ขับไม้บัณเฑาะว์เป็นเพลงไทยเดิมอัตราจังหวะสองชั้น (จังหวะปานกลาง) ทำนองเก่าสมัยโบราณ ใช้บรรเลงในวงขับไม้ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นประเภทของวงดนตรีในราชสำนักที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ใช้ในงานพระราชพิธี ประกอบด้วยผู้เล่น ๓ คน คือ ผู้ขับลำนำ ผู้ไกวบัณเฑาะว์ และผู้สีซอสามสาย เพลงขับไม้บัณเฑาะว์จึงเป็นเพลงไทยเดิมที่เก่าแก่ที่สุดเพลงหนึ่ง

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/sakaew/sornchai_p/ranad/sec03p04.html

  • ชมวงขับไม้บรรเลงและขับร้องเพลงขับไม้บัณเฑาะว์แบบโบราณ โดยชมรมดนตรีไทยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ http://www.youtube.com/watch?v=VQ5uX003Mbg
  • ฟังเดี่ยวซอสามสายเพลงขับไม้บัณเฑาะว์ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=jX_w5JPOM0k&feature=related
  • ชม/ฟังเพลงขับไม้บัณเฑาะว์บรรเลงด้วยวงออเคสตร้า วง Thammasat University Symphony Orchestra http://www.youtube.com/watch?v=TiJr7yPfn6g

ทำนองเพลงขับไม้บัณเฑาะว์กลายมาเป็นเพลงเชียร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยตั้งชื่อว่า “เพลงอโยธยาคู่ฟ้า” มีเนื้อร้องดังนี้
(ญ) นามประเทืองธรรมศาสตร์และการเมือง เชิดชัยอันรุ่งเรือง เชิงกีฬาไม่พรั่นใคร ด้วยใจสูงศักดิ์ (ซ้ำ)
(ช) ยามรุกเราบันบุกไล่ติดเข้าประชิดชีวิตเลือดเนื้อ อุทิศเพื่อเอาชัยด้วยน้ำใจไม่แคล้ว เทือกแถวอโยธยา
(พร้อม) เลือดเหลืองแดงแกร่งดังแผ่นศิลา ไม่เคยยอมคอยท่าในเชิงเถลิงชัย”

ต่อมาท่านผู้หญิง หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค ได้แต่งเพลงปลุกใจโดยใช้ทำนองขับไม้บัณเฑาะว์ ชื่อว่า “ตื่นเถิดไทย” เป็นที่นิยมชมชอบกันมากเพราะมีความหมายให้รักชาติอย่างดียิ่ง

“เราเผ่าไทย ต่างคนจากแดนไกล ต่างมารวมใจ สามัคคีทุกหมู่เหล่า พวกเราพร้อมพรั่ง

งามถิ่นเรา ถิ่นไทยในแดนทอง แหล่งดีคนปอง ไทยเข้าครองต้องรวมกัน ผูกพันรักเผ่า

โบราณนานมาชาติไทยแกร่งเกรียงไกรกล้า ฝ่าฟันมาทุกเวลาไม่หวั่น พรั่นพรึงอันตราย ผ่านความลำเค็ญ ร้อนเย็นมิหน่าย ทอดกายเป็นชาติพลี

ตื่นเถิดไทย มาพร้อมใจน้องพี่ เราเลือดไทยเสรี ปฐพีรักยิ่ง

ตื่นเถิดไทย มาพร้อมใจทุกฝ่าย เรามิยอมแพ้พ่าย ศัตรูร้ายมุ่ง

โบราณนานมา ชาติไทยแกร่งเกรียงไกรกล้า ฝ่าฟันมาทุกเวลาไม่หวั่น พรั่นพรึงอันตราย ผ่านความลำเค็ญ ร้อนเย็นมิหน่าย ทอดกายเป็นชาติพลี”

  • เพลงตื่นเถิดไทย บรรเลงโดยวงดุริยางค์ทหารเรือ ออกอากาศช่องไอทีวีเดิม เมื่อวันที่ ๑๒กรกฎาคม ๒๕๕๑ ขับร้องนำโดยสันติ ลุนเผ่ http://www.youtube.com/watch?v=9xanguXmM44

ต่อมามีเพลงอิฐเก่าเล่าตำนาน แต่งและขับร้องโดย ชินกร ไกรลาศ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง -นักร้องเพลงลูกทุ่ง พุทธศักราช ๒๕๔๒) เนื้อร้องเป็นกลอนสุภาพและกาพย์ยานี ใช้วิธีขับร้องเริ่มด้วยร้องเกริ่น ต่อด้วยแหล่ คล้าย ๆ อ่านทำนองเสนาะ สำหรับดนตรีประกอบใช้ทำนองขับไม้บัณเฑาะว์ มีความไพเราะแบบไทย ๆ

