เขาเข้าใจนะ 

เมื่อคนเรามีทุกข์ยามหลับก็เป็นอะไรที่มีความสุข คิดเพลินไปจน

บางครั้งยังฝันและนึกไปถึงระบบในจินตนาการ เช่น เมื่อเราไปถึงเขาน่าจะเข้ามาทักทายเรา
, เปิดประตูด้วยความอ่อนน้อม , สอบถามว่าต้องการอะไรนะ

 พร้อมกับพาเราไปเลยในบางอย่างที่เรารู้สึกลำบากต่อการเข้าใช้บริการ เป็นต้น

จริงๆ เจ้าระบบดังกล่าวนี่นะมีอยู่แล้ว แต่อยู่ที่เอกชน

และวันนี้เราก็ไม่ต้องรอกันอีกเพราะว่า รพ.แห่งหนึ่งกำลังจะจัดให้มีหน่วยให้บริการความสุขขึ้นเพื่อให้บริการในจุดแรกรับ ซึ่งพวกเขาจะคอยสอดส่ายสายตา คอยให้คำแนะนำ คอยช่วยเหลือ

และทำทุกๆ อย่างเพื่อให้คนป่วยได้รับความสะดวกสบายที่สุด เพื่อให้มีข้อขัดข้องใจน้อยที่สุด

 โดยคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่หน่วยนี้คือจะต้องเป็นคนที่รักองค์กร เป็นคนในท้องถิ่น มีใจชอบการช่วยเหลือผู้คน ยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยไมตรีดีเยี่ยม โดยจัดเสริมขึ้นมาจากระบบเดิม จำนวน 2-3 คน 

พอได้รู้อย่างนี้ก็รู้สึกปลื้มนะ เพราะเราก็คือผู้รับบริการคนหนึ่งที่จะได้ประโยชน์จากเจ้าหน่วยที่ว่านี้