ความรู้คู่คุณธรรม
ผู้บริหารยุคใหม่   
                       จุดมุ่งหมายของการศึกษาชาติที่สำคัญประการหนึ่ง คือ  การพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นคนดี  คือ    คนที่มีคุณธรรมจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 81  ที่กำหนดว่า รัฐต้องจัดการศึกษาและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดความรู้คู่คุณธรรม (พนม   พงษ์ไพบูลย์   และคณะ,  2546:25)
                        จากกรอบแนวคิดดังกล่าวผู้เขียนได้สรุปคุณสมบัติของผู้บริหารยุคใหม่ เป็น 10 ลักษณะดังนี้   1)   เป็นคนดีมีคุณธรรม   2) วิสัยทัศน์ /มองไกล   3) มุ่งมั่น   4) เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ   5) การมีส่วนร่วม   6)  กล้าที่จะเปลี่ยน   7)  มองโลกในแง่บวก   8) ทำงานร่วมกันเป็นทีม   9) เห็นคุณค่าของการฝึกอบรม   10) พัฒนาตนเองตลอดเวลา
                        ในการที่จะเป็นผู้บริหารในยุคปัจจุบันนี้ ผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติที่หลากกลายในการที่จะบริหารจัดการศึกษาซึ่งมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ก้าวทันกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ผู้เขียนได้นำหลักการทฤษฏีต่าง ๆของนักการศึกษา มากล่าวถึงเพื่อให้เห็นคุณลักษณะของผู้บริหารยุคใหม่ให้เกิดความเข้าใจชัดเจนดังต่อไปนี้ 
                 
1. เป็นคนดีมีคุณธรรม   (Virtue)
การเป็นคนดีมีผู้ให้ความหมายและลักษณะของคนดีดังนี้
                                สมเด็จพระศรีนครินทร์พระบรมราชชนนี(อ้างถึงในกรมวิชาการ, 2543: 9) ทรงอธิบายถึงคนดีในพระราชดำริของพระองค์ว่า  “...คนดีจะต้องเป็นคนไม่พูดปด ไม่สอพลอ ไม่อิจฉาริษยา ไม่คดโกง และไม่มีความทะเยอทะยานอย่างบ้า ๆ   แต่พยายามทำหน้าที่ของตนในขอบเขตของศีลธรรม...”
                                พระพุทธทาสภิกขุ   (2501:30;2547:24)  กล่าวว่าคำสอนตามหลักพุทธศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี คือ  ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้เต็มที่ และทำใจให้สะอาดปราศจากความเศร้าหมอง
                                ธีระวุฒิ      เดกะกูล (2541:7)  ให้ความหมายว่า คนดี เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม เป็นประชาธิปไตย มีความรักและมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพของตน
                                กรมสุขภาพจิต  (2543) ระบุว่าคนดี   หมายถึง   คนที่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่นและมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ประกอบด้วยลักษณะต่อไปนี้ 1) ควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง ได้แก่รู้อารมณ์และความต้องหารของตนเอง ควบคุมอารมณ์และความต้องการได้ แสดงออกอย่างเหมาะสม   2) เห็นใจผู้อื่นใส่ใจผู้อื่น ได้แก่เข้าใจและยอมรับผู้อื่น แสดงความเห็นใจอย่างเหมาะสม 3) รับผิดชอบ ได้แก่ รู้จักให้รู้จักรับ รู้จักให้อภัย มีความรับผิดชอบ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

 

คณะกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ (2543:11)  กำหนดว่า คนดี หมายถึง คนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรมจริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้วยจิตใจและการแสดงออก เช่น มีวินัย มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีเหตุผล รู้หน้าที่ ซื่อสัตย์ พากเพียร ขยัน ประหยัด มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เคารพความคิดเห็นและสิทธิของผู้อื่น มีความเสียสละ รักษาสิ่งแวดล้อม และสาทารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
                                กรมวิชาการ (อ้างถึงในอินทิรา หิรัญสาย, 2545)  กล่าวว่า คนดี คือคนที่มีคุณลักษณะด้านจิตใจและพฤติกรรมของความมีวินัยและค่านิยมประชาธิปไตย ดังนี้   1) ความมีวินัยคือ คุณลักษณะจิตใจแลพฤติกรรม ที่ควบคุมตนเองและปฏิบัติตามกฎระเบียบ กติกาของสังคม เพื่อประโยชน์สุขของตนเองและส่วนรวม พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความมีวินัย เช่น ความสนใจใฝ่รู้ การควบคุมตนเอง ความรับผิดชอบ มีเหตุผล ซื่อสัตย์ ขยัน  ตรงต่อเวลา  อดทน เสียสละ และช่วยเหลือผู้อื่น 2) ค่านิยมประชาธิปไตย คือ คุณลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมที่เห็นคุณค่าการเคารพสิทธิ ป้องกันสิทธิของตนเองและผู้อื่น เคารพต่อคุณค่าและเสียงส่วนใหญ่ ด้วยความเข้าใจระหว่างกันและกันด้วยความสันติมีเหตุผลยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เคารพกติกาของสังคม ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มองโลกในแง่ดี มีความไว้วางใจผู้อื่น
                                สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ  (2545:9)  เสนอว่า คนดี หมายถึง คนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจที่ดีงามมีคุณธรรมจริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้านจิตใจและพฤติกรรมที่แสดงออก เช่น มีวินัย มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีเหตุผล รู้หน้าที่ ซื่อสัตย์ พากเพียร ขยัน ประหยัด มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย  เคารพความคิดเห็นและสิทธิของคนอื่น มีความเสียสละ รักษาสิ่งแวดล้อมและสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีสันติสุข
                                กระทรวงศึกษาธิการ (2546ก ; 2546ข) กำหนดว่า คนดี หมายถึง คนที่มีคุณธรรมจริยธรรม มีค่านิยมที่สอดคล้องกับค่านิยมของคนไทยส่วนใหญ่ เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน และประเทศ ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูพลังงานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
                                ผาสุก สุตเตมีย์  (2546:61) กล่าวว่า คนดี คือ คนที่รู้จักหน้าที่ รับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ขยัน ซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ อดทน ช่วยเหลือผู้อื่น
                                สมาน อัศวภูมิ  (2551:457) ได้ให้ความหมายของคุณธรรมจริยธรรม คือ แสงสว่างในการดำเนินชีวิตและการทำงาน   เพราะแนวปฏิบัติที่ดีงามย่อมนำไปสู่ความสง่างามของผู้ปฏิบัติที่ยึดจริยธรรมเป็นจริยวัตร และความดีงามที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตอย่างมีจริยธรรมดังกล่าวก็จะเป็นแสงสว่างนำทางให้ผู้ปฏิบัติไม่หลงทาง
 
                              จากคำกล่าวข้างต้นขอนิยามว่า  คนดี  หมายถึง คนที่มีคุณธรรมจริยธรรม ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้วยจิตใจและการแสดงออก เช่น มีวินัย รู้หน้าที่ มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีเหตุผล ซื่อสัตย์ พากเพียร อดทน เสียสละ ขยัน ประหยัด ตรงต่อเวลา  และช่วยเหลือผู้อื่น มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เคารพความคิดเห็นและสิทธิของผู้อื่น รักษาสิ่งแวดล้อม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข คนที่ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้านจิตใจและพฤติกรรมที่แสดงออก  เคารพความคิดเห็นและสิทธิของคนอื่น มีค่านิยมที่สอดคล้องกับค่านิยมของคนไทยส่วนใหญ่ เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน และประเทศ มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูพลังงานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
 
