ทดลองตาย...ครั้งที่สอง...เพื่อดูจิตดวงสุดท้าย...


โอกาสให้แก้ตัว...ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

            ผึ้งงานเคยเขียนเรื่องทดลองตายมาแล้ว...อยากเล่า ซึ่งเป็นการทดลองตายครั้งแรกทางโลก แต่ครั้งนี้มีสติกว่าครั้งแรกมาก เมื่อได้ทดลองตายครั้งที่สอง...เพื่อดูจิตดวงสุดท้าย...ทางธรรมดูบ้าง...

          ใคร?.....หลายคนคงจะรู้สึกแปลกใจว่า ทำไม?...ผึ้งงานจึงกล้าทดลองทำอะไรที่หลายคนคงปฏิเสธที่จะทำ การได้มีโอกาสทดลองตายนั้นถือว่าเป็นเรื่องประสบการณ์ที่ดี...เป็นการเตรียมตัวที่ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตและยังเป็นการทดสอบว่า คุณยังมีห่วงอะไรบ้างที่ร้อยรัดดวงจิตของคุณอยู่ ซึ่งมันจะมาปรากฏในดวงจิตดวงสุดท้ายนี้ ให้คุณเป็นทุกข์ตอนตาย...โอกาสให้แก้ตัว...ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆและถ้ามีโอกาสทำดู ก็ไม่ลังเลที่จะเห็นประโยชน์ที่ได้จากเรื่องนี้

 

                                            

           

          ประสบการณ์การทดลองตาย...ครั้งที่สอง

          การที่ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมส่งท้ายปีเก่านี้จำนวน 5 วันกับพระอาจารย์นวลจันทร์พร้อมกับเพื่อนๆทางธรรมอีกเกือบสองร้อยคนที่สมาคมยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในวันที่สี่นั้นตอนกลางวัน อ.ประเสริฐ์ได้แนะนำการดูจิตดวงสุดท้ายว่ามีความสำคัญอย่างไร?บ้าง พอตอนกลางคืนพระอาจารย์นวลจันทร์ก็บอกให้ทดลองตายดูบ้าง เพื่อให้ดูจิตดวงสุดท้ายว่าจะนำพาเราไปพบกับสุขหรือทุกข์อย่างไร?

          เริ่มแรกให้ทุกคนนอนในท่านอนหงาย ปล่อยแขนขาในท่าที่สบายๆ ปิดไฟให้บรรยากาศมืด ปล่อยวางทุกสิ่งแล้วหลับตาลง ทำใจให้สงบเสียงเพลงพญาโศกบรรเลงนำมาก่อน เพื่อให้เกิดบรรยากาศมีเสียงบรรยายอย่างต่อเนื่อง สมมุติว่าหลังจากที่ท่านปฏิบัติธรรมเสร็จแล้ว พอเดินออกไปถูกรถชนขณะที่ข้ามถนนหน้าอาคาร ศีรษะท่านฟาดพื้นมันสมองไหล เลือดเต็มไปหมด ท่านเริ่มชักกระตุกมีคนนำท่านไปส่งร.พ. แล้วนำร่างท่านไปห้องICUและไปห้องผ่าตัดช่วยชีวิตโดยมีญาติพี่น้องมาเฝ้าหน้าห้อง แพทย์พยาบาลคุยกันว่า อาการหนักสงสัยจะไม่รอดและแล้วหัวใจก็เริ่มจะหยุดเต้น หัวใจกำลังจะหยุดเต้นภายใน 5 วินาที 5-4-3-2-1...หัวใจหยุดเต้นทันที!!!! ร่างกายของท่านแข็ง...ขยับเขยื้อนไม่ได้ หมดความรู้สึกทั้งปวง อยู่ในลักษณะนั้นสักพัก แล้วอาจารย์ก็ปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงระฆังกังวาน...และแล้วทุกคนก็เริ่มรู้สึกตัวตื่น...ค่อยๆตื่นขึ้นมา แขนขาขยับได้...รู้สึกตัวเต็มที่แล้วลืมตาได้