“กรุงเอยกรุงศรีอยุธยา ทัศนาปูชนียสถาน
อิฐเก่าเก่าเหล่านี้มีตำนาน วาดวิมานบนดินถิ่นราชัน

คนกรุงเก่าเล่าให้ฟัง วัดเวียงวังดั่งสวรรค์
น้ำรอบมีขอบขัณฑ์ กำแพงกั้นป้องกันภัย
ล้นเกล้าเจ้าอู่ทอง ครองนครสุขสดใส
ชื่อเสียง ธ เกรียงไกร แผ่ขยายพระบารมี
ทรงธรรม์สวรรคต โศกสลดทั้งกรุงศรี
ความรักสามัคคี เสนาบดีเสื่อมทรามลง
ข้าศึกจึงฮึกหาญ มารุกรานเพื่อประสงค์
มิให้ไทยมั่นคง ส่งไส้ศึกซ่อนกายา

ยุคใดไทยสามัคคี ไพรีหวาดผวา
ยุคไหนในพารา ริษยาแตกแยกกัน
เครือญาติหวาดระแวง เนื่องจากแย่งครองเขตขัณฑ์
ดุจช้างที่ชนกัน หญ้าแพรกนั้นย่อมล้มตาย
คนดีมีฝีมือ คนซื่อก็สูญหาย
ถูกฆ่าน่าเสียดาย บ้างแยกย้ายหนีซานซม
ราชการงานเมือง มีแต่เรื่องที่ขื่นขม
สมบัติผลัดกันชม เป็นสังคมเฉพาะกาล

ศัตรูอยู่นอกรั้ว ขุนนางมัวสนุกสนาน
ไส้ศึกส่งสัญญาณ ข้าศึกผ่านเข้าสบาย
ทัพโจรปล้นธานินทร์ เผาทรัพย์สินจนเสียหาย
ต้อนคนไปมากมาย ถูกร้อยหวายเป็นเชลย
อดีตปัจจุบัน คล้ายคลึงกันพี่น้องเอ๋ย
จะเทียบเปรียบเปรย ตามที่เคยรู้เห็นมา
คนซื่อฝีมือดี มักจะมีคนอิจฉา
ย้ายไปให้ไกลตา เพราะเหตุว่าชอบขัดใจ
ความรักสามัคคี เป็นสิ่งดีทุกสมัย
แบ่งสรรปันน้ำใจ เป็นผู้ใหญ่เอื้ออาทร
อิฐเก่าที่เราเห็น ดูไว้เป็นอนุสรณ์
มองไปใจสะท้อน ภาพมาหลอนถึงปัจจุบัน”

นอกจากเพลงที่กล่าวมาแล้ว เพลงไทยสากลที่ดัดแปลงทำนองมาจากเพลงขับไม้บัณเฑาะว์ เท่าที่มีข้อมูลในเวลานี้ได้แก่เพลงมนต์เทวี คำร้อง แก้ว อัจฉริยกุล ทำนอง เวส สุนทรจามร

“โอ้งามช่างงามแม่งามดังเทวี รูปทรงโสภีเตือนฤดีมิวางวาย แม้นเดือนสกาวเย้ยดาวที่เรียงราย แต่เดือนยังเอียงอายเพียงพักตร์เจ้าเร้าใจใฝ่ฝัน ชวนมองเพลินเห็นเธอเดินนาดกรายเฉิดฉัน เมื่อสบตาทรามวัยหัวใจไหวหวั่น สุดจะพรั่นละเมอมอง ทรวดทรงช่างงามแม่งามดังยูงทอง เลื่อมลายเรืองรองลอยฟ้าล่องฉันปองผูกพัน

ฉันมองอยู่นานชื่นบานดังวารี ลูบโลมทั่วกายีเย็นฤดีมิลืมเลือน แม้นบุญช่วยพาแก้วตาอย่าแชเชือน พี่ปองเจ้าครองเรือนความรักเตือนเคล้าเคลียสุขสันต์ เป็นบุญพาแม้นได้มาชื่นชมเคียงกัน สุดจะปลื้มเปรมปรีดิ์เพราะมีใจมั่น มอบชีวันจนวันตาย แม้นบุญสมจริงรักยิ่งไม่คลาคลาย จวบจนฟ้าทลายปองรักใคร่ขวัญใจยั่งยืน

 

วิพล นาคพันธ์

๑๐ มีนาคม ๒๕๕๔

อ่านบันทึกข่าวสารของวิพล นาคพันธ์ ได้ที่ http://gotoknow.org/blog/wiphon/toc