2. วิสัยทัศน์/มองไกล (Vision – Farsightness)
                                ดร.อำนวย    วีรวรรณ   อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  “คุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารและผู้นำที่ประสบความสำเร็จก็คือ วิสัยทัศน์ ซึ่งจะช่วยให้คาดคะเนและใช้ประโยชน์จากการคาดคะเนได้ดีกว่าผู้อื่น จากการที่มองเห็นอนาคตได้ชัดเจนทำให้สามารถเตรียมการแก้ปัญหาและเตรียมการดำเนินการอย่างได้ผลมิใช่คอยแต่แก้ปัญหาอย่างเดียว จะต้องมี  Courage  คือความกล้าในการตัดสินใจอย่างทันท่วงที เพราะการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องมีความเสี่ยง แต่ถ้าเราสามารถคาดคะเนล่วงหน้า ความเสี่ยงจะน้อย ผลดีมีมาก”
                                นายแพทย์ดำรง    บุญยืน  อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวว่า “ผู้บริหารและผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์  ถ้าไม่มีหรือไม่รู้วิสัยทัศน์เวลาปฏิบัติงานในองค์การ  เช่น  การจัดสรรงบประมาณจะมีปัญหา ดังนั้นวิสัยทัศน์ (Vision) หรือภาพอนาคตจะเกิดขึ้นได้ก็จะต้องมีการวิเคราะห์ การกำหนดว่า สิ่งใดควรเป็นทิศทางเป้าหมายของหน่วยงาน องค์การ หรือประเทศ และจะบริหารงานอย่างไรเพื่อให้เกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล”
                                จากคำกล่าวข้างต้นผู้บริหารหรือผู้นำในยุคโลกาภิวัฒน์นั้น จะต้องเป็นผู้ที่รู้จักสร้างวิสัยทัศน์ และกำหนดวิสัยทัศน์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมขององค์การ โรงเรียน วิทยาลัย หรือสถานศึกษาในอนาคต และจะต้องมุ่งมั่นผลักดันให้วิสัยทัศน์นั้นเป็นจริง
               
                2.1 ความหมายของวิสัยทัศน์ (Vision)
                                วิสัยทัศน์  หมายถึง การสร้างภาพอนาคตหรือการมองอนาคตซึ่งจะเป็นเป้าหมายในการเดินไปสู่อนาคต โดยวิธีการนำเอาระบบการวางแผนมาใช้ หรือหมายถึงสิ่งที่อยากเห็นในอนาคตและเป็นสิ่งที่ดีกว่าเดิม วิสัยทัศน์จะเกิดจากการรู้จักคิดโดยใช้ปัญญา ซึ่งอาจจะหมายถึงการสร้างความฝัน แต่จะต้องมุ่งมั่นทุกวิถีทางที่จะให้ฝันนั้นเป็นจริง
 

 

                2.2 วิสัยทัศน์มาจากไหน
                ในการพัฒนาวิสัยทัศน์  มีองค์ประกอบสำคัญหลายประการคือ
  1. ข้อมูลข่าวสาร (Information) ทั้งภายในและภายนอกองค์การ
  2. องค์ความรู้ (Knowledge) ของบุคคลในองค์การนั้นๆ
  3. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  (Creativity) ที่ปราศจากการ “ยึดติด” กับรูปแบบหรือวิธีการแบบเดิม ๆ  (Old Paradigm Business)
  4. ความคาดหวัง (Expectation) ของผู้ที่มีส่วนอย่างสำคัญ (Stakeholders) ขององค์การ
  5. ความผสมผสาน จินตนาการ และดุลพินิจในด้านศักยภาพและความสามารถตลอดจนทักษะและประสบการณ์เรียนรู้ขององค์การ
  6. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมขององค์การ และแนวโน้มต่างๆได้อย่างแม่นยำ ด้วยวิธีการเชิงระบบ  (Systemic Approach)
  7. การกำหนดทางเลือกของเราเองในการเดินไปสู่อนาคต (Seenarios of  the Future) ว่าจะใช้กลยุทธ์ใดเป็นตัวนำ
  8. มีการรวมพลังของความมุ่งมั่นต่อการสร้างนวัตกรรม (Innovation) ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
 