          หลังจากนั้นให้ทุกคนดูว่าอารมณ์ตัวเอง ตอนนั้นเป็นอย่างไร? มีสภาพจิตเป็นอย่างไร? เป็นการทดลองตายที่ยังมีโอกาสแก้ไขได้ ในชีวิตจริงแล้วก่อนตายจะมีภาพอดีตเป็นหมื่นเป็นแสนภาพ...ย้อนมาให้เห็นเร็วมาก ถ้าหมดลมตอนไหน?...จิตจะไปบุญหรือเศร้าหมองก็จะทำให้ทำให้จิตไปจุติตามนั้น จิตนั้นมีความเร็วมาก ซึ่งถ้าเราสามารถทำให้จิตดวงสุดท้ายนี้ดับตรงจิตเป็นบุญได้...ชีวิตก็ถือว่าไปดี คนทำบุญมามากก็ไปใช้บาปก่อนก็มีมากเพราะใจเศร้าหมองขณะจิตดวงสุดท้ายดับพอดี ดังนั้นการปฏิบัติธรรมมาทั้งชีวิตก็เพื่อ...จิตดวงสุดท้ายจะได้เกาะสิ่งที่เป็นกุศล ดังนั้นจิตดวงสุดท้ายนี้จึงสำคัญอย่างยิ่ง

 

          บททดสอบสำหรับผึ้งงาน...ในขณะนั้น...

          อ.ประเสริฐ์ อุทัยเฉลิม ได้มาสอนเรื่องจิตดวงสุดท้ายว่า อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม...ให้ดูลมไว้ ให้จิตเกาะลมหายใจไว้ ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาปก็จะไม่ทำให้เราคล้อยตาม จิตก็จะเป็นอุเบกขา มีความเฉยๆและเกิดสมาธิเพราะทุกอย่างเกิดดับตลอดเวลา แต่จิตเราดูไม่ทันก็นึกตามจิตไหลไปกับทางโลก มีการหลงผิดนึกว่าตัวเองยังเป็นสมาธิอยู่ แต่จริงๆแล้วฟุ้งไปตั้งนานแล้ว อย่าให้มีเสียงข้างในโต้ตอบกันไปมา ให้เอาจิตเกาะลมหายใจไว้อย่างเดียว เนื่องจากจิตจะรับรู้ได้ครั้งละหนึ่งอารมณ์เท่านั้น จึงต้องละจากทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ ให้กลับมาดูกายดูใจตัวเอง อย่าส่งใจออกไปข้างนอก เมื่อรู้ก็ดึงกลับมาอยู่กับการรู้ลมหายใจเข้าออก เพียงแค่รู้...ไม่ทำอย่างอื่น จิตมันเกิด-ดับ เกิด-ดับ ไวมากจนจิตเรารู้ไม่ทันการเกิด-ดับ...ให้เพียงเฝ้าดู ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องไปบังคับ

 

          ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น....

          จากการฟังบรรยายของอาจารย์ประเสริฐ์ว่า...วางใจให้ถูก ดูลมจำไว้ เมื่อการทดลองตายเริ่มขึ้น เริ่มจากเมื่อเดินไปแล้วโดนรถชนปุ๊บ...และมองเห็นสมองและเลือดไหลเต็มไปหมด แต่ฉันก็จะดูลมหายใจไว้อย่างเดียว...เกาะลม ดูลมเท่านั้น...มองเห็นคนนำร่างไปส่งร.พ.แล้วเข้าห้อง ICUถูกส่งต่อไปห้องผ่าตัด ญาติพี่น้องฉันไม่สนใจตัดหมด ห่วงทุกอย่างไม่นึกถึง ดูลมหายใจอย่างต่อเนื่อง ไม่สนอะไรเลยนอกจากดูลมเท่านั้น

          แต่ในสภาพนั้นก็มองเห็นภาพเหตุการณ์ต่างๆดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนหมอบอกว่าคงไม่รอดแล้ว หัวใจเริ่มหยุดเต้น...จนเมื่อนับถอยหลัง 5-4-3-2-1...หัวใจหยุดเต้น...เมื่อหมดลม...ก็ไม่มีที่เกาะจิตก็มามองดูกายนิ่งเฉยอยู่ข้างๆกับร่างกายนั้นอย่างสงบ ไม่รู้สึกใดๆ นิ่งอยู่สักพัก พอดีได้ยินเสียงระฆังกังวานปลุกให้ตื่นพอดี ก็ออกมาในความสงบนั้นๆ การไม่หวั่นไหวหรือห่วงใยร่างกาย ญาติ ทรัพย์สมบัติ ทำให้การวางเฉยของจิตดูสงบ ตรงกันข้ามกับเพื่อนโยคีที่เล่าสู่กันฟังในตอนหลัง

 

          การวางจิตไม่ถูก...จากประสบการณ์ที่ถูกถ่ายทอดให้ฟัง...

