“คุณสนใจจะไปดูงานที่ประเทศไต้หวันหรือเปล่า” เสียงผู้อำนวยการสำนักงานโทรศัพท์มาหาผมในช่วงบ่ายของวันหยุด “สนใจครับ” ผมตอบไปในทันทีโดยยังไม่รู้ว่าจะไปดูเรื่องอะไรและเมื่อไหร่ แต่เตาได้ว่าต้องเป็นเรื่องที่ผมต้องรับผิดชอบ ส่วนเรื่องเวลาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะไม่มีอะไรที่คั่งค้างจนเป็นเหตุให้ไปไหนไม่ได้
การศึกษาดูงานเป็นเรื่องที่แทบจะขาดไม่ได้สำหรับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยความหวังที่ว่าเมื่อได้ไปแล้วกลับมาจะได้นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในงานที่รับผิดชอบ ครั้งนี้มูลนิธิมิตรภาพบำบัดและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้นำผู้บริหารการพยาบาล ผู้ที่ทำงานด้านจิตอาษา และสื่อมวลชน ไปดูงานเรื่องจิตอาสาที่มูลนิธิพุทธฉือจี้ ประเทศไต้หวัน ระหว่างวันที่ 26 – 29 มิถุนายน 2553
มูลนิธิฉือจี้ (ฉือ = ความเอื้ออาทร และ จี้ = การช่วยบรรเทาทุกข์) ก่อตั้งเมื่อปี 2509 โดยธรรมาจารย์เจิ้นหยียน นักบวชสตรีในพุทธศาสนา สายมหายาน ที่เห็นความทุกข์ของคนจนเมื่อเกิดเจ็บป่วย ไปโรงพยาบาลก็ไม่ได้รับการรักษาเพราะไม่มีเงิน สุดท้ายก็ต้องกลับไปตายที่บ้าน ด้วยการขอร้องศิษย์ที่เป็นแม่บ้าน 30 คน ช่วยกันบริจาคเงินประมาณวันละ 50 สตางค์ รวมกับเงินที่ท่านทำเทียนและเย็บถุงเท้าขาย จากนั้นนำเงินที่ได้เอาไปช่วยเหลือคนจนกับคนชรา จนปัจจุบันมูลนิธิฉือจี้มีโรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานีคัดแยกขยะ และสถานีโทรทัศน์ ที่สำคัญคือมีระบบอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรมทั้งในเรื่องการทำงานและด้านจิตใจ เพื่อทำงานด้านบรรเทาสาธารณภัยและกิจกรรมการกุศล โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน หากเป็นอาสาสมัครต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการมาทำงานให้มูลนิธิเอง
ก่อนเดินทาง มีการประชุมชี้แจงแนะนำเรื่องการปฏิบัติขณะดูงาน โดยอาสาสมัครฉือจี้ประเทศไทย เรื่องที่ไม่ค่อยพบในการไปดูงานครั้งไหนๆ ก็คือ ครั้งนี้ต้องกินอาหารเจตั้งแต่ไปถึงไต้หวันจนวันกลับ การกินอาหารทุกมื้อตักมาให้พออิ่มและกินให้หมดจาน ทุกคนจะได้รับแจกแก้วน้ำพลาสติกและรับผิดชอบเรื่องการเติมน้ำดื่มและล้างแก้วกันเอาเอง หลังรับฟังผมคิดในใจว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับคนที่จะไป
วันเดินทาง 26 มิถุนายน 2553 ผมไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 6 โมงเช้า หลังตรวจสอบเอกสารกับคุณส้ม ไกด์อาสาสมัครมูลนิธิพุทธฉือจี้ ผู้ที่ตั้งใจจะหาเงิน 2 ล้านบาทบริจาคให้มูลนิธิให้ได้ภายในเร็ววันนี้ ทักทายเพื่อนร่วมงาน และพี่ที่มาจากโรงพยาบาลแล้วก็เดินเข้าไปรอขึ้นเครื่องบิน พร้อมกับผู้โดยสารกลุ่มแรงงานชาวไทยที่เดินทางไปขุดทองที่ประเทศไต้หวัน
คณะดูงานของเราประมาณ 60 คน เดินทางสู่ไทเป ด้วยเที่ยวบินที่ CI066 สายการบิน CHINA AIRLINES ถึงสนามบินที่เถาหยวน ประมาณ 13:00 น. ลงจากเครื่องบินเพียงครู่เดียวมองรอบตัวผมก็พบแต่คณะที่มาดูงานด้วยกัน ผู้โดยสารคนอื่นหายไปไหนก็ไม่รู้ช่างรวดเร็ว สนามบินก็เงียบเชียบผิดกับสนามบินบ้านเราอย่างมาก
คณะของเรากับความเงียบเหงาในสนามบินที่ไต้หวัน
ออกจากสนามบินผมขึ้นรถคันที่1 จากทั้งหมด 2 คัน ไม่รู้จักใครเลย หาที่นั่งได้ก็เริ่มสำรวจสภาพรอบตัวเอากล้องออกมาถ่ายรูปป้อมปืน ตึกสูง สะพาน และแม่น้ำ ตามเส้นทางที่รถแล่นผ่าน ไม่นานเจ้าหน้าที่ประจำรถก็เอาอาหารกล่องพร้อมแก้วน้ำดื่มประจำตัวมาแจก มื้อแรกที่ไต้หวันเป็นอาหารเจครับ ถึงตอนนี้เราเริ่มต้นเข้าสู่แนวปฏิบัติพุทธฉือจี้ด้วยการลดการเบียดเบียนชีวิตสัตว์โลกแล้ว