                2.3 วิสัยทัศน์ที่ดี
                วิสัยทัศน์ที่ดีมีดังนี้
  1. ต้องมีคุณค่าต่อองค์การและช่วยสร้างศักยภาพขององค์การรวมถึงภาพพจน์ที่ดีให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน
  2. ต้องมีความเป็นเลิศ (Idealistic) และสะท้อนถึงความแตกต่างจากปัจจุบันที่ทำให้ทุกคนรู้สึกศรัทธา และพร้อมที่จะมุ่งมั่นร่วมกันทำให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมแก่องค์การ
  3. ต้องท้าทายความรู้ความสามารถของผู้นำและสมาชิกทุกคนในองค์การต่อผลสำเร็จอันจะเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์นั้นๆ
  4. มาจากรูปแบบของวิธีการติดและมุมมองที่เปิดกว้าง Mental Models) ที่เล็งเห็นถึงการบริหาร โอกาส บนความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและมองเห็นถึง “เหตุ”อันเกิดจากระบบต่างๆและคาดการณ์ถึง “ผล” ที่จะพึงมี
  5. ไม่ควรไปคัดลอกวิสัยทัศน์ขององค์การอื่นเพราะสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก รวมถึงจุดแข็ง จุดอ่อน มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสำคัญ (Stakeholders) ของแต่ละองค์การที่มีความคาดหวังที่แตกต่างกัน
  6. วิสัยทัศน์ของหลายๆองค์การอาจมีโอกาสเหมือนกันได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือทุกองค์การต้องคิดและพัฒนาขึ้นมาเองจากข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆที่มีอยู่

 

                2.4 ผู้นำกับการนำวิสัยทัศน์ไปปฏิบัติ
                                การที่ผู้นำจะนำวิสัยทัศน์ไปปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพถือว่า เป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งของผู้นำ  จอห์น ริชาร์ดสัน   (จอห์น ริชาร์ดสัน อ้างถึงใน ทองใบ สุดชาดรี, 2550 : 127)ได้ให้ข้อคิดดังนี้ 1) ผู้นำต้องเป็นโฆษกในการประชาสัมพันธ์วิสัยทัศน์ ภารกิจที่สำคัญของผู้นำที่จะต้องเปลี่ยนแปลงองค์การให้ก้าวไปสู่ทิศทางใหม่ได้นั้น ผู้นำจะต้องทำให้บุคลากรเกิดความเชื่อมั่นได้ว่าบุคลากรจะต้องยอมรับเจตคติและพฤติกรรมใหม่ และเกิดความรู้สึกว่าตนเองได้รับรางวัลจึงจะทำให้บุคลากรเปลี่ยน แปลงจากระบบเก่าสู่ระบบใหม่ได้ ซึ่งบทบาทของผู้นำในฐานะโฆษกของการประชาสัมพันธ์ วิสัยทัศน์ใหม่ จะต้องดำเนินการดังนี้ การสื่อสาร  ผู้นำมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์วิธีการและรูปแบบที่จะใช้ในการสื่อสารวิสัยทัศน์ให้บุคลากรขององค์การ รวมทั้งบุคคลภายนอกได้เกิดความเข้าใจตรงกันในอันที่จะเกิดการยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น  การสื่อสารจะต้องเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เช่น การสื่อสารแบบตัวต่อตัว การเป็นองค์ปาฐกในที่ประชุม การเขียนบันทึกช่วยจำถึงบุคลากร การจัดทำเป็นแผ่นพับ โปสเตอร์ แถบบันทึกเสียง วีดิทัศน์ การเขียนบทความ  การสร้างเครือข่าย ผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีความสามารถในการสร้างเครือข่าย การสื่อสารกับบุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์การ เทื่อความสำเร็จในงานเป็นบุคคลที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ การนำวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติ จะต้องเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพแห่งการเป็นตัวแทนของวิสัยทัศน์อย่างชัดเจน  2) ผู้นำจะต้องทำหน้าที่ของผู้นำในการเปลี่ยนแปลงวิสัยทัศน์ ผู้นำควรมีบทบาทที่สำคัญดังนี้คือ ต้องใช้วิธีการเชิงกลยุทธ์ และต้องสร้างบรรยากาศใหม่ในองค์การ   3) ผู้นำทำหน้าที่เป็นผู้สอนวิสัยทัศน์ขององค์การ
                                การทำหน้าที่เป็นผู้สอนและให้การอบรมเกี่ยวกับสาระสำคัญของวิสัยทัศน์ขององค์การของผู้นำเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะสร้างกลไกของระบบสังคมใหม่ขึ้นในองค์การ ควรดำเนินการดังนี้  (1 การจัดกลุ่มของบุคลากรเพื่อสอนสาระสำคัญในการส่งถ่ายวิสัยทัศน์  (2 จัดสรรทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มงาน  (3 การออกแบบระบบการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน (4 การกำหนดโครงสร้างของงานและจัดแบ่งงาน  (5 เลือกผู้นำทีมในแต่ละกลุ่มงาน  (6 การกำหนดเป้าหมายและสร้างความคาดหวังที่สัมพันธ์กับแต่ละกลุ่มงาน
                                กล่าวโดยสรุป การเป็นผู้นำมีความจำเป็นที่จะมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการกำหนดภาพอนาคตเพื่อที่จะสามารถก้าวไปโดยมีความมุ่งมั่นที่จะทำฝันให้เป็นจริง  รู้เท่าทันเหตุการณ์ สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงองค์การไปสู่การพัฒนาที่ดี เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยทัศน์กับกลไกต่างๆที่จะทำให้วิสัยทัศน์ขององค์การถูกนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
 