          การวางจิตไม่ถูก ...ทำให้ตอนร่างกายเกิดอุบัติเหตุแล้วจิตตามร่างกายไป เกิดสับสนว่าจะมีคนทางบ้านรู้ไหม?ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ไม่มีโอกาสจะสั่งเสีย บอกลา จากการมาปฏิบัติธรรมก็พยายามทำจิตให้สงบ...แต่ภาวการณ์ในตอนนั้นมันทำได้ยาก มีภาวการณ์บีบคั้นทั้งทางกาย...ทางใจ...ภาพเป็นหมื่นเป็นแสนภาพในอดีต วิ่งมาด้วยอัตราเร็ว...จำได้บ้างไม่ได้บ้าง บุญบ้าง บาปบ้าง...พาพัดซัดจิตให้กระเจิง เห็นเขาพาร่างเข้าห้อง ICU หมอพยาบาลก็พยายามช่วยกันเยื้อชีวิตไว้และแล้ว หัวใจก็หยุดเต้น...5-4-3-2-1...การวางจิตที่เกาะติดกับกายในขณะนั้น ทำให้ตอนร่างกายจะแตกดับ ถูกภาวะบีบคั้นของจิต(ที่ไม่อยากจากร่างไป) ทำให้หัวใจเต้น...เหมือนจะระเบิดออกมานอกอก อึดอัด กดดัน ตอนที่ร่างกายแข็ง...ขยับไม่ได้ จิตเหมือนโดนขัง...ออกมาไม่ได้เพราะมัวห่วงในจิตที่คิดหน้าพะวงหลัง ทำให้เกิดการยึดกาย ไม่อยากออกไปไหน? ...กลายเป็นภาวะที่ทรมาน ช่วยตัวเองก็ไม่ได้...ไปไหนก็ไม่ได้...จนกระทั่งได้ยินเสียงระฆังปลุกให้ตื่น

 

                                    M56684

 

          จิตดวงสุดท้าย...เหมือนช่วง...นาทีทอง

          การวางจิตให้ถูก...จะทำให้ดวงจิตดวงสุดท้ายนี้วางเฉยต่อการแตกดับของสังขารได้ ทำให้เราไปสู่ภพภูมิที่ดี ดังนั้นการที่รู้จักการทำใจให้วางเฉยต่อบุญต่อบาป จิตเป็นอุเบกขาก็จะทำให้จิตดวงสุดท้ายไม่ไปเกาะเกี่ยวกับบุญหรือบาป ก็จะมีโอกาส...ดวงตาเห็นธรรมในจิตดวงสุดท้าย ในการสะสมบุญมารวมตัวกัน ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมมาทั้งหมด...จึงทำมาเพื่อจิตดวงสุดท้าย...นั่นเอง

 

                        

 

          เมื่อจบกิจกรรมแล้ว อ.นวลจันทร์ก็ได้สอบถามแต่ละคนว่า วางจิตอย่างไร? มีอาการอย่างไรบ้าง? เพื่อจะได้แก้ไขให้จิตดวงสุดท้ายให้เป็นบุญ จากประสบการณ์ตรง...ในครั้งนี้ทำให้หลายคนคิดได้ และตระหนักว่า...ความน่ากลัวที่เกิดขึ้นจากการตายนั้น จิตดวงสุดท้ายที่จะตายนั้นสำคัญที่สุดและจะทำอย่างไรให้จิตเกาะสิ่งที่เป็นบุญได้ตลอดเวลา ตอนซ้อมยังเอาตัวไม่ค่อยรอดและถ้าเหตุการณ์จริง...จิตจะถูกกดดันหลายๆด้านพร้อมกันแล้ว เราพร้อมหรือยังที่จะหมั่นซ้อมจิตให้มีความเป็นกุศลไว้ เพราะโอกาสในการแก้ตัวนั้น...ไม่ได้มีบ่อยๆหรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้.....

 

                         

 

หมายเลขบันทึก: 434339เขียนเมื่อ 6 เมษายน 2011 14:46 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 23:43 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่าน


ความเห็น (6)

ได้ความรู้ใหม่  ไม่เคยรู้มาก่อนถึงการทดลองตายเพื่อดูดวงจิตดวงสุดท้าย  ขอบคุณค่ะที่นำมาเผยแพร่

ขอโทษค่ะ  อ่านแล้วน่ากลัว..