ป้อมปืนเตรียมพร้อมสำหรับป้องกันการรุกรานจากแผ่นดินใหญ่
ทิวเขาด้านขวามือขณะเข้าเมืองไทเป
ข้ามแม่น้ำเข้าสู่เมือง
ชีวิตและการทำงานที่ได้เห็นจากสถานีคัดแยกขยะ
สถานีคัดแยกขยะเป็นสถานีดูงานแห่งแรก คณะดูงานงานทั้งหมดลงรถแล้วต้องเดินเรียงแถวเข้าไปในสถานี ถอดรองแล้วเข้าห้องประชุม ในห้องประชุมบนโต๊ะมีน้ำชาและของหวานถั่วดำต้มใส่นมหรือกะทิก็ไม่แน่ใจถ้วยเล็กๆ ต้อนรับผู้มาเยือนจากประเทศไทย ผมกินถั่วดำจนหมดถ้วยด้วยความจำทนเพราะเป็นคนไม่ชอบกินถั่วดำ แต่ถ้าไม่กินของหวานถ้วยนั้นก็อาจเป็นของทิ้ง ซึ่งก็คงไม่ใช่วิธีปฏิบัติของชาวฉือจี้เป็นแน่ แต่ก็มีหลายถ้วยถูกตักกินแล้วเหลือทิ้งไว้มากบ้างน้อยบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเหลือมาก น่าจะเกิดจากการลองชิมไม่อร่อยแล้วก็เลิก มีข่าวดีว่าท่านธรรมาจารย์เจิ้นหยียน ผ่านมาทางห้องประชุมพวกเราทั้งหมดเลยออกไปรอพบท่าน และก็เป็นโชคดีของผมที่ได้พบตัวจริงของท่าน
ท่านธรรมาจารย์เจิ้นหยียน ถ่ายจากจอโปรเจ็คเตอร์ ก่อนที่ท่านจะเดินผ่านหน้าห้องประชุม
สถานีคัดแยกขยะแห่งนี้ เป็นหนึ่งใน 4,500 แห่งในประเทศ และมีอาสาสมัคร (อาสาสมัครคัดแยกขยะทั่วประเทศมีประมาณ 60,00 คน) มาทำงานคัดแยกขยะกันทุกวันและคนที่มาก็ไม่มีค่าแรงให้ รายได้จาการคัดแยกขยะตกประมาณเดือนละ 1 – 5 แสนบาท จบการบรรยายก็เป็นการดูงานภายในสถานี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กำหนดให้เดินเรียงแถวกันไป เมื่อเดินไปสักพักก็เริ่มรู้สึกได้ว่าคณะเราเดินเรียงแถวกันไม่เป็น จะต้องเดินกันเป็นกลุ่มๆ คุยกันไป อาจเป็นเพราะเราจบจากโรงเรียนประถมและมัธยมเป็นเวลานานมากแล้ว ซึ่งขณะนั้นเราสามารถเดินเรียงแถวจากหน้าเสาธงไปจนถึงห้องเรียน ระเบียบวินัยเรื่องนี้มันเลยจืดจางไปตามเวลา หลังจากดูกองขยะ ผลิตภันฑ์ที่ได้จากการรีไซเคิล มาถึงที่คัดแยกขยะที่มีอาสาสมัครที่เจ็บป่วยคนหนึ่งมาทำงานเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพกำลังบรรจงฉีกกระดาษขาวที่ใช้เขียนแล้วแยกส่วนที่มีตัวอักษรออกไป อีกคนก็กำลังแยกชิ้นส่วนของม้วนเทป พลาสติก น็อต ตัวเทป เรียกว่าอะไรที่คัดแยกได้ก็คัดแยกเพื่อมูลค่าของสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่มาสะกิดใจของผมคือการทำงานที่นี่ช่างมีความละเอียด และมีคุณค่ายิ่ง เริ่มจากงานเล็กๆ เป็นพื้นฐาน ในการเปลี่ยนขยะให้เป็นทองคำแล้วเปลี่ยนทองคำให้เป็นความรัก ตามแนวคิดของท่านธรรมาจารย์เจิ้นหยียน
เดินแถวดูงาน
ฉีกกระดาษสร้างคุณค่างานและมูลค่าของงาน
สินค้ารีไซเคิล
จากสถานีคัดแยกขยะก็ไปที่สถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายที่อยู่ใกล้กัน สถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นสถานีที่เสนอแต่เรื่องดีงามไปให้ผู้ชมที่อยู่ทางบ้านชม เรียกว่าเป็นสถานีโทรทัศน์สีขาว ข่าวฆ่ากันตาย ละครชิงรักชิงสวาทไม่มีให้ดู แต่อยากจะรู้ว่าใครทำดีที่ไหนอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต้องดูที่นี่ รายได้ของสถานีโทรทัศน์ส่วนหนึ่งก็มาจากการขายขยะ
คืนนี้ ที่พักคือ CITY SUITES HOTEL เอากระเป๋าเก็บแล้วออกมาเดินดูรอบๆ โรงแรม ถนนค่อนข้างเงียบ ไม่มีแสงสีอะไร มองหารถเข็นขายอาหารก็ไม่มี เดินดูนั่นนี่ได้ประมาณ 15 นาทีก็กลับเขานอน “วันนี้อย่างน้อยก็รู้ว่าชาวฉือจื้เขาเน้นการพึ่งตนเอง มุ่งมั่นทำงาน เสียสละเพื่อผู้อื่น และบททดสอบที่คิดว่าได้รับในวันนี้คือการเดินแถว การกินอาหารเจ และการกินอาหารให้หมดไม่เหลือทิ้ง ก็เป็นสิ่งมีคุณค่าของการดูงานในวันแรก"