 

3.    มุ่งมั่น    (Commitment – Determination)
                                สมาน   อัศวภูมิ (2551:455)  ได้กล่าวว่า  การทำงานด้วยความเสียสละ มุ่งมั่น และทุ่มเท เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นผู้บริหารเพื่อความสำเร็จของงาน และการเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่น โดยเฉพาะการเป็นผู้บริหารมืออาชีพ  ที่จะต้องมีทั้งศาสตร์การบริหารและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง  ผู้บริหารยุคใหม่ซึ่งเป็นผู้บริหารมืออาชีพ จึงควรได้ศึกษาหาความรู้ทั้งด้านการบริหาร ด้านการศึกษา และความเคลื่อนไหวที่เป็นความรู้รอบตัวจะทำให้เป็นผู้ปฏิบัติงานด้วยความรู้ เสียสละ มุ่งมั่น และทุ่มเท  นำไปสู่ความสำเร็จ เพราะ   “การรู้และทำคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ส่วนความเสียสละ มุ่งมั่น และทุ่มเท คือพลังสู่ความสำเร็จ”
           ในทัศนะของผู้เขียน ผู้บริหารที่มี ความมุ่งมั่น  ทุ่มเท อุทิศตน ในการทำงานแล้ว จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย และประสบผลสำเร็จ ขณะเดียวกันก็จะเป็นแบบอย่างที่ดีในองค์การ  ทำให้เกิดความร่วมมือในการที่จะพัฒนาองค์การ ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ

 