ดิฉันคิดว่า จริงๆ แล้ว คนที่ตายแบบอุบัติเหตุ นั้นน้อยมากกว่า ตายแบบปกติ

ในเรื่องของความตาย  ธรรมดาก็ดูเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับหลายๆ คน

ทำไมเราจึงไม่ยกตัวอย่าง หรือทำการทดลอง แบบคิดว่า  เราจะตายไปแบบดีๆ

ขอบคุณนะคะ  

สวัสดีค่ะคุณแก้วIco48

  • การทดลองดูจิตดวงสุดท้ายนั้น ผึ้งงานเองก็พึ่งมีโอกาสได้ปฏิบัติกับพระอาจารย์นวลจันทร์ ในหลักสูตร"เพียงแค่รู้"และได้มีอ.ประเสริฐ มาให้ความรู้ในตอนกลางวัน พระอาจารย์นวลจันทร์ก็ให้ทดลองปฏิบัติในตอนกลางคืน
  • หลังจากจบการปฏิบัติประมาณ 5ทุ่มและมีสมาชิกผู้ปฏิบัติธรรมได้มีการสนทนาธรรมต่อกันถึงตีหนึ่ง (เหมือนทำAARของKMเลยค่ะ) ซึ่งก็ได้รับความรู้จากการมาปฏิบัติธรรมมากค่ะ
  • ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมค่ะ

สวัสดีค่ะคุณon time

  • เป็นเรื่องธรรมดาที่สิ่งที่เราไม่คุ้นเคย...ก็มักจะถูกมองว่า น่ากลัวเสมอ เช่นการทดลองตาย...เพื่อดูจิตดวงสุดท้ายที่ผึ้งงานนำมาเล่าให้ฟัง
  • ในความเป็นจริง คนเราก็ไม่สามารถที่จะกำหนดวิธีการตายหรือวันเวลาที่จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นพระอาจารย์จึงได้สมมุติว่า ถ้าเป็นเรื่องอุบัตเหตุซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน...มันเกิดขึ้นรวดเร็ว...ผู้ปฏิบัติธรรมเอง จะสามารถวางใจในจิตดวงสุดท้ายได้ถูกต้องหรือเปล่า?
  • ความตายนั้น...การนึกถึงไว้เป็นการไม่ประมาทในการใช้ชีวิต สิ่งไหนปล่อยวางได้ ก็จะไม่ยึดให้เป็นห่วง...ในการจะฉุดรั้งจิตดวงสุดท้ายให้ไปดี
  • เหมือนที่ท่านเปรียบไว้ว่า ...จิตดวงสุดท้ายเป็นนาทีทองของชีวิต ถ้าจิตดับตรงบาปหรือบุญ ดวงจิตก็จะวิ่งไปที่จุดนั้นก่อน เปรียบเหมือนวัวปากคอก ซึ่งพอเปิดประตูแล้ว ตัวที่อยู๋หน้าสุดอย่างไรก็จะถูกแรงผลักให้ออกไป ถึงแม้ว่าไม่ยากไปก็ตาม จะไม่สามารถต้านทานแรงผลักดันได้...
  • ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมค่ะ
  • ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม

สวัสดีค่ะ

·       การที่มีเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้หลายคนนึกถึงคำทำนายวันสิ้นโลกปี 2012 กันว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่?

·       มีคนถามว่า” ถ้ามีเวลาหนึ่งนาทีก่อนที่คุณจะตาย คุณนึกถึงอะไร?เป็นอันดับแรก...”

·       สิ่งที่คุณนึกนั้น จะกลายเป็นสิ่งที่คุณต้องผูกติดกับเรื่องนั้นๆ

·       ถ้าคิดดีทางกุศล...ก็จะไปสู่สิ่งที่ดีตามที่ได้ทำไว้

·       ถ้าคิดทางอกุศล...ยึดเหนี่ยวกับกายหรือทรัพย์สมบัติทางโลก ก็มีสิทธิ์กลายเป็นเปรตคอยหวงเฝ้าสมบัติ ไม่ยอมไปไหน?

·       สิ่งที่ควรนึกถึงในวินาทีสุดท้ายหรือช่วงนาทีทองคือ พระรัตนตรัยหรือพระพุทธเจ้าซึ่งท่านมีบารมีคุ้มครองทั้งสามโลก จะนำใจเราไปสู่กุศลหรือสิ่งที่ดี

·       เพื่อความไม่ประมาทพระท่านบอกว่าควรหมั่นซักซ้อมความคิดไว้เสมอให้เกิดความเคยชิน เมื่อจิตเคยชินแล้วก็จะมีสติเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝันก็ยังสามารถนำพาจิตไปสู่ที่ดี ...แล้วท่านล่ะคิดว่าท่านคิดถึงอะไร?

นนทกร จันทร์เที่ยง

ขอนุโมทนาบุญกับเรื่องที่มีประโยชน์อย่างยิ่งนี้ด้วยนะครับ สาธุๆอนุโมทามิ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท