สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์เรื่อง 'Exercise preserves, builds heart muscle' = "ออกกำลังถนอมรักษา, เสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจ" หรือ "ออกกำลังทำให้หัวใจดี", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
การศึกษาใหม่พบว่า การออกแรง-ออกกำลังตลอดชีวิตทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนเยาว์ โดยเฉพาะทำให้ความสามารถในการยืดหยุ่น-หดคลายตัวดี
.
คุณสมบัตินี้เรียกว่า 'elasticity' = ความสามารถในการยืดหยุ่นได้คล้ายยางยืด
.
คนที่นั่งๆ นอนๆ - ไม่ถีบ (active = ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ, ไม่อยู่นิ่งนาน) หรือที่เรียกว่า 'sedentary' จะมีมวลกล้ามเนื้อหัวใจลดน้อยลง หรือเหี่ยวลีบไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น
.
คนสูงอายุที่ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ 6-7 ครั้ง/สัปดาห์ พบว่า หัวใจอ่อนเยาว์พอๆ กับคนอา 25-34 ปี
.
อ.ดร.พอล เภลลา จากโรงพยาบาลจอห์น ปีเตอร์ สมิธ, เท็กซัส สหรัฐฯ หัวหน้าคณะวิจัยกล่าวว่า คุณสมบัติทั่วไปของความชรา หรืออายุที่มากขึ้นคือ การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อทั่วไป หรือกล้ามเนื้อลำตัว-หัว-แขน-ขา (skeletal muscles)
.
การศึกษาใหม่ทำในกลุ่มตัวอย่างที่มีสุขภาพดี 121 คน ในจำนวนนี้ 59 คนเป็นพวกนั่งๆ นอนๆ - ไม่ถีบ หรือไม่ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ (sedentary / not active) เปรียบเทียบกับคนอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำอย่างน้อย 25 ปี
.
การศึกษานี้แบ่งระดับการออกกำลังตามความบ่อยมากกว่าความหนัก และตรวจหัวใจด้วยเครื่องตรวจสแกนสนามแม่เหล็ก-คลื่นวิทยุ (MRI) ได้แก่
.
(1). non-exercisers = คนไม่ออกกำลัง
.
(2). casual exercisers = คนออกกำลังเบาๆ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์
.
(3). committed exercisers = คนตั้งใจออกกำลัง 4-5 ครั้ง/สัปดาห์
.
(4). master athletes = คนออกกำลังระดับมาสเตอร์ (ครู / มืออาชีพ) 6-7 ครั้ง/สัปดาห์
.
ผลการศึกษาพบว่า กล้ามเนื้อหัวใจก็มีการลีบเหี่ยวไปคล้ายๆ กับกล้ามเนื้อทั่วไปเช่นกัน และที่สำคัญ คือ กล้ามเนื้อหัวใจที่ลีบเหี่ยวจะอ่อนแอลง สูบฉีดเลือดได้น้อยลง ทนต่อความเครียดทั้งกายและใจได้น้อยลง
.
คนที่ออกแรง-ออกกำลังบ่อยขึ้นมีแนวโน้มจะมีหัวใจแข็งแรงกว่า มวลกล้ามเนื้อหัวใจมากกว่า และมีสมรรถภาพทางกายดีกว่าคนที่ออกแรง-ออกกำลังไม่บ่อย
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
. 

 > [ Twitter ]                             

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 4 เมษายน 2554.
  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.