4.   เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ    (Confidence)
                                        สุเทพ   พงศ์ศรีวัฒน์  (2548:115-116) ได้ให้ความหมายถึงความมั่นใจในตนเอง (Self-confidence) ที่มีความหมายกว้างที่ครอบคลุมหลาอย่างเช่น การเคารพนับถือตนเอง (self-esteem) และความมีประสิทธิภาพในตนเอง (self-efficacy) เป็นต้น แทบทุกผลงานวิจัยยืนยันตรงกันว่า ความมั่นใจตนเองเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้นำที่มีประสิทธิผลต่างจากผู้นำที่ไม่มีประสิทธิผล  (Boyatzis, 1982) และเป็นคุณลักษณะที่มีผลต่อความมีประสิทธิผลและความก้าวหน้าของผู้นำ (Bass, 1990) และมีผลงานวิจัยหลายคนที่ยืนยันว่า ความมั่นใจตนเองเป็นคุณลักษณะที่สำคัญในการเป็นผู้นำโดยสเน่หา  ผู้นำที่ขาดความมั่นใจตนเองย่อมยากต่อการมีอิทธิพลให้เกิดการใช้ความพยายามของผู้อื่นเพิ่มขึ้น จึงทำให้งานไม่ประสบผลสำเร็จในขณะที่ผู้นำที่มีความมั่นใจตนเองสูงจะพยายามที่จะเลือกทำงานที่มีวัตถุประสงค์สูงและท้าทายต่อความสามารถของตน โดยผู้นำที่มีความคาดหวังต่อตนเองสูงพบว่าจะมีแนวโน้มในการคาดหวังต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของตนสูงตามไปด้วย  (Kouzes and Posner, 1987) ผู้นำเช่นนี้จะมีความมั่นคงในการปฏิบัติงานไปสู่จุดหมายที่ยากนั้นแม้นจะพบอุปสรรคปัญหานานัปการก็ตาม การมีความพยายามที่คงเส้นคงวาในการใช้ความสามารถสูงสุดของตนเพื่อให้งานสำเร็จดังกล่าว ทำให้ผู้นำได้รับการยอมรับนับถือเกิดความผูกพันและความเต็มใจช่วยเหลือทั้งจากผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งหัวหน้าอีกด้วย ในทางตรงกันข้ามผู้นำที่ขาดความมั่นใจตนเองนั้น ท่าทีของการาแสดงออกในเรื่องต่างๆจะมีลักษณะของการลังเล ไม่แน่ใจ ขาดความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจทำให้ความน่าเลื่อมใสเชื่อถือในความเป็นผู้เชี่ยวชาญของตนเองลดลง ส่งผลให้การมมีอิทธิพลต่อผู้อื่นน้อยตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดภาวะวิกฤติที่ผู้นำจะต้องแสดงออกด้วยความมั่นใจและมีความเด็ดเดี่ยวเป็นพิเศษ  ทั้งนี้เพราะความ สำเร็จขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชา ที่เห็นผู้นำของตนเป็นผู้ที่มีความรอบรู้และมีความกล้าหาญสูงพอต่อการแก้ไขวิกฤตินั้นอย่างมีประสิทธิผล ความมั่นใจตนเองเป็นพฤติกรรมของผู้นำที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหา  ผู้นำที่มีความมั่นใจตนเองต่ำมักจะทอดทิ้งปัญหาให้เป็นความรับผิดชอบของผู้อื่นในขณะที่ผู้นำซึ่งมีความมั่นใจสูงจะกระตือรือร้นเข้ากำกับปัญหาด้วยตนเอง    และนำปัญหาเข้าหารือกับลูกน้องของตน
                                กล่าวโดยสรุปคือผู้นำที่มีความมั่นใจตนเอง จะมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำซึ่งจะทำให้องค์การได้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ จะทำให้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเกิดความมั่นใจในการทำงาน มีความกระตือรือร้น เมื่อมีอุปสรรคก็จะสามารถแก้ไขบัญหาต่างๆได้โดยไม่ท้อถอยจะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิผลสูงและเจริญก้าวหน้าต่อไป
 
