วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554

 

ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะต้องตรวจสอบกระเป๋าและอุปกรณ์ในการเดินทางไปเกาหลีใต้อีกครั้ง ที่สำคัญต้องตรวจเอกสารการเดินทางให้เรียบร้อย เพราะกลัวตกเครื่องตั้งแต่ยังไม่ทันได้ขึ้น

 

กระเป๋าใส่เสื้อผ้าใบไม่โตมากมีล้อลาก และมีเป้สะพายหลังอีกใบที่จะนำเครื่องบินด้วย ต้องไม่มีสิ่งของที่ประกอบด้วย 'น้ำ' มากกว่า 300 ซี.ซี. (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) โดยในเป้นั้น ต้องมีสมุดบันทึก หนังสืออ่าน ปากกา และต้องมีแว่นตาสำรองอีก 1 คู่ เผื่อฉุกเฉิน

 

ถึงแม้ผมได้ลางานตลอดทั้งสัปดาห์แล้ว แต่ยังห่วงคลินิกเบาหวานที่ได้นัดผู้รับบริการวันนี้ เพราะพี่ที่ทำงานด้วย เหลืออยู่เพียงคนเดียว ต้องเหนื่อยแย่เลย ผมจึงเข้ามาช่วยเจาะเลือด และจ่ายยา แต่วันนี้ขอผู้รับบริการสักวันว่า พวกเราไม่ต้องเข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนนะครับ

 

หลังจากนั้น เร่งรีบในการทานข้าวเที่ยง เพราะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพ และสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

 

ผมมาถึงอาณาเขตของสนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 3 ทุ่ม ๆ   บรรยายกาศภายนอกเริ่มมืดมัว แต่ก็มีแสงสว่างเจิดจ้าของหลอดไฟ และป้ายโฆษณา เป็นระยะ ๆ สร้างผมหวาดกลัวกับการเดินทางมาที่นี้ครั้งแรกของผม

 

ผู้คนขวักไขว่ไปมา มีหลายชาติหลายภาษาที่นี้ ราวกับผมหลุดเข้ามาในดินแดนที่ไม่ใช่ประเทศไทยไปเสียแล้ว  ผมขึ้นมาจากชั้นที่น้อยที่สุด ผมได้ไหว้พระสารีริกธาตุที่งดงามบ่งบอกความเป็นไทยได้อย่างงดงาม มีร้านขายอาหาร ขายหนังสือ ธนาคารที่ให้แลกเปลี่ยนเงินทุกสกุล และอื่น ๆ อีกมากมาย ความรู้สึกเหมือนผมอยู่บนห้างสรรพสินค้า

 

ผมรีบไปโหลดกระเป๋า และเดินทางเข้าสู่เส้นทางเดินที่เข้ากั้นเป็นคอก ๆ ผู้คนมากมาย ความไม่รู้ทำให้ผมต้องค่อยถามคนผ่านไปผ่านมา ผ่าน ตม. และเข้าสู่เส้นทางเขาวงกต ที่เป็นแผนภูมิก้างปลา เพื่อตรวจเป้ และสิ่งในตัวผม  มันไม่ง่ายเลยนะกับการเดินทางครั้งแรกของผม

 

และแล้วผมก็ได้มานั่งรอหน้าประตูของเครื่องบินที่จะนำผม และเพื่อนร่วมเครื่อง ซึ่งเขาบอกว่าจุได้ถึง 200 กว่าคน  ไม่นานผมก็ได้เข้าสู่เครื่องบิน พร้อมกับการทักทายด้วยการไหว้และการต้อนรับกับนักบิน และแอร์โฮสเตส  ผมรีบรับไหว้คืนอย่างตกใจ ที่นั่งของผมอยู่โซนกลาง ๆ เสียดายไม่ได้นั่งติดหน้าต่าง แต่อยู่ระหว่างกลางจริง ๆ ขนาบกับคนข้าง ๆ เหมือนแฮมเบอร์เกอร์ เที่ยวบินธรรมดา จึงทำให้คนขายาว ๆ อย่างผมอึดอัดไม่น้อย แต่ก็คิดว่า พอไหวครับ

 

'ความไม่รู้' ทำให้ผมเกิดความหวาดกลัว  ตอนอายุประมาณ 30 ต้น ๆ ผมรู้สึกว่า ผมรู้อะไรหลายสิ่งหลายอย่างบนโลก แต่เมื่อปัจจุบันผมกลับค้นพบว่า ผมไม่รู้อะไรเลย ผมเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้อย่างแท้จริง

 

 

ผมเลยต้องอ่านหนังสือมากที่สุด  อ่านไปเรื่อย ๆ  ทุกแนว และสนับสนุนให้ลูกชายของผมอ่านหนังสือให้มากที่สุด และที่สำคัญผมต้องอ่านใจตนเอง ซึ่งชั่วชีวิตของผมน่าอ่านและน่าทำความเข้าใจเสมอ

 

 

ผมหวังว่า การเดินทางไปเกาหลีใต้ของผมครั้งนี้  จะทำให้ผมได้พบปะผู้คนอีกประเทศหนึ่งของผม เข้าใจวิถีชีวิตและบริบทของคนที่นั้น  และที่สำคัญสำหรับผม คือ การได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของผม นั้นคือ 'หนังสือแห่งชีวิตของผม'

 

และผมหวังไว้ว่า ผม ภรรยา และลูกชายของ

จะได้กลับมาหา 'ลูกสาว' ของผม ที่นั่งรอพวกเราอย่างหนาวเหน็บท่ามกลางหิมะที่ขาวละมุนละไม