๑ ธันวาคม ๒๕๕๓
ตื่นนอนตอนตีสามครึ่ง ทำกิจส่วนตัว ตีสี่เริ่มทำวัตรเช้า จากนั้นเป็นการเดินจงกรมและการนั่งภาวนา การปฏิบัติเจริญจิตภาวนาในเช้านี้ แม้จะมีอาการง่วง แต่ยังดีกว่าวันก่อนๆ ที่ผ่านมา เริ่มจับจุดของการไม่ง่วงได้บ้างเล็กน้อย (อารมณ์อย่างไรคือไม่ง่วง) อย่างไรก็ตาม การนั่งนั้น เป็นไปตามปกติ
๐๘.๓๐ น. ไหว้พระสวดมนต์ย่อ เดินจรงกรมระยะที่ ๑-๖ และพยายามฝึกฝนระยะที่ ๖ (เริ่มไม่ชอบระยะที่ ๒) ต้องใช้สมาธิสูง ช่วงทุำกอย่างเงียบสงบคือ ช่วงที่ดีที่สุด ระยะที่ ๒ จะลืมบริกรรม เมื่อมีสิ่งอื่นเข้ามากระทบ จับได้บ้างประปราย การนั่งดีกว่าวันที่ผ่านมา เรียนรู้อาการของ "ปวด" ไม่ใช่อย่างเดียวกับการเจ็บกาย แต่ยังแยก พอง-ยุบ ไม่ออกจากท้อง
๑๑.๐๐ น. รับประทานอาหารวันนี้ กำหนดการกินตลอด แต่ช่วงหลังเมื่อเห็นว่า เพื่อนๆ เริ่มทยอยออกกันหมด จึงกำหนดเท่าที่ทำได้ คือ ๒-๓ คำสุดท้าย การเดินไปโรงอาหาร มีความคิดแทรก แต่หยุดไม่ได้ เพราะเป็นการเดินแถว หากหยุดเดินและกำหนดจะส่งผลต่อความเป็นระเบียบของแถว อันนี้อาจเป็นผลเสีย ดังนั้น การปฏิบัติจึงเหมาะต่อการปลีกตัวออกหมู่คณะ
๑๓.๐๐ น. การนั่งบำเพ็ญเวลานี้ ไม่มีโงกง่วง ตั้งใจว่า จะต่อจากตอนเช้า โดยกำลังแยกระหว่างอาการของเวทนา กับเวทนา ได้นิดเดียว แต่ต่อไม่ติด จึงปล่อยไปตามอัตภาพ ส่วนการเดินจงกรมนั้น เป็นไปด้วยดี ไล่จากระยะที่ ๑-๖ การเดินระยะที่ ๓ มีอาการบางอย่างคือ ๑) พื้นหินขัดห่างเท้าไปข้างหน้า ประมาณ ๒ ฟุต เคลื่อนตัวไปมา กำหนดเคลื่อนหนอ แต่ไม่เป็นผล จึงปล่อยไป / ระหว่างยืน ความรู้สึกว่า ขาถึงต้นขา โคลงเคลง เหมือนพระปางลีลา
๒๐.๐๐ น. หลังจากทำวัตรเย็นและฟังเทศนา (๑๘.๐๐ น) เดินไม่เป็นอันเดิน บางครั้งขาหนัก แต่ที่เป็นอยู่ตลอดคือ ขาเหมือนจะรับน้ำหนักไม่ไหว หรือเหมือนหัดเดิน (ไม่นิ่งเหมือนก่อน) กำหนดว่า ดิ้นหนอๆ แต่ไม่เป็นผล จึงไม่เป็นอันเดิน ส่วนการนั่ง "แน่นท้อง" นั่งไม่ถนัด ค่ำนี้มีเหน็บชาที่ขา ซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อน (เฉพาะการปฏิบัติที่วัดนี้) แต่สามารถกำหนดได้
ขาอ่อนกำลัง
ร่างกายโคลงเคลงเหมือนโงกง่วง แต่ไม่ได้ง่วง