5.   การมีส่วนร่วม   (Participation)
                                Likert, 1967  (อ้างในสุโขทัยธรรมาธิราช, 2544)  ได้แบ่งลักษณะผู้นำคามระบบการบริหารเป็น 4 ระบบดังนี้  1) ระบบเผด็จการแบบแสวงประโยชน์  (exploitive authoritative)  ผู้นำใช้วิธีเผด็จการสูงมาก  เชื่อมั่นในตัวผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงเล็กน้อย จูงใจผู้ใต้บังคับบัญชาให้เกิดความกลัว ใช้การให้รางวัลนานๆครั้ง ใช้วิธีการสื่อสารแบบบนลงล่าง สงวนสิทธิการตัดสินใจให้แก่ผู้บริหารระดับสูง 2) ระบบเผด็จการแบบกรุณา (benevolent - authoritative)  ผู้นำมีความเป็นเผด็จการต่ำกว่าระบบที่ 1 มีความเชื่อมั่นและไว้วางใจผู้ใต้บังคับบัญชาในลักษณะพ่อปกครองลูก จูงใจผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาด้วยการให้รางวัล ใช้การลงโทษนานๆครั้ง ยอมให้มีการสื่อสารจากล่างขึ้นบนบ้าง เชื้อเชิญรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา   3) ระบบให้คำปรึกษา (consultative) ผู้นำแบบนี้มีความเชื่อมั่นและไว้วางใจผู้ใต้บังคับบังชามากขึ้นแต่ยังไม่เต็มที่ พยายามใช้ประโยชน์จากความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ใต้บังคับบัญชา จูงใจผู้ใต้บังคับบัญชาโดยการให้รางวัล ใช้การลงโทษนานๆครั้ง ยอมให้มีการสื่อสารทั้งจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน กำหนดนโยบายแบบกว้างๆ ผู้บริหารระดับสูงตัดสินใจทั่วๆไป ยอมให้ผู้บริหารระดับล่างตัดสินใจในบางเรื่องพยายามให้คำปรึกษาในหลายๆทาง 4) ระบบแบบให้มีส่วนร่วม (participative) ผู้นำแบบนี้มีความไว้วางใจและเชื่อมั่นผู้ใต้บังคับบัญชาในทุกเรื่องอย่างเต็มที่ ยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ใต้บังคับบัญชา  ให้รางวัลทางเศรษฐกิจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาเมื่อมีส่วนร่วมในกิจกรรม  ให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ส่งเสริมการสื่อสารทั้งจากบนลงล่างจากล่างขึ้นบน  ยั่วยุและส่งเสริมให้การตัดสินใจกระจายไปทั่วองค์การให้ผู้บริหารทุกระดับตัดสินใจ จากการศึกษาวิจัยของลิเคอร์ท พบว่าผู้นำในระบบ 4 มีความสำเร็จสูงสุด
                                 ความหมายของการมีส่วนร่วม  ได้มีนักการศึกษาให้ความหมายของการมีส่วนร่วม (Participation) ไว้หลายประการ เช่น การมีส่วนร่วมหมายถึง การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหรือการเข้าไปมีส่วนมีเสียงในการกำหนดนโยบาย และนำนโยบายไปปฏิบัติ ตลอดจนเข้าไปดูผลกระทบของนโยบายเพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุง (ดิน ปรัชญพฤทธิ์. 2533:624) และเดวิสและนิวสตอม (Davis and Newstrom. 1989:232) ให้ความเห็นว่าการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องของความเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนที่มีต่อกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งของกลุ่ม หรือเป็นแรงกระตุ้นที่ช่วยทำให้มีความสำเร็จ ความรับผิดชอบร่วมกันด้วยการเข้าไปเกี่ยวข้อง (Involvement) ช่วยเหลือ (Contribution) และร่วมรับผิดชอบ (Responsibility)  ประทิน วิเศษสุวรรณ  (2545:41) ได้สรุปไว้ว่า การมีส่วนร่วมเป็นกิจกรรมที่ผู้บริหารและบุคลากรในโรงเรียนเอกชนร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ปัญหาและร่วมกันประเมินผล เพื่อให้การปฏิบัติงานประสบผลสำเร็จ และผู้บริหารต้องมีความเข้าใจถึงแระเภทของการให้มีส่วนร่วมด้วย เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานต่อไป
                                การมีส่วนร่วมเป็นปัจจัยที่สำคัญของผู้บริหารโรงเรียน ในการที่จะให้ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบในงานของโรงเรียน ร่วมคิด ร่วมทำ ช่วยเหลือและมีความผูกพันกันในองค์การ  ซึ่งจะนำความสำเร็จมาให้องค์การ

 

6. กล้าที่จะเปลี่ยน (Change)
          สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ (อ้างถึงใน ธีระ รุญเจริญ.  2550 : 164-166) ได้ประมวลแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงไว้ดังนี้
1.   การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจมาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหรือมากกว่าปัจจัยที่คาบเกี่ยวกันได้แก่  1) โดยการยกระดับความตระหนัก (Awareness) และการรับรู้ (Consciousness) ของผู้ตามถึงความสำคัญและคุณค่าของผลงานที่ต้องการตลอดจนสามารถเห็นแนวทางที่จะทำให้สำเร็จได้  2) โดยทำให้ผู้ตามมองข้ามผลประโยชน์ส่วนตัวเพระเห็นความสำคัญของประโยชน์ของทีมงานหรือองค์การโดยรวม 3) โดยวิธีการเปลี่ยนระดับความต้องการด้วยแรงจูงใจของผู้ตามใหม่ด้วยการขยายกรอบความต้องการดังกล่าวของผู้ตามให้กว้างยิ่งขึ้น
2.   ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพ ประกอบไปด้วย  1) การเป็นตัวแบบอย่างของพฤติกรรม 2) การสร้างแรงดลใจ 3) ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ 4) การมุ่งความสัมพันธ์เป็นรายคน 5) การกระตุ้นการใช้ปัญญา 6) การดำรงไว้ซึ่งอำนาจส่วนบุคคล
3. สิ่งที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกระทำประกอบด้วย 1) ทำงานอย่างมีจิตสำนึก ด้วยใจรักและมีความภาคภูมิใจต่องานที่ทำ 2) แสดงพฤติกรรมที่เป็นตัวอย่างในสิ่งต้องการกระตุ้นให้ผู้อื่นกระทำ 3) ประพฤติปฏิบัติอย่างเสมอตนเสมอปลายตลอดเวลา 4) คิดออกไปนอกกรอบของงานไปสู่อนาคต 5) เสริมแรงและพยายามให้วิสัยทัศน์สู่อนาคตอยู่ในกระแสของวงการตลอดเวลา 6) ใช้การสื่อสารทางวาจาอย่างมีประสิทธิผล 7) ไม่พูดไร้สาระหรือพูดซ้ำซากแต่ขาดความจริงใจ 8) ปรับระดับของภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟัง 9) ปฏิสัมพันธ์เป็นรายบุคคล และพบปะพูดคุยแบบสองต่อสองกับผู้ร่วมงาน 10) พยายามศึกษาให้เข้าถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของผู้ร่วมงานรายคน  11) คิดหาวิธีใหม่ที่ดีกว่าในการทำงานออยู่ตลอดเวลา 12) กระตุ้นคนอื่นให้คิดหาวิธีใหม่ที่ดีกว่าในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ 13) กระตุ้นส่งเสริมให้เกิดการริเริ่มทดลองใหม่ๆ 14) แสวงหาความคิด ความช่วยเหลือจากผู้ตามพร้อมทั้งเต็มใจรับข้อมูลป้อนกลับจากผู้ตาม 15) เอาใจใส่แก้ปัญหาขั้นตอนกฎระเบียบต่างๆที่ทำให้งานล่าช้าและเป็นอุปสรรคตลอดเวลา 16) คลุกคลีและปรากฏตัวอยู่ในที่ทำงานกับผู้ร่วมงานเป็นประจำ
สุเทพ พงศ์ศรีวัฒน์ ( 2548 : 138) สมรรถนะการเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง (Change catalyst)  ผู้นำเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงได้นั้น คือผู้ที่กล้าท้าทายต่อสถานภาพเดิมเพื่อให้ได้ความเป็นเลิศขึ้นมาใหม่ผู้นำจะยืนหยัดต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มแข็งแม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คัดค้านก็ตาม สามารถทำให้ข้อขัดแย้งดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นด้วยว่าจำเป็นต้องทำ นอกจากนั้นผู้นำต้องรู้จักหาวิธีการที่เป็นไปได้เชิงปฏิบัติในการเอาชนะอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนแปลง
                                กล่าวโดยสรุปได้ว่าการเป็นผู้นำจะต้องมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงองค์การ ทั้งในด้านการบริหารหน่วยงานและในด้านการบริหารบุคลากรโดยสร้างความตระหนัก รับรู้ในการเปลี่ยนแปลงและผลของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น  ผู้นำแบบเปลี่ยนสภาพจึงเป็นผู้นำที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงแม้นว่าการเปลี